
ทางรอด ทีวี-วิทยุ-นสพ.ยุค4.0 มุ่งสร้างคุณค่า-ความน่าเชื่อถือ
ขณะที่สื่อสังคมออนไลน์เข้าสู่ยุคของความเฟื่องฟู กับจำนวนผู้บริโภคที่หลั่งไหลเข้าไปเสพในมุมกลับกันสื่อกระแสหลัก ทั้งวิทยุโทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ กลับก้าวสู่ยุคถดถอยที่นับวันมีแต่คนเสพสื่อดังกล่าวน้อยลง ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นผลจากการพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสาร ที่ย่อโลกแทบจะทุกอย่างไว้บนสมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียว การพัฒนาประเทศก็มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเป็นตัวขับเคลื่อน เป็นการก้าวเข้าสุ่ยุคพัฒนาประเทศไทย 4.0 ด้วยเช่นกัน ทำให้สื่อกระแสหลักต้องหันมาทบทวนบทบาทของตัวเอง รวมถึงปรับตัวเพื่อให้ทันทั้งกระแสการเปลี่ยนแปลงของประเทศและพฤติกรรมผู้บริโภค
เข็มทิศสังคม4.0
ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงบทบาทสำคัญของสื่อมวลชนไทย กับการพัฒนาประเทศไทย 4.0 ที่จัดขึ้นโดยมูลนิธินิเทศศาสตร์ ศาสตราจารย์บำรุงสุข สีหอำไพ ได้ร่วมกับคณะนิเทศศาสตร์ และสมาคมนิสิตเก่านิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าสถาบันสื่อมวลชนมีความสำคัญในฐานะที่ทำหน้าที่เป็นจุดศูนย์กลางในการสื่อสารระหว่างมวลชน กับสถาบันต่างๆ ในสังคม เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ และการสร้างสรรค์ ดังนั้น การสื่อสารจะต้องใช้วิจารณญาณอย่างถี่ถ้วน และนำเสนอแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เนื่องจากปัจจุบันมีปั้ญหาการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ค ที่ขาดความรับผิดชอบ เป็นการให้ร้ายป้ายสี ซึ่งควรจะใช้เพื่อสร้างภาพลักษณ์ ในลักษณะความรักความสามัคคี
[caption id="attachment_114538" align="aligncenter" width="500"]
ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล[/caption]
"การจะโพสต์รูปภาพอะไรก็ตาม หรือการแชร์อะไรก็แล้วแต่ ควรใช้วิจารณญาณอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้เกิดประโยชน์ สิ่งเหล่านี้คนในสังคมไทยควรช่วยกันอย่างมาก ประเทศไทย 4.0 จะสำเร็จได้เรียบร้อยบริบูรณ์ หน่วยงานราชการมองว่า สถาบันสื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญ และเป็นกุญแจ หรือเป็นเข็มทิศที่จะนำสังคมไทยไปสู่ความสำเร็จได้"
ทางรอดสื่อหลัก
ขณะที่นายเทพชัย หย่อง ในฐานะนายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย ให้แนวทางสื่อหลักที่จะอยู่รอดได้ในภาวะที่คนหันไปเสพสื่อออนไลน์เป็นหลักนั้น มีเพียงทางเดียว คือ ทำอย่างไรให้ สื่อกระแสหลัก ทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ของสื่อกระแสหลัก เป็นสื่อที่มีคุณค่า น่าเชื่อถือมากกว่าสื่อที่ขี้บ่น โจมตี กล่าวหาในโลกโซเชียลมีเดีย และสื่อต้องทำตัวเป็นเสาหลักในการตรวจสอบ การค้นหาความจริงของการให้ความกระจ่างของคนในสังคม สื่อจะต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม ต้องทำหน้า ที่ตรวจสอบแทนสังคม ให้ข้อเท็จจริงและทำให้สังคมฉลาดขึ้น
