
คอร์เบี้ยนทุ่มลงทุน3.5พันล้านผุดรง.ไบโอพลาสติกแห่งแรกเอเชีย
คอร์เบี้ยน สัญชาติเนเธอร์แลนด์หนุนนโยบายซูเปอร์คลัสเตอร์ ผุดโรงงานพลาสติกชีวภาพพีแอลเอ แห่งแรกในเอเชีย ด้วยงบ 3,500 ล้านบาท หวังตีตลาดในไทย ชิงเนเจอร์เวิร์ค ของสหรัฐอเมริกาที่ยังไม่กล้าตัดสินใจมาลงทุนรุกนำเข้าเม็ดพลาสติกชีวภาพจากจีนสร้างกลุ่มลูกค้าก่อนโรงงานแล้วเสร็จไตรมาส 3 ปี 2561
นายกัลย์ เฉลิมเกียรติกุล ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจไบโอพลาสติก บริษัท คอร์เบียน ประเทศไทย จำกัด ในกลุ่มบริษัท พูแรค(ประเทศไทย) จำกัด สัญชาติเนเธอร์แลนด์ เปิดเผย“ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ขณะนี้บริษัทได้เริ่มลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพ(ไบโอพลาสติก) ชนิดพีแอลพี ขนาดกำลังการผลิต 7.5 หมื่นตันต่อปี บนพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย จังหวัดระยอง ด้วยงบลงทุนประมาณ 3,500 ล้านบาท ซึ่งจะแล้วเสร็จในช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2561 เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ในการส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบซูเปอร์คลัสเตอร์ ที่ให้สิทธิประโยชน์สูงสุดด้านการลงทุน
ทั้งนี้โรงงานดังกล่าวถือเป็นโรงงานขนาดใหญ่ที่ผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพเป็นแห่งแรกของเอเชีย จากปัจจุบันจะมีเพียงบริษัท เนเจอร์เวิร์คฯ ของสหรัฐอเมริกา ที่มีกำลังผลิตราว 1.5 แสนตันต่อปีเท่านั้น ซึ่งการตัดสินใจลงทุนครั้งนี้ บริษัทได้ทำการศึกษามาไม่ต่ำกว่า 4-5 ปี เพื่อเป็นการต่อยอดจากโรงงานผลิตแล็กติกและแล็กไทด์ ของบริษัท พูแรคฯ ที่ดำเนินการอยู่แล้วในปัจจุบัน มาผลิตเป็นเม็ดพลาสติกพีแอลเอ ทำให้ต้นทุนการลงทุนต่ำ ได้เปรียบกว่าคู่แข่ง จึงต้องเริ่มลงทุนใหม่ทั้งขบวนการ ประกอบกับสภาพตลาดต่างประเทศในยุโรปและเอเชียมีความพร้อม โดยเฉพาะไทยเป็นตลาดที่สดใสที่ผู้บริโภคเริ่มหันมาสนใจผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ย่อยสลายได้ และยังได้รับการสนับสนุนด้านการลงทุนจากภาครัฐด้วย
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการสร้างตลาดผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพในไทย ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเม็ดพลาสติกชีวภาพ ยังไม่สามารถแข่งขันกับเม็ดพลาสติกทั่วไปมีราคาต่ำได้ เห็นได้จากประเทศมีความต้องการใช้เม็ดพลาสติกพีแอลเอไปผลิตผลิตภัณฑ์ยังต่ำอยู่ราว 500-600 ตันต่อปี แต่ก็มองว่าในอนาคต 4-5 ปีข้างหน้าความต้องการใช้น่าจะเติบโตไปสู่ระดับ 1 หมื่นตันต่อปีได้ ดังนั้น ในระยะแรกนี้บริษัท จะเน้นการส่งออกไปตลาดหลักอย่าง สหภาพยุโรป จีน เกาหลี และญี่ปุ่น เป็นต้น ซึ่งมีความต้องการสูง จากการที่รัฐบาลในแต่ละประเทศมีมาตรการส่งเสริมการใช้พลาสติกชีวภาพ
นายกัลย์ กล่าวอีกว่า ในระหว่างที่การก่อสร้างโรงงานยังไม่แล้วเสร็จ เพื่อเป็นการนำร่องให้เกิดตลาดในประเทศ บริษัทจะนำเข้าเม็ดพลาสติกพีแอลเอจากจีน ซึ่งเป็นพันธมิตรที่นำเอาแล็กไทด์ของบริษัทพูแรคฯ ไปผลิตเป็นพีแอลเอ นำกลับเข้ามาประมาณ200-300 ตันต่อเดือนก่อน เพื่อเป็นการสร้างตลาดกับลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์พลาสติก เช่น ถุงพลาสติก ถ้วย แก้วน้ำ กล่อง เป็นต้น โดยหวังว่าเมื่อมาตรการส่งเสริมการใช้พลาสติกชีวภาพ ในรูปแบบที่ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพ สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้ 200-300%เกิดขึ้นได้ จะช่วยสร้างตลาดให้ขยายตัวมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมาตรการนี้อยู่ระหว่างการร่างของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.)
