
ยอดขายเสื้อผ้า-รองเท้าพุ่ง แนะพัฒนาออนไลน์-ออฟไลน์
แนะผู้ประกอบการไทยปรับแผนตลาด เลือกใช้ออมนิแชนเนล รับพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน หลังวิจัยพบ ยอดขายเสื้อผ้าและรองเท้าช่องทางออนไลน์ในประเทศโต 68% ขณะที่ปีนี้ยอดคนไทยช็อปปิ้งออนไลน์ผ่านโซเชียลมีเดีย 84% สูงขึ้นจากปีก่อนมีช็อป 69%
นายไกรภพ แพ่งสภา ตัวแทนคอตตอน ยูเอสเอ ในกลุ่มประเทศอาเซียน เปิดเผยว่า ผลการสำรวจวิจัยตลาดในหัวข้อ " 2016 Global Lifestyle Monitor" ซึ่งคอตตอน อินคอร์เปอเรท และคอตตอน ยูเอสเอ ได้ร่วมทำขึ้นทุก 2 ปีกับผู้บริโภคใน 10 ประเทศ ได้แก่ สหราชอาณาจักร เยอรมนี อิตาลี ตุรกี เม็กซิโก โคลัมเบีย อินเดีย จีน ญี่ปุ่น และประเทศไทย เพื่อศึกษาพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคทั่วโลก และนำผลสำรวจที่ผ่านการวิเคราะห์ มาเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเสื้อผ้า และเครื่องนุ่งห่ม
จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างในประเทศไทยจำนวน 1,000 คนในเขตกรุงเทพฯและหัวเมืองใหญ่พบว่าคนไทย 84% เริ่มต้นการช็อปปิ้งออนไลน์ด้วยการเข้าโซเชียลมีเดียเพิ่มขึ้นจากปี 2557 (69%) ขณะที่ 32% เริ่มจากเว็บไซต์เสิร์ชเอนจิน (Search engines) และ 20% เริ่มจากเว็บไซต์ อี-คอมเมิร์ซ จากกระแสโลกออนไลน์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องทำให้โลกออนไลน์มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมและการตัดสินใจของผู้บริโภคคนไทยเป็นจำนวนไม่น้อย โดย 1 ใน 5 ซื้อเสื้อผ้าออนไลน์ และ 21% ของการซื้อของออนไลน์และใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อการหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจ โดย 67% ใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อค้นหาเทรนด์แฟชั่นและสไตล์การแต่งตัว 55% ใช้สำหรับหาข้อมูลเกี่ยวกับเสื้อผ้า และ 46% ใช้อินเตอร์เน็ตเพื่ออ่านรีวิวของสินค้าจากผู้บริโภคคนอื่นๆ
ปัจจัยที่ผู้บริโภคกังวลเกี่ยวกับการซื้อของออนไลน์ อันดับ 1 คือคุณภาพของสินค้า 91%, ระยะเวลาในการจัดส่งสินค้า 79%, ความพร้อมของสินค้ามีในสต๊อก 78%, นโยบายการคืนสินค้า 77%, และการเก็บรักษาข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า 77%
ด้านช่องทางการเลือกซื้อเสื้อผ้า พบว่าผู้บริโภคคนไทยยังคงนิยมการซื้อเสื้อผ้าตลาดนัด 59% รองลงมาคือไฮเปอร์มาร์เก็ต 16% ดีพาร์ตเมนต์สโตร์ 11% และร้านค้าอิสระ 10% ตามลำดับ และเมื่อถามถึงแหล่งที่มาของข้อมูลในการเลือกซื้อเสื้อผ้าคนไทยให้ความสำคัญกับ การบอกเล่าปากต่อปากในการหาไอเดียในการซื้อเสื้อผ้าโดยเฉพาะเพื่อนและเพื่อนร่วมงานมีอิทธิพลเป็นอันดับหนึ่ง 67% ตามด้วยการจัดดิสเพลย์หน้าร้าน 51% และคนในครอบครัว 46% โดย 3 ปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลในการเลือกซื้อเสื้อผ้าของผู้บริโภคคนไทย ได้แก่ ความนุ่มสบาย 97% ไซซ์ที่พอดี 95% ราคา 95%
อีกหนึ่งสิ่งที่พบจากการสำรวจคือ คนไทยส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับเสื้อผ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดย 75% ต้องการและมองหาเสื้อผ้าที่ให้ความยั่งยืนและไม่ก่อให้เกิดปัญหากับสิ่งแวดล้อม และ 67% ยินดีที่จะจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อซื้อเสื้อผ้าจากเส้นใยฝ้าย เพราะมองว่าเส้นใยฝ้ายมีความน่าเชื่อถือ ยั่งยืน และอ่อนนุ่ม สวมใส่สบาย
คาดว่ายอดขายเสื้อผ้าและรองเท้าออนไลน์จะเติบโตขึ้น 68% จากมูลค่า 3,000 ล้านบาทในปี 2558 เป็น 5,000 ล้านบาทภายในปี 2563 โดยคนไทยมีแนวโน้มในการซื้อของผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น และยังใช้โซเชียลมีเดียในการประกอบการตัดสินใจซื้อสินค้ามากขึ้น โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลในการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์มากที่สุดคือ การมีข้อมูลสินค้าตรงตามของจริง และการให้ข้อมูลเรื่องขนาด ดังนั้นผู้ประกอบการจึงควรจะให้ความสำคัญกับการให้ข้อมูลสินค้าที่ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค รวมทั้งพัฒนาช่องทางการนำเสนอข้อมูลผ่านออมนิแชนเนล หรือการผสมผสานทั้งช่องทางออนไลน์และช่องทางการขาย และบริการแบบออฟไลน์เข้าด้วยกันเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในทุกๆ โอกาส
