
‘124’ลุ้นมีเลือกตั้งดันโต20% ชี้ปี 60 ปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน-ปรับแผนเกาะพีอาร์งานรัฐ
124 ลุยงานพีอาร์ปี 60 จับเทรนด์ตามแผนยุทธศาสตร์ประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล เน้นการบริหารความเสี่ยง หลังเห็นแนวโน้มไทยยังต้องเผชิญปัจจัยกับความไม่แน่นอน หวังสร้างผลการดำเนินงานกลับมาเติบโตเป็นบวก จากปีนี้รายได้วูบลดลง 10%
นายนิมิตร หมดราคี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท 124 คอมมิวนิเคชั่นส คอนซัลติ้ง จำกัด ผู้ให้บริการด้านงานประชาสัมพันธ์ครบวงจร เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2560 ว่า ได้วางแผนงานที่เดินตามแนวนโยบายของรัฐบาล ที่มีแผนยุทธ์ศาสตร์การประชาสัมพันธ์แห่งชาติในระยะ 5 ปี ด้วยการมุ่งเน้นในเรื่องการเป็นที่ปรึกษาและวางแผนรับมือด้านการบริหารความเสี่ยงในภาวะวิกฤติ เนื่องจากเห็นว่าประเทศไทยในปีหน้า ยังมีปัจจัยเรื่องความไม่แน่นอนให้ต้องเผชิญอยู่จำนวนมาก
สำหรับธุรกิจการให้บริการด้านที่ปรึกษาการบริหารความเสี่ยง บริษัทเริ่มให้บริการทำมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา และมีความชัดเจนมากขึ้นในปีนี้ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 10% ส่วนในปีหน้าคาดว่าสัดส่วนรายได้น่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 15% เนื่องจากบริษัทจะรุกทำตลาดเพิ่มมากขึ้น เพราะต้องมีการให้บริการที่แตกต่างจากคู่แข่ง รวมถึงเหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศ และปัจจุบันหลายองค์กรยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงในภาวะวิกฤติมากนัก ซึ่งเรื่องดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่จำเป็น โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
"การให้บริการด้านการบริหารความเสี่ยงในภาวะวิกฤติ เป็นสิ่งที่จำเป็นในยุคปัจจุบันรวมถึงในปีหน้าด้วย เพราะประเทศไทยมีความไม่แน่นอน ทั้งภาวะเศรษฐกิจ การเมือง นโยบายภาครัฐ และบรรยากาศของประเทศ จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่องค์กรควรจะเตรียมความพร้อม สำหรับบริษัทมีองค์ความรู้ในเรื่องนี้ เพราะได้ส่งพนักงานออกไปอบรมที่ต่างประเทศทุกปี เนื่องจากความรู้เรื่องนี้เมืองนอกเขารู้หมดว่าเมื่อเกิดวิกฤตจะต้องทำอย่างไร การให้บริการของบริษัทจะเป็นที่ปรึกษา การจัดทำแผนยุทธศาสตร์เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้น"
ส่วนผลการดำเนินงานในรอบ 9 เดือนแรกที่ผ่านมา ยังถือว่าไม่ดีตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ แม้ว่าจะยังมีฐานลูกค้าเดิมกว่า 13 รายที่ยังคงใช้บริการอย่างต่อเนื่องก็ตาม แต่บริษัทหาฐานลูกค้าใหม่ได้ลำบากและไม่มีลูกค้าใหม่เข้ามาเพิ่ม ทำให้เดิมที่คาดว่าจะสามารถสร้างการเติบโตได้ คาดว่าปีนี้จะไม่เป็นไปตามที่วางเป้าหมายไว้ และอาจจะมีผลการดำเนินงานลดลงจากปีที่ผ่านมา 10% ด้วย ปัจจุบันฐานลูกค้าที่ยังคงใช้งบประมาณอย่างต่อเนื่องได้แก่ กลุ่มหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจที่ยังใช้งบประมาณ เช่น กระทรวงพาณิชย์ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การนิคมอุตสาหกรรม ขณะที่กลุ่มลูกค้าเอกชนแทบไม่ใช้จ่ายเงินด้านการประชาสัมพันธ์
