
‘ฟลายดูไบ’เขย่าสมรภูมิโลว์คอสต์ไทยดันกรุงเทพฯฮับการบินเอเชีย
สมรภูมิการบินแข่งขันของธุรกิจการบินในประเทศไทยเพิ่มดีกรีความร้อนแรงขึ้นอีกครั้งเมื่อสายการบินต้นทุนต่ำจากตะวันออกกลาง "ฟลายดูไบ" สยายปีกเปิดเส้นทางบินเข้าไทย และการรุกเข้าเอเชียในครั้งนี้มีเป้าหมายอย่างไร นายซูดรีย์ ซีดาราน รองประธานอาวุโสฝ่ายการพาณิชย์สายการบินฟลายดูไบ (ประจำภูมิภาคอาหรับ อินเดีย และแอฟริกา) ได้ฉายภาพถึงที่มาที่ไปของสายการบินดังกล่าว
ดันดูไบครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์
แม้ดูไบจะมีสายการบินแห่งชาติ คือ สายการบินเอมิเรตส์อยู่แล้ว แต่ขณะเดียวกันก็มีบางตลาดที่ไม่คุ้มค่าสำหรับเอมิเรตส์ในการเข้าไปเปิดจุดบิน ซึ่งถ้าฟลายดูไบไม่ถือกำเนิดขึ้นมา โอกาสตรงนี้จะตกไปอยู่ในมือผู้เล่นรายอื่น ฟลายดูไบเริ่มต้นเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2552 ปัจจุบันมีเที่ยวบินไปยัง 90 จุดหมายปลายทาง ทั้งประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง กลุ่มจีซีซี แอฟริกา ยุโรป เทือกเขาคอเคซัส เอเชียกลาง และอนุทวีปแถบอินเดีย
ในจำนวนดังกล่าวเป็นการบินไปในเส้นทางใหม่มากถึง 59 เส้นทางที่ไม่เคยมีเที่ยวบินตรงจากดูไบ ในปี 2559 คาดว่าจะให้บริการผู้โดยสารได้กว่า 10 ล้านคนนั้น แสดงให้เห็นว่ามีความจำเป็นสำหรับสายการบินใหม่ ไม่ว่าเราจะเรียกสายการบินในกลุ่มนี้ว่าโลว์คอสต์นิวเอจ หรือไฮบริด ก็ตาม แต่มีความต้องการสำหรับสายการบินในขนาดเดียวกับฟลายดูไบในการเข้าไปยังตลาดเหล่านี้
ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างฟลายดูไบและเอมิเรตส์มีทั้งการร่วมมือกันและแข่งขันกัน ทั้ง 2 ส่วนเป็นธุรกิจที่แยกจากกันแต่ต่างมีรัฐบาลดูไบเป็นเจ้าของ มีบางตลาดที่ทั้ง 2 สายการบินแข่งขันและมีตลาดที่เข้ามาเสริมกัน ขึ้นอยู่กับว่าความคุ้มค่าทางธุรกิจโดยรวมของรัฐบาลดูไบ
ความสำเร็จของฟลายดูไบที่สามารถเพิ่มเส้นทางบินได้ถึง 90 จุดใน 45 ประเทศ มีฝูงบินจำนวน 55 ลำ ภายในระยะเวลาไม่ถึง 7 ปี แสดงให้เห็นว่ามีตลาดที่รองรับบริการของสายการบินอยู่ รวมถึงแสดงให้เห็นศักยภาพของดูไบในฐานะศูนย์กลางหรือฮับสำหรับการเชื่อมโยงเส้นทางบินต่างๆ และในฐานะจุดหมายปลายทาง ที่สามารถดึงดูดผู้คนเข้ามาได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งคนเหล่านี้เป็นกลุ่มที่สามารถเดินทางได้บ่อยขึ้นเนื่องจากฟลายดูไบ
อย่างไรก็ดี ตลาดสายการบินต้นทุนต่ำในปัจจุบันนับว่ามีการแข่งขันสูงมาก นายซีดาราน มองว่า จากมุมมองของผู้บริโภค การแข่งขันถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะผู้บริโภคจะได้รับข้อเสนอที่มีความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันจากการทำงานตั้งแต่อดีตที่ผ่านมาของสายการบินฟลายดูไบ การแข่งขันทำให้เกิดการตื่นตัวอยู่ตลอด ผลักดันให้ต้องสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ
ดึงยุโรปตะวันออก-ซีไอเอสเข้าไทย
นายซีดาราน กล่าวถึงการตัดสินใจขยายเส้นทางบินมาสู่กรุงเทพฯว่า ดูไบและกรุงเทพฯ เป็นตลาดที่มีน่านฟ้าที่เปิดเสรี และทั้ง 2 เมืองมีศักยภาพดึงดูดผู้โดยสารให้เข้ามาใช้บริการเส้นทางบินของฟลายดูไบ