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,213 วันที่ 27 - 30 พฤศจิกายน 2559
นายไกรภพ แพ่งสภา ตัวแทนคอตตอน ยูเอสเอ ในกลุ่มประเทศอาเซียน เปิดเผยว่า ผลการสำรวจวิจัยตลาดในหัวข้อ " 2016 Global Lifestyle Monitor" ซึ่งคอตตอน อินคอร์เปอเรท และคอตตอน ยูเอสเอ ได้ร่วมทำขึ้นทุก 2 ปีกับผู้บริโภคใน 10 ประเทศ ได้แก่ สหราชอาณาจักร เยอรมนี อิตาลี ตุรกี เม็กซิโก โคลัมเบีย อินเดีย จีน ญี่ปุ่น และประเทศไทย เพื่อศึกษาพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคทั่วโลก และนำผลสำรวจที่ผ่านการวิเคราะห์ มาเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเสื้อผ้า และเครื่องนุ่งห่ม
จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างในประเทศไทยจำนวน 1,000 คนในเขตกรุงเทพฯและหัวเมืองใหญ่พบว่าคนไทย 84% เริ่มต้นการช็อปปิ้งออนไลน์ด้วยการเข้าโซเชียลมีเดียเพิ่มขึ้นจากปี 2557 (69%) ขณะที่ 32% เริ่มจากเว็บไซต์เสิร์ชเอนจิน (Search engines) และ 20% เริ่มจากเว็บไซต์ อี-คอมเมิร์ซ จากกระแสโลกออนไลน์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องทำให้โลกออนไลน์มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมและการตัดสินใจของผู้บริโภคคนไทยเป็นจำนวนไม่น้อย โดย 1 ใน 5 ซื้อเสื้อผ้าออนไลน์ และ 21% ของการซื้อของออนไลน์และใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อการหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจ โดย 67% ใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อค้นหาเทรนด์แฟชั่นและสไตล์การแต่งตัว 55% ใช้สำหรับหาข้อมูลเกี่ยวกับเสื้อผ้า และ 46% ใช้อินเตอร์เน็ตเพื่ออ่านรีวิวของสินค้าจากผู้บริโภคคนอื่นๆ
ปัจจัยที่ผู้บริโภคกังวลเกี่ยวกับการซื้อของออนไลน์ อันดับ 1 คือคุณภาพของสินค้า 91%, ระยะเวลาในการจัดส่งสินค้า 79%, ความพร้อมของสินค้ามีในสต๊อก 78%, นโยบายการคืนสินค้า 77%, และการเก็บรักษาข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า 77%
ด้านช่องทางการเลือกซื้อเสื้อผ้า พบว่าผู้บริโภคคนไทยยังคงนิยมการซื้อเสื้อผ้าตลาดนัด 59% รองลงมาคือไฮเปอร์มาร์เก็ต 16% ดีพาร์ตเมนต์สโตร์ 11% และร้านค้าอิสระ 10% ตามลำดับ และเมื่อถามถึงแหล่งที่มาของข้อมูลในการเลือกซื้อเสื้อผ้าคนไทยให้ความสำคัญกับ การบอกเล่าปากต่อปากในการหาไอเดียในการซื้อเสื้อผ้าโดยเฉพาะเพื่อนและเพื่อนร่วมงานมีอิทธิพลเป็นอันดับหนึ่ง 67% ตามด้วยการจัดดิสเพลย์หน้าร้าน 51% และคนในครอบครัว 46% โดย 3 ปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลในการเลือกซื้อเสื้อผ้าของผู้บริโภคคนไทย ได้แก่ ความนุ่มสบาย 97% ไซซ์ที่พอดี 95% ราคา 95%
อีกหนึ่งสิ่งที่พบจากการสำรวจคือ คนไทยส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับเสื้อผ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดย 75% ต้องการและมองหาเสื้อผ้าที่ให้ความยั่งยืนและไม่ก่อให้เกิดปัญหากับสิ่งแวดล้อม และ 67% ยินดีที่จะจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อซื้อเสื้อผ้าจากเส้นใยฝ้าย เพราะมองว่าเส้นใยฝ้ายมีความน่าเชื่อถือ ยั่งยืน และอ่อนนุ่ม สวมใส่สบาย
คาดว่ายอดขายเสื้อผ้าและรองเท้าออนไลน์จะเติบโตขึ้น 68% จากมูลค่า 3,000 ล้านบาทในปี 2558 เป็น 5,000 ล้านบาทภายในปี 2563 โดยคนไทยมีแนวโน้มในการซื้อของผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น และยังใช้โซเชียลมีเดียในการประกอบการตัดสินใจซื้อสินค้ามากขึ้น โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลในการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์มากที่สุดคือ การมีข้อมูลสินค้าตรงตามของจริง และการให้ข้อมูลเรื่องขนาด ดังนั้นผู้ประกอบการจึงควรจะให้ความสำคัญกับการให้ข้อมูลสินค้าที่ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค รวมทั้งพัฒนาช่องทางการนำเสนอข้อมูลผ่านออมนิแชนเนล หรือการผสมผสานทั้งช่องทางออนไลน์และช่องทางการขาย และบริการแบบออฟไลน์เข้าด้วยกันเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในทุกๆ โอกาส
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,213 วันที่ 27 - 30 พฤศจิกายน 2559