"ปัจจุบันประเทศไทยมีทีวีดิจิตอล 24 ช่อง และสื่อใหม่อีกจำนวนมาก สังคมต้องดีขึ้น ฉลาดขึ้น ใช่ใหม เราจะมีสื่อจำนวนมากไปทำไมถ้าสังคมยังงมงาย ยังทะเลาะกัน เชื่อในสิ่งที่ไร้สาระมากขึ้น มีความเชื่อส่วนตัวว่ายิ่งมีสื่อมากขึ้นและหลากหลาย คนจะมีทางเลือกในการเสพสื่อมากขึ้น คนต้องฉลาดขึ้น รู้เท่าทันมากขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้ยังไม่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งทีวีดิจิตอลเกิดช้าไป 20 ปี มาเกิดในยุคที่คนไทยมีสื่อจำนวนมาก และมีทางเลือกในการเสพสื่อหมดแล้ว ไม่พึ่งทีวีอย่างเดียวกันแล้ว และการนั่งดูทีวีด้วยกัน ในความหมายดั้งเดิมไม่มีอีกแล้ว ไม่มีใครรีบกลับบ้านเพื่อไปดูข่าวค่ำกันอีกแล้ว เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมในการเสพสื่อได้เปลี่ยนไปแล้ว สื่อกระแสหลัก ต้องปรับตัวให้รองรับกับการเปลี่ยนแปลงในการเสพสื่อกระแสหลัก"
มุ่งสร้างความรู้สติปัญญา
รศ.จุมพล รอดคำดี ประธานกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) ให้ความเห็นว่า ปัญหาเรื่องของสื่อในปัจจุบัน คสช. ได้ตั้งเป็นประเด็นด้วยเหตุผลที่ว่า สื่อทั้งหลายเป็นตัวสร้างเหตุการณ์ สร้างสิ่งที่เลวร้าย และไม่ดีในสังคม และสื่อก็ไม่มีความรับผิดชอบ ซึ่งความไม่รับผิดชอบเป็นประเด็นทางสังคม ที่นำมาถึงเรื่องของการปฎิรูปสื่อ โดยเฉพาะสื่อโซเชียลมีเดียปัจจุบันควบคุมได้ยาก บางครั้งสื่อกระแสหลักยังวิ่งตามสื่อโซเชียลมีเดีย นำเรื่องที่ไม่จริงมาเผยแพร่ต่อด้วยซ้ำ
ปัจจุบันสื่อโซเชียลมีเดีย สะท้อนเสรีภาพในการสื่อสารสูงมาก เป็นยุคที่ อยากจะพูดอะไรก็พูด อยากจะด่าอะไรก็ด่า ซึ่งปัญหาสำคัญจะทำอย่างไรจะทำให้เกิดความรับผิดชอบ และให้คนรู้เท่าทันสื่อเหล่านี้ รวมถึงการตรวจสอบ ซึ่งเห็นว่าควรเริ่มตั้งแต่ตนเองก่อน หากจะแชร์ข้อมูลข่าวสารอะไรจะต้องมั่นใจในหลักเหตุผล หลักฐานพยายานที่สามารถพิสูจน์ได้ เพราะเราไม่สามารถห้ามการแชร์ได้ แต่คงต้องมีการเตือนสติให้สังคมด้วย
บทบาทของสื่อจะต้องทำหน้าที่ให้ความรู้ ไม่ใช่แค่ทำหน้าที่การส่งข้อมูลข่าวสารอย่างเดียว รวมถึงการให้ความรู้ การเพิ่มสติปัญญาให้แก่คนเสพสื่อ เพื่อให้ผู้เสพมีการใช้วิจารณญาณที่ดีขึ้น เป็นการสร้างความสมดุลย์ ในท่ามกลางการใช้สื่อที่ไม่ระมัดระวัง และทำอะไรที่ขาดความรับผิดชอบ และทางรอดสำคัญของสื่อ จะต้องสร้างความมั่นใจให้คนอ่าน คนดู คนฟัง จะต้องทำให้เขาเกิดความเชื่อว่า สื่อมีความจริง อยู่บนพื้นฐานบนความเป็นเหตุเป็นผล นั่นคือทางรอด และช่วยให้สังคมมีความรู้และสติปัญญา
เน้นสร้างสื่อสร้างสรรค์
นางสาวกนกพร ปรัชญาเศรษฐ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาสื่อ สนุกดอตคอม กล่าวว่า เมื่อเกิดกระแสบนโลกออกนไลน์มักจะมี 2 แกนสำคัญที่เกิดขึ้น คือ คนที่รับรู้แล้วเพิกเฉย กับคนที่ส่งต่อ ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ชอบประเด็นที่ดราม่า ซึ่งหากสื่อสามารถฉวยโอกาสในช่วงที่คนให้ความสนใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง สามารถนำเสนอเรื่องที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นในเชิงสร้างสรรค์ได้เช่นกัน