นอกจากนี้การเข้ามาในประเทศไทย เป็นการขยายการเข้าถึงและเพิ่มความคุ้มค่าให้กับลูกค้าของฟลายดูไบ โดยเฉพาะลูกค้าจากยุโรปตะวันออก กลุ่มประเทศอดีตสหภาพโซเวียต (ซีไอเอส) และกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (จีซีซี) ที่เวลานี้จะมีโอกาสเดินทางมาไทยได้บ่อยขึ้น ซึ่ง ฟลายดูไบ สามารถให้บริการด้วยเครื่องบินรุ่นใหม่ มีชั้นธุรกิจ และบริการอื่นๆ ในราคาที่ผู้บริโภคมีกำลังจ่าย เป็นข้อเสนอที่คุ้มค่า อีกทั้งยังมีเครือข่ายเส้นทางบินที่เติมเต็มวิสัยทัศน์การท่องเที่ยวของไทย
ทั้งนี้ เที่ยวบินระหว่างดูไบและกรุงเทพฯของฟลายดูไบเริ่มต้นให้บริการมาแล้วตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน2559 โดยในช่วงแรกเปิดบิน 2 เที่ยวบินต่อวัน ด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 737-800 NG ที่ ฟลายดูไบมีอยู่ทั้งสิ้น 55 ลำในปัจจุบัน
นายซีดาราน กล่าวว่า เส้นทางบินใหม่นี้จะประสบความสำเร็จอย่างดี โดยเบื้องต้นคาดหมายอัตราบรรทุกผู้โดยสารต่อเที่ยวบินของเส้นทางบินดูไบ-กรุงเทพที่ประมาณ 85-90% และเส้นทางนี้จะเป็นการเปิดโอกาสให้กับนักท่องเที่ยวที่อาจจะไม่ได้วางแผนไปดูไบแต่แรก แต่เมื่อเห็นราคาที่มีกำลังจ่ายไหวจึงเลือกเดินทาง และยังมีความน่าสนใจสำหรับผู้โดยสารชาวไทยที่เวลานี้จะมีโอกาสเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางใหม่ๆ ที่เชื่อมโยงจากดูไบภายในเครือข่ายของฟลายดูไบ ซึ่งเป็นจุดหมายที่ก่อนหน้านี้ไม่มีเส้นทางบินเข้าถึงมาก่อน
นอกจากนี้ ดูไบกำลังจะเป็นเจ้าภาพจากงาน เอ็กซ์โป 2020 ซึ่งเป็นงานที่คาดว่าจะมีผู้โดยสารเดินทางเข้ามาโดยเครื่องบิน 25 ล้านคน และสร้างงาน 2.5 ล้านตำแหน่ง การที่ฟลายดูไบมีเที่ยวบิน 2 เที่ยวต่อวันจากกรุงเทพไปดูไบ จะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการของไทยเดินทางไปยังดูไบและบริเวณใกล้เคียง เพื่อเสาะหาโอกาสด้านการค้าและธุรกิจได้ในราคาที่คุ้มค่ามากขึ้น จึงคิดว่าการเปิดเที่ยวบินในเวลานี้เป็นโอกาสที่เหมาะสมอย่างยิ่ง
เล็งเปิดบินตรงภูเก็ต
ส่วนขั้นต่อไปอาจจะเป็นการเพิ่มจำนวนเที่ยวบินของเส้นทางดังกล่าว ขณะเดียวกันก็ให้ความสนใจที่จะเพิ่มจุดบินไปยังเมืองอื่นๆ ในประเทศด้วย อาทิ ภูเก็ต เป็นต้น
ขณะที่การขยายเส้นทางบินไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนั้น นายซีดาราน มองว่าขณะที่ตลาดภูมิภาคนี้มีความน่าสนใจ แต่มีข้อจำกัดเรื่องของระยะทางที่เครื่องบินสามารถบินได้ ซึ่งโชคดีที่ระยะทางบินมาถึงกรุงเทพ รวมถึงภูเก็ต ไม่เกินขีดจำกัดของเครื่องบิน โดยมีตลาดอื่นๆ ที่อยู่ในแผนของฟลายดูไบและกำลังศึกษาอยู่เช่นเดียวกัน อาทิ กัวลาลัมเปอร์ เวียดนาม กัมพูชา ต่างเป็นตลาดที่น่าสนใจ แต่ต้องรอดูว่าจะมีเครื่องบินที่เหมาะสมที่จะเข้าถึงตลาดเหล่านี้หรือไม่
ทั้งนี้ ในปี 2558 สายการบินฟลายดูไบมีกำไร 27.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯจากรายได้ 1,330ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยบรรทุกผู้โดยสารกว่า 9.04 ล้านราย และให้บริการเที่ยวบินทั้งสิ้น 8.15 หมื่นเที่ยว