"ช่วงต้นปีมีสัดส่วนลูกค้าภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ 40% ปัจจุบันมีเพิ่มขึ้นเป็น 60% เพราะภาครัฐและรัฐวิสาหกิจยังมีเงินในการใช้จ่าย แต่ภาคเอกชนไม่ใช้จ่ายเงิน ซึ่งนอกจากงานภาครัฐแล้ว บริษัทยังมีงานประชาสัมพันธ์อื่นๆ คิดเป็นสัดส่วนอีก 40% ได้แก่ งานประชาสัมพันธ์เพื่อการควบรวมกิจการ งานประชาสัมพันธ์เพื่อรับมือวิกฤต งานประชาสัมพันธ์องค์กร และงานประชาสัมพันธ์ด้านการตลาด ส่วนภาพรวมตลาดงานประชาสัมพันธ์ในปีนี้ ก็ไม่แตกต่างจากการดำเนินงานของบริษัท เพราะปัจจุบันคู่แข่งมีเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรายเล็กๆ แต่สื่อกลับมีจำนวนลดลง ทำให้การแข่งขันมีสูง"
ด้านแนวโน้มงานประชาสัมพันธ์ในปีหน้านั้น มองว่างานประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับงานควบรวมกิจการ งานด้านนโยบายภาครัฐ และการเปลี่ยนแปลงต่างๆ จะเป็นมีมากขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยเฉพาะเนื้อหาของงานประชาสัมพันธ์จะต้องสอดคล้องกับสื่อแต่ละประเภท เช่น สื่อดิจิตอล สื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งเนื้อหายังคงเป็นหัวใจสำคัญของงานประชาสัมพันธ์เช่นเดิม รวมถึงต้องหาธุรกิจเข้ามาเสริมกับธุรกิจหลัก และสร้างงานที่แตกต่างและมีจุดเด่น สำหรับบริษัทในปีหน้าคาดว่าจะยังไม่เติบโตมากนัก แต่อาจจะกลับมาเติบโตได้ถึง 20% หากปีหน้ามีการจัดการเลือกตั้งขึ้น
นายนิมิตร กล่าวอีกว่า ส่วนการขยายงานในประเทศเมียนมานั้น เป็นความร่วมมือกันระหว่างบริษัทกับพันธมิตรทางธุรกิจ ที่ถือว่าเป็นการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจ แต่ไม่ได้เป็นยุทธศาสตร์หลักในการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากมองว่าตลาดสำคัญยังอยู่ภายในประเทศไทย และยังเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ ส่วนในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านบริษัทมีพันธมิตรไว้เพื่อรอบรับกับกลุ่มลูกค้าของบริษัทที่ต้องการออกไปขยายตลาดในภูมิภาคอาเซียนเท่านั้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,213 วันที่ 27 - 30 พฤศจิกายน 2559
นายนิมิตร หมดราคี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท 124 คอมมิวนิเคชั่นส คอนซัลติ้ง จำกัด ผู้ให้บริการด้านงานประชาสัมพันธ์ครบวงจร เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2560 ว่า ได้วางแผนงานที่เดินตามแนวนโยบายของรัฐบาล ที่มีแผนยุทธ์ศาสตร์การประชาสัมพันธ์แห่งชาติในระยะ 5 ปี ด้วยการมุ่งเน้นในเรื่องการเป็นที่ปรึกษาและวางแผนรับมือด้านการบริหารความเสี่ยงในภาวะวิกฤติ เนื่องจากเห็นว่าประเทศไทยในปีหน้า ยังมีปัจจัยเรื่องความไม่แน่นอนให้ต้องเผชิญอยู่จำนวนมาก
สำหรับธุรกิจการให้บริการด้านที่ปรึกษาการบริหารความเสี่ยง บริษัทเริ่มให้บริการทำมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา และมีความชัดเจนมากขึ้นในปีนี้ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 10% ส่วนในปีหน้าคาดว่าสัดส่วนรายได้น่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 15% เนื่องจากบริษัทจะรุกทำตลาดเพิ่มมากขึ้น เพราะต้องมีการให้บริการที่แตกต่างจากคู่แข่ง รวมถึงเหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศ และปัจจุบันหลายองค์กรยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงในภาวะวิกฤติมากนัก ซึ่งเรื่องดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่จำเป็น โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