นอกจากนี้ เจ้าของสื่อออนไลน์จะต้องรู้จักหยุดการส่งต่อหรือหยุดประเด็นทางสังคมที่ไม่มีความจริง แต่หันมาสร้างสรรค์คุณค่าให้กับสังคมแทน สื่อจะต้องสร้างคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์ ขณะที่คนเสพสื่อ เสพแล้วต้องหยุดคิด และหาข้อมูลเพิ่ม ต้องรู้จักการตั้งคำถามว่ามันเหมาะสม หรือสมควรหรือไม่ ถ้าจะแชร์ต่อ หัดตั้งคำถามปลายเปิด และหาคำตอบที่ถูกต้องที่สุด
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,211 วันที่ 20 - 23 พฤศจิกายน 2559
เข็มทิศสังคม4.0
ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงบทบาทสำคัญของสื่อมวลชนไทย กับการพัฒนาประเทศไทย 4.0 ที่จัดขึ้นโดยมูลนิธินิเทศศาสตร์ ศาสตราจารย์บำรุงสุข สีหอำไพ ได้ร่วมกับคณะนิเทศศาสตร์ และสมาคมนิสิตเก่านิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าสถาบันสื่อมวลชนมีความสำคัญในฐานะที่ทำหน้าที่เป็นจุดศูนย์กลางในการสื่อสารระหว่างมวลชน กับสถาบันต่างๆ ในสังคม เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ และการสร้างสรรค์ ดังนั้น การสื่อสารจะต้องใช้วิจารณญาณอย่างถี่ถ้วน และนำเสนอแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เนื่องจากปัจจุบันมีปั้ญหาการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ค ที่ขาดความรับผิดชอบ เป็นการให้ร้ายป้ายสี ซึ่งควรจะใช้เพื่อสร้างภาพลักษณ์ ในลักษณะความรักความสามัคคี
[caption id="attachment_114538" align="aligncenter" width="500"]
"การจะโพสต์รูปภาพอะไรก็ตาม หรือการแชร์อะไรก็แล้วแต่ ควรใช้วิจารณญาณอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้เกิดประโยชน์ สิ่งเหล่านี้คนในสังคมไทยควรช่วยกันอย่างมาก ประเทศไทย 4.0 จะสำเร็จได้เรียบร้อยบริบูรณ์ หน่วยงานราชการมองว่า สถาบันสื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญ และเป็นกุญแจ หรือเป็นเข็มทิศที่จะนำสังคมไทยไปสู่ความสำเร็จได้"
ทางรอดสื่อหลัก
ขณะที่นายเทพชัย หย่อง ในฐานะนายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย ให้แนวทางสื่อหลักที่จะอยู่รอดได้ในภาวะที่คนหันไปเสพสื่อออนไลน์เป็นหลักนั้น มีเพียงทางเดียว คือ ทำอย่างไรให้ สื่อกระแสหลัก ทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ของสื่อกระแสหลัก เป็นสื่อที่มีคุณค่า น่าเชื่อถือมากกว่าสื่อที่ขี้บ่น โจมตี กล่าวหาในโลกโซเชียลมีเดีย และสื่อต้องทำตัวเป็นเสาหลักในการตรวจสอบ การค้นหาความจริงของการให้ความกระจ่างของคนในสังคม สื่อจะต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม ต้องทำหน้า ที่ตรวจสอบแทนสังคม ให้ข้อเท็จจริงและทำให้สังคมฉลาดขึ้น
"ปัจจุบันประเทศไทยมีทีวีดิจิตอล 24 ช่อง และสื่อใหม่อีกจำนวนมาก สังคมต้องดีขึ้น ฉลาดขึ้น ใช่ใหม เราจะมีสื่อจำนวนมากไปทำไมถ้าสังคมยังงมงาย ยังทะเลาะกัน เชื่อในสิ่งที่ไร้สาระมากขึ้น มีความเชื่อส่วนตัวว่ายิ่งมีสื่อมากขึ้นและหลากหลาย คนจะมีทางเลือกในการเสพสื่อมากขึ้น คนต้องฉลาดขึ้น รู้เท่าทันมากขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้ยังไม่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งทีวีดิจิตอลเกิดช้าไป 20 ปี มาเกิดในยุคที่คนไทยมีสื่อจำนวนมาก และมีทางเลือกในการเสพสื่อหมดแล้ว ไม่พึ่งทีวีอย่างเดียวกันแล้ว และการนั่งดูทีวีด้วยกัน ในความหมายดั้งเดิมไม่มีอีกแล้ว ไม่มีใครรีบกลับบ้านเพื่อไปดูข่าวค่ำกันอีกแล้ว เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมในการเสพสื่อได้เปลี่ยนไปแล้ว สื่อกระแสหลัก ต้องปรับตัวให้รองรับกับการเปลี่ยนแปลงในการเสพสื่อกระแสหลัก"