ดังนั้นการเปิดจุดบินเข้ากรุงเทพฯของฟลายดูไบ จึงถือเป็นการสยายเดสติเนชันเชื่อมจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มาไทย ภายใต้การให้บริการของโลว์คอสต์แอร์ไลน์ เป็นเดสติเนชันแรกในเอเชียแปซิฟิก
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,215 วันที่ 4 - 7 ธันวาคม 2559
ดันดูไบครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์
แม้ดูไบจะมีสายการบินแห่งชาติ คือ สายการบินเอมิเรตส์อยู่แล้ว แต่ขณะเดียวกันก็มีบางตลาดที่ไม่คุ้มค่าสำหรับเอมิเรตส์ในการเข้าไปเปิดจุดบิน ซึ่งถ้าฟลายดูไบไม่ถือกำเนิดขึ้นมา โอกาสตรงนี้จะตกไปอยู่ในมือผู้เล่นรายอื่น ฟลายดูไบเริ่มต้นเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2552 ปัจจุบันมีเที่ยวบินไปยัง 90 จุดหมายปลายทาง ทั้งประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง กลุ่มจีซีซี แอฟริกา ยุโรป เทือกเขาคอเคซัส เอเชียกลาง และอนุทวีปแถบอินเดีย
ในจำนวนดังกล่าวเป็นการบินไปในเส้นทางใหม่มากถึง 59 เส้นทางที่ไม่เคยมีเที่ยวบินตรงจากดูไบ ในปี 2559 คาดว่าจะให้บริการผู้โดยสารได้กว่า 10 ล้านคนนั้น แสดงให้เห็นว่ามีความจำเป็นสำหรับสายการบินใหม่ ไม่ว่าเราจะเรียกสายการบินในกลุ่มนี้ว่าโลว์คอสต์นิวเอจ หรือไฮบริด ก็ตาม แต่มีความต้องการสำหรับสายการบินในขนาดเดียวกับฟลายดูไบในการเข้าไปยังตลาดเหล่านี้
ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างฟลายดูไบและเอมิเรตส์มีทั้งการร่วมมือกันและแข่งขันกัน ทั้ง 2 ส่วนเป็นธุรกิจที่แยกจากกันแต่ต่างมีรัฐบาลดูไบเป็นเจ้าของ มีบางตลาดที่ทั้ง 2 สายการบินแข่งขันและมีตลาดที่เข้ามาเสริมกัน ขึ้นอยู่กับว่าความคุ้มค่าทางธุรกิจโดยรวมของรัฐบาลดูไบ
ความสำเร็จของฟลายดูไบที่สามารถเพิ่มเส้นทางบินได้ถึง 90 จุดใน 45 ประเทศ มีฝูงบินจำนวน 55 ลำ ภายในระยะเวลาไม่ถึง 7 ปี แสดงให้เห็นว่ามีตลาดที่รองรับบริการของสายการบินอยู่ รวมถึงแสดงให้เห็นศักยภาพของดูไบในฐานะศูนย์กลางหรือฮับสำหรับการเชื่อมโยงเส้นทางบินต่างๆ และในฐานะจุดหมายปลายทาง ที่สามารถดึงดูดผู้คนเข้ามาได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งคนเหล่านี้เป็นกลุ่มที่สามารถเดินทางได้บ่อยขึ้นเนื่องจากฟลายดูไบ
อย่างไรก็ดี ตลาดสายการบินต้นทุนต่ำในปัจจุบันนับว่ามีการแข่งขันสูงมาก นายซีดาราน มองว่า จากมุมมองของผู้บริโภค การแข่งขันถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะผู้บริโภคจะได้รับข้อเสนอที่มีความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันจากการทำงานตั้งแต่อดีตที่ผ่านมาของสายการบินฟลายดูไบ การแข่งขันทำให้เกิดการตื่นตัวอยู่ตลอด ผลักดันให้ต้องสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ
ดึงยุโรปตะวันออก-ซีไอเอสเข้าไทย
นายซีดาราน กล่าวถึงการตัดสินใจขยายเส้นทางบินมาสู่กรุงเทพฯว่า ดูไบและกรุงเทพฯ เป็นตลาดที่มีน่านฟ้าที่เปิดเสรี และทั้ง 2 เมืองมีศักยภาพดึงดูดผู้โดยสารให้เข้ามาใช้บริการเส้นทางบินของฟลายดูไบ