โดยปัจจุบันทั่วโลกมีความต้องการเม็ดพลาสติกพีแอลเออยู่ประมาณ 1.5 แสนตันต่อปี มีกำลังการผลิตอยู่ในสหรัฐอเมริกา 1.5 แสนตันต่อปี และจีนอีกประมาณ 5,000 ตันต่อปีเท่านั้น ในขณะที่ความต้องการการขยายตัวประมาณปีละ 10-15%
แหล่งข่าวจากกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก เปิดเผยว่า การที่บริษัท คอร์เบียนฯ ตัดสินใจลงทุนครั้งนี้ ถือเป็นการช่วงชิงตลาดพลาสติกชีวภาพในภูมิภาคนี้ เนื่องจากย้อนไปเมื่อ 2-3 ปีก่อน ทางบริษัท เนเจอร์เวิร์คฯ ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีบริษัท พีทีทีโกลบอล เคมีคอล จำกัด (มหาชน) หรือพีทีทีจีซี ร่วมถือหุ้นอยู่ราว 50% ได้ประกาศที่จะลงทุนตั้งโรงงานผลิตพีแอลเอในไทย ด้วยกำลังการผลิตระยะแรก 7.5 หมื่นตัน ใช้เงินลงทุนราว 6,500 ล้านบาท แต่ด้วยนโยบายการส่งเสริมของภาครัฐไม่มีความชัดเจน ประกอบกับราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวลดลง ทำให้ทางเนเจอร์เวิร์ค ต้องชะลอการตัดสินใจลงทุนออกไป แม้ว่าทางพีทีทีจีซี จะเจรจาดึงให้เข้ามาลงทุนก็ตาม แต่ปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับการตอบรับแต่อย่างใด
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,215 วันที่ 4 - 7 ธันวาคม 2559
นายกัลย์ เฉลิมเกียรติกุล ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจไบโอพลาสติก บริษัท คอร์เบียน ประเทศไทย จำกัด ในกลุ่มบริษัท พูแรค(ประเทศไทย) จำกัด สัญชาติเนเธอร์แลนด์ เปิดเผย“ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ขณะนี้บริษัทได้เริ่มลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพ(ไบโอพลาสติก) ชนิดพีแอลพี ขนาดกำลังการผลิต 7.5 หมื่นตันต่อปี บนพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย จังหวัดระยอง ด้วยงบลงทุนประมาณ 3,500 ล้านบาท ซึ่งจะแล้วเสร็จในช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2561 เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ในการส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบซูเปอร์คลัสเตอร์ ที่ให้สิทธิประโยชน์สูงสุดด้านการลงทุน
ทั้งนี้โรงงานดังกล่าวถือเป็นโรงงานขนาดใหญ่ที่ผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพเป็นแห่งแรกของเอเชีย จากปัจจุบันจะมีเพียงบริษัท เนเจอร์เวิร์คฯ ของสหรัฐอเมริกา ที่มีกำลังผลิตราว 1.5 แสนตันต่อปีเท่านั้น ซึ่งการตัดสินใจลงทุนครั้งนี้ บริษัทได้ทำการศึกษามาไม่ต่ำกว่า 4-5 ปี เพื่อเป็นการต่อยอดจากโรงงานผลิตแล็กติกและแล็กไทด์ ของบริษัท พูแรคฯ ที่ดำเนินการอยู่แล้วในปัจจุบัน มาผลิตเป็นเม็ดพลาสติกพีแอลเอ ทำให้ต้นทุนการลงทุนต่ำ ได้เปรียบกว่าคู่แข่ง จึงต้องเริ่มลงทุนใหม่ทั้งขบวนการ ประกอบกับสภาพตลาดต่างประเทศในยุโรปและเอเชียมีความพร้อม โดยเฉพาะไทยเป็นตลาดที่สดใสที่ผู้บริโภคเริ่มหันมาสนใจผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ย่อยสลายได้ และยังได้รับการสนับสนุนด้านการลงทุนจากภาครัฐด้วย