"การให้บริการด้านการบริหารความเสี่ยงในภาวะวิกฤติ เป็นสิ่งที่จำเป็นในยุคปัจจุบันรวมถึงในปีหน้าด้วย เพราะประเทศไทยมีความไม่แน่นอน ทั้งภาวะเศรษฐกิจ การเมือง นโยบายภาครัฐ และบรรยากาศของประเทศ จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่องค์กรควรจะเตรียมความพร้อม สำหรับบริษัทมีองค์ความรู้ในเรื่องนี้ เพราะได้ส่งพนักงานออกไปอบรมที่ต่างประเทศทุกปี เนื่องจากความรู้เรื่องนี้เมืองนอกเขารู้หมดว่าเมื่อเกิดวิกฤตจะต้องทำอย่างไร การให้บริการของบริษัทจะเป็นที่ปรึกษา การจัดทำแผนยุทธศาสตร์เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้น"
ส่วนผลการดำเนินงานในรอบ 9 เดือนแรกที่ผ่านมา ยังถือว่าไม่ดีตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ แม้ว่าจะยังมีฐานลูกค้าเดิมกว่า 13 รายที่ยังคงใช้บริการอย่างต่อเนื่องก็ตาม แต่บริษัทหาฐานลูกค้าใหม่ได้ลำบากและไม่มีลูกค้าใหม่เข้ามาเพิ่ม ทำให้เดิมที่คาดว่าจะสามารถสร้างการเติบโตได้ คาดว่าปีนี้จะไม่เป็นไปตามที่วางเป้าหมายไว้ และอาจจะมีผลการดำเนินงานลดลงจากปีที่ผ่านมา 10% ด้วย ปัจจุบันฐานลูกค้าที่ยังคงใช้งบประมาณอย่างต่อเนื่องได้แก่ กลุ่มหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจที่ยังใช้งบประมาณ เช่น กระทรวงพาณิชย์ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การนิคมอุตสาหกรรม ขณะที่กลุ่มลูกค้าเอกชนแทบไม่ใช้จ่ายเงินด้านการประชาสัมพันธ์
"ช่วงต้นปีมีสัดส่วนลูกค้าภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ 40% ปัจจุบันมีเพิ่มขึ้นเป็น 60% เพราะภาครัฐและรัฐวิสาหกิจยังมีเงินในการใช้จ่าย แต่ภาคเอกชนไม่ใช้จ่ายเงิน ซึ่งนอกจากงานภาครัฐแล้ว บริษัทยังมีงานประชาสัมพันธ์อื่นๆ คิดเป็นสัดส่วนอีก 40% ได้แก่ งานประชาสัมพันธ์เพื่อการควบรวมกิจการ งานประชาสัมพันธ์เพื่อรับมือวิกฤต งานประชาสัมพันธ์องค์กร และงานประชาสัมพันธ์ด้านการตลาด ส่วนภาพรวมตลาดงานประชาสัมพันธ์ในปีนี้ ก็ไม่แตกต่างจากการดำเนินงานของบริษัท เพราะปัจจุบันคู่แข่งมีเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรายเล็กๆ แต่สื่อกลับมีจำนวนลดลง ทำให้การแข่งขันมีสูง"
ด้านแนวโน้มงานประชาสัมพันธ์ในปีหน้านั้น มองว่างานประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับงานควบรวมกิจการ งานด้านนโยบายภาครัฐ และการเปลี่ยนแปลงต่างๆ จะเป็นมีมากขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยเฉพาะเนื้อหาของงานประชาสัมพันธ์จะต้องสอดคล้องกับสื่อแต่ละประเภท เช่น สื่อดิจิตอล สื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งเนื้อหายังคงเป็นหัวใจสำคัญของงานประชาสัมพันธ์เช่นเดิม รวมถึงต้องหาธุรกิจเข้ามาเสริมกับธุรกิจหลัก และสร้างงานที่แตกต่างและมีจุดเด่น สำหรับบริษัทในปีหน้าคาดว่าจะยังไม่เติบโตมากนัก แต่อาจจะกลับมาเติบโตได้ถึง 20% หากปีหน้ามีการจัดการเลือกตั้งขึ้น
นายนิมิตร กล่าวอีกว่า ส่วนการขยายงานในประเทศเมียนมานั้น เป็นความร่วมมือกันระหว่างบริษัทกับพันธมิตรทางธุรกิจ ที่ถือว่าเป็นการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจ แต่ไม่ได้เป็นยุทธศาสตร์หลักในการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากมองว่าตลาดสำคัญยังอยู่ภายในประเทศไทย และยังเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ ส่วนในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านบริษัทมีพันธมิตรไว้เพื่อรอบรับกับกลุ่มลูกค้าของบริษัทที่ต้องการออกไปขยายตลาดในภูมิภาคอาเซียนเท่านั้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,213 วันที่ 27 - 30 พฤศจิกายน 2559