นอกจากนี้การเข้ามาในประเทศไทย เป็นการขยายการเข้าถึงและเพิ่มความคุ้มค่าให้กับลูกค้าของฟลายดูไบ โดยเฉพาะลูกค้าจากยุโรปตะวันออก กลุ่มประเทศอดีตสหภาพโซเวียต (ซีไอเอส) และกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (จีซีซี) ที่เวลานี้จะมีโอกาสเดินทางมาไทยได้บ่อยขึ้น ซึ่ง ฟลายดูไบ สามารถให้บริการด้วยเครื่องบินรุ่นใหม่ มีชั้นธุรกิจ และบริการอื่นๆ ในราคาที่ผู้บริโภคมีกำลังจ่าย เป็นข้อเสนอที่คุ้มค่า อีกทั้งยังมีเครือข่ายเส้นทางบินที่เติมเต็มวิสัยทัศน์การท่องเที่ยวของไทย
นายซีดาราน กล่าวว่า เส้นทางบินใหม่นี้จะประสบความสำเร็จอย่างดี โดยเบื้องต้นคาดหมายอัตราบรรทุกผู้โดยสารต่อเที่ยวบินของเส้นทางบินดูไบ-กรุงเทพที่ประมาณ 85-90% และเส้นทางนี้จะเป็นการเปิดโอกาสให้กับนักท่องเที่ยวที่อาจจะไม่ได้วางแผนไปดูไบแต่แรก แต่เมื่อเห็นราคาที่มีกำลังจ่ายไหวจึงเลือกเดินทาง และยังมีความน่าสนใจสำหรับผู้โดยสารชาวไทยที่เวลานี้จะมีโอกาสเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางใหม่ๆ ที่เชื่อมโยงจากดูไบภายในเครือข่ายของฟลายดูไบ ซึ่งเป็นจุดหมายที่ก่อนหน้านี้ไม่มีเส้นทางบินเข้าถึงมาก่อน
นอกจากนี้ ดูไบกำลังจะเป็นเจ้าภาพจากงาน เอ็กซ์โป 2020 ซึ่งเป็นงานที่คาดว่าจะมีผู้โดยสารเดินทางเข้ามาโดยเครื่องบิน 25 ล้านคน และสร้างงาน 2.5 ล้านตำแหน่ง การที่ฟลายดูไบมีเที่ยวบิน 2 เที่ยวต่อวันจากกรุงเทพไปดูไบ จะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการของไทยเดินทางไปยังดูไบและบริเวณใกล้เคียง เพื่อเสาะหาโอกาสด้านการค้าและธุรกิจได้ในราคาที่คุ้มค่ามากขึ้น จึงคิดว่าการเปิดเที่ยวบินในเวลานี้เป็นโอกาสที่เหมาะสมอย่างยิ่ง
เล็งเปิดบินตรงภูเก็ต
ส่วนขั้นต่อไปอาจจะเป็นการเพิ่มจำนวนเที่ยวบินของเส้นทางดังกล่าว ขณะเดียวกันก็ให้ความสนใจที่จะเพิ่มจุดบินไปยังเมืองอื่นๆ ในประเทศด้วย อาทิ ภูเก็ต เป็นต้น
ขณะที่การขยายเส้นทางบินไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนั้น นายซีดาราน มองว่าขณะที่ตลาดภูมิภาคนี้มีความน่าสนใจ แต่มีข้อจำกัดเรื่องของระยะทางที่เครื่องบินสามารถบินได้ ซึ่งโชคดีที่ระยะทางบินมาถึงกรุงเทพ รวมถึงภูเก็ต ไม่เกินขีดจำกัดของเครื่องบิน โดยมีตลาดอื่นๆ ที่อยู่ในแผนของฟลายดูไบและกำลังศึกษาอยู่เช่นเดียวกัน อาทิ กัวลาลัมเปอร์ เวียดนาม กัมพูชา ต่างเป็นตลาดที่น่าสนใจ แต่ต้องรอดูว่าจะมีเครื่องบินที่เหมาะสมที่จะเข้าถึงตลาดเหล่านี้หรือไม่
ทั้งนี้ ในปี 2558 สายการบินฟลายดูไบมีกำไร 27.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯจากรายได้ 1,330ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยบรรทุกผู้โดยสารกว่า 9.04 ล้านราย และให้บริการเที่ยวบินทั้งสิ้น 8.15 หมื่นเที่ยว
ดังนั้นการเปิดจุดบินเข้ากรุงเทพฯของฟลายดูไบ จึงถือเป็นการสยายเดสติเนชันเชื่อมจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มาไทย ภายใต้การให้บริการของโลว์คอสต์แอร์ไลน์ เป็นเดสติเนชันแรกในเอเชียแปซิฟิก
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,215 วันที่ 4 - 7 ธันวาคม 2559