มุ่งสร้างความรู้สติปัญญา
รศ.จุมพล รอดคำดี ประธานกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) ให้ความเห็นว่า ปัญหาเรื่องของสื่อในปัจจุบัน คสช. ได้ตั้งเป็นประเด็นด้วยเหตุผลที่ว่า สื่อทั้งหลายเป็นตัวสร้างเหตุการณ์ สร้างสิ่งที่เลวร้าย และไม่ดีในสังคม และสื่อก็ไม่มีความรับผิดชอบ ซึ่งความไม่รับผิดชอบเป็นประเด็นทางสังคม ที่นำมาถึงเรื่องของการปฎิรูปสื่อ โดยเฉพาะสื่อโซเชียลมีเดียปัจจุบันควบคุมได้ยาก บางครั้งสื่อกระแสหลักยังวิ่งตามสื่อโซเชียลมีเดีย นำเรื่องที่ไม่จริงมาเผยแพร่ต่อด้วยซ้ำ
ปัจจุบันสื่อโซเชียลมีเดีย สะท้อนเสรีภาพในการสื่อสารสูงมาก เป็นยุคที่ อยากจะพูดอะไรก็พูด อยากจะด่าอะไรก็ด่า ซึ่งปัญหาสำคัญจะทำอย่างไรจะทำให้เกิดความรับผิดชอบ และให้คนรู้เท่าทันสื่อเหล่านี้ รวมถึงการตรวจสอบ ซึ่งเห็นว่าควรเริ่มตั้งแต่ตนเองก่อน หากจะแชร์ข้อมูลข่าวสารอะไรจะต้องมั่นใจในหลักเหตุผล หลักฐานพยายานที่สามารถพิสูจน์ได้ เพราะเราไม่สามารถห้ามการแชร์ได้ แต่คงต้องมีการเตือนสติให้สังคมด้วย
บทบาทของสื่อจะต้องทำหน้าที่ให้ความรู้ ไม่ใช่แค่ทำหน้าที่การส่งข้อมูลข่าวสารอย่างเดียว รวมถึงการให้ความรู้ การเพิ่มสติปัญญาให้แก่คนเสพสื่อ เพื่อให้ผู้เสพมีการใช้วิจารณญาณที่ดีขึ้น เป็นการสร้างความสมดุลย์ ในท่ามกลางการใช้สื่อที่ไม่ระมัดระวัง และทำอะไรที่ขาดความรับผิดชอบ และทางรอดสำคัญของสื่อ จะต้องสร้างความมั่นใจให้คนอ่าน คนดู คนฟัง จะต้องทำให้เขาเกิดความเชื่อว่า สื่อมีความจริง อยู่บนพื้นฐานบนความเป็นเหตุเป็นผล นั่นคือทางรอด และช่วยให้สังคมมีความรู้และสติปัญญา
เน้นสร้างสื่อสร้างสรรค์
นางสาวกนกพร ปรัชญาเศรษฐ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาสื่อ สนุกดอตคอม กล่าวว่า เมื่อเกิดกระแสบนโลกออกนไลน์มักจะมี 2 แกนสำคัญที่เกิดขึ้น คือ คนที่รับรู้แล้วเพิกเฉย กับคนที่ส่งต่อ ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ชอบประเด็นที่ดราม่า ซึ่งหากสื่อสามารถฉวยโอกาสในช่วงที่คนให้ความสนใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง สามารถนำเสนอเรื่องที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นในเชิงสร้างสรรค์ได้เช่นกัน
นอกจากนี้ เจ้าของสื่อออนไลน์จะต้องรู้จักหยุดการส่งต่อหรือหยุดประเด็นทางสังคมที่ไม่มีความจริง แต่หันมาสร้างสรรค์คุณค่าให้กับสังคมแทน สื่อจะต้องสร้างคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์ ขณะที่คนเสพสื่อ เสพแล้วต้องหยุดคิด และหาข้อมูลเพิ่ม ต้องรู้จักการตั้งคำถามว่ามันเหมาะสม หรือสมควรหรือไม่ ถ้าจะแชร์ต่อ หัดตั้งคำถามปลายเปิด และหาคำตอบที่ถูกต้องที่สุด
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,211 วันที่ 20 - 23 พฤศจิกายน 2559