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการสร้างตลาดผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพในไทย ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเม็ดพลาสติกชีวภาพ ยังไม่สามารถแข่งขันกับเม็ดพลาสติกทั่วไปมีราคาต่ำได้ เห็นได้จากประเทศมีความต้องการใช้เม็ดพลาสติกพีแอลเอไปผลิตผลิตภัณฑ์ยังต่ำอยู่ราว 500-600 ตันต่อปี แต่ก็มองว่าในอนาคต 4-5 ปีข้างหน้าความต้องการใช้น่าจะเติบโตไปสู่ระดับ 1 หมื่นตันต่อปีได้ ดังนั้น ในระยะแรกนี้บริษัท จะเน้นการส่งออกไปตลาดหลักอย่าง สหภาพยุโรป จีน เกาหลี และญี่ปุ่น เป็นต้น ซึ่งมีความต้องการสูง จากการที่รัฐบาลในแต่ละประเทศมีมาตรการส่งเสริมการใช้พลาสติกชีวภาพ
นายกัลย์ กล่าวอีกว่า ในระหว่างที่การก่อสร้างโรงงานยังไม่แล้วเสร็จ เพื่อเป็นการนำร่องให้เกิดตลาดในประเทศ บริษัทจะนำเข้าเม็ดพลาสติกพีแอลเอจากจีน ซึ่งเป็นพันธมิตรที่นำเอาแล็กไทด์ของบริษัทพูแรคฯ ไปผลิตเป็นพีแอลเอ นำกลับเข้ามาประมาณ200-300 ตันต่อเดือนก่อน เพื่อเป็นการสร้างตลาดกับลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์พลาสติก เช่น ถุงพลาสติก ถ้วย แก้วน้ำ กล่อง เป็นต้น โดยหวังว่าเมื่อมาตรการส่งเสริมการใช้พลาสติกชีวภาพ ในรูปแบบที่ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพ สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้ 200-300%เกิดขึ้นได้ จะช่วยสร้างตลาดให้ขยายตัวมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมาตรการนี้อยู่ระหว่างการร่างของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.)
โดยปัจจุบันทั่วโลกมีความต้องการเม็ดพลาสติกพีแอลเออยู่ประมาณ 1.5 แสนตันต่อปี มีกำลังการผลิตอยู่ในสหรัฐอเมริกา 1.5 แสนตันต่อปี และจีนอีกประมาณ 5,000 ตันต่อปีเท่านั้น ในขณะที่ความต้องการการขยายตัวประมาณปีละ 10-15%
แหล่งข่าวจากกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก เปิดเผยว่า การที่บริษัท คอร์เบียนฯ ตัดสินใจลงทุนครั้งนี้ ถือเป็นการช่วงชิงตลาดพลาสติกชีวภาพในภูมิภาคนี้ เนื่องจากย้อนไปเมื่อ 2-3 ปีก่อน ทางบริษัท เนเจอร์เวิร์คฯ ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีบริษัท พีทีทีโกลบอล เคมีคอล จำกัด (มหาชน) หรือพีทีทีจีซี ร่วมถือหุ้นอยู่ราว 50% ได้ประกาศที่จะลงทุนตั้งโรงงานผลิตพีแอลเอในไทย ด้วยกำลังการผลิตระยะแรก 7.5 หมื่นตัน ใช้เงินลงทุนราว 6,500 ล้านบาท แต่ด้วยนโยบายการส่งเสริมของภาครัฐไม่มีความชัดเจน ประกอบกับราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวลดลง ทำให้ทางเนเจอร์เวิร์ค ต้องชะลอการตัดสินใจลงทุนออกไป แม้ว่าทางพีทีทีจีซี จะเจรจาดึงให้เข้ามาลงทุนก็ตาม แต่ปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับการตอบรับแต่อย่างใด
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,215 วันที่ 4 - 7 ธันวาคม 2559






