
ที่ดินแนวรถไฟฟ้าพุ่งเท่าตัว ‘ชมพู-เหลือง-ส้ม’ร้อนแรง
เปิดทำเลทองจุดตัด จุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้าใหม่ 3 สาย “สีชมพู-เหลือง-ส้ม” ผู้เชี่ยวชาญอสังหาฯแนะจับตาเมืองทองธานี, วงเวียนหลักสี่, ลาดพร้าว,พัฒนาการ, ลำสาลี, มีนบุรี, สำโรง ราคาที่ดินวิ่ง บางทำเลปรับเพิ่มเกือบเท่าตัว
การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กำลังเดินหน้าเร่งรัดดำเนินโครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในหลักการให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน (PPP) ล่าสุดขายเอกสารประกวดราคาโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี(งานโยธา) ระยะทาง 21.2 กม. วงเงิน79,726.43 ล้านบาท เปิดรับซองวันที่31 ตุลาคม ที่ผ่านมา
รถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี ระยะทาง 34.5 กม. วงเงิน 53,490 ล้านบาท และรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ระยะทาง29.1 กม. วงเงิน 51,810 ล้านบาท โดย2 โครงการหลัง กำหนดเปิดรับซองไปเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยจะใช้เวลาในการพิจารณาข้อเสนอ 3เดือน ก่อนจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)
ทั้งนี้ ตามแผนรถไฟฟ้าสายสีส้มคาดว่าจะลงนามและก่อสร้างได้ในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2560 ส่วนสายสีชมพูและสีเหลือง จะลงนามและก่อสร้างได้ในเดือนเมษายน 2560
นายวสันต์ คงจันทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมเดอร์น พร็อพเพอร์ตี้ คอนซัลแตนท์ จำกัด ที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์และผู้เชี่ยวชาญด้านประเมินทรัพย์สิน เปิดเผยว่า ในโครงการรถไฟฟ้า 3 สายใหม่ที่เปิดประมูลนั้น สายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง เป็นเส้นทางที่น่าสนใจอย่างมาก เพราะแนวเดินรถจะวิ่งผ่านจากถนนลาดพร้าวเข้าบางกะปิ และไปสิ้นสุดที่สำโรง ถือว่าเป็นเส้นทางใกล้เมืองเท่ากับสายสีน้ำเงินและแหล่งงาน นอกจากนี้ในอนาคตจะมีศูนย์คมนาคมย่านพหลโยธิน ทั้งนี้ ทำเลจุดตัด จุดเชื่อมที่น่าสนใจคือ รัชดาฯ-ลาดพร้าว โดยเฉพาะช่วงต้นๆลาดพร้าว ปัจจุบันราคาที่ดินติดถนนใหญ่ประมาณ 4-5 แสนบาทต่อตารางวา ในซอยประมาณ 2-3 แสนบาทต่อตารางวา แต่ปัญหาคือที่ดินหายาก
อีกทำเลที่น่าจับตาคือ ย่านพัฒนาการ ปัจจุบันมีบริษัทพัฒนาอสังหาฯรายใหญ่ซื้อที่ดินแปลงใหญ่ขนาด 100 ไร่ ขึ้นโครงการหลายราย ผังเมืองย่านนี้ ย.4 เป็นที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย สร้างคอนโดฯได้สูงไม่เกิน 8 ชั้น รวมไม่เกิน 1 หมื่นตารางเมตร ราคาที่ดินประมาณ 2.5 แสนบาทต่อตารางวาแต่ในอนาคตคาดว่าพื้นที่นี้อาจจะได้ปรับเป็นพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง ย.5 หรือ ย.6
ส่วนสายสีชมพูทำเลที่น่าจับตาที่สุดคือย่านเมืองทองธานี ปีที่ผ่านมาดีเวลอปเปอร์หลายรายเข้าซื้อที่ดินในย่านนี้ ทำให้ราคาที่ดินเพิ่มสูงกว่าช่วงที่ยังไม่มีโครงการ โดยพื้นที่ที่ราคาปรับตัวหวือหวาสูงที่สุด อยู่ระหว่างฝั่งคลองประปาถึงศูนย์การค้าเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ ที่ดินติดถนนใหญ่ราคาประมาณ 2.5 แสนบาทต่อตารางวา จากเดิมก่อนจะมีโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูประมาณ 1 แสนบาทต่อตารางวาเพราะพื้นที่ย่านนี้ยังไม่มีสีผัง สามารถพัฒนาอาคารแนวสูงได้ถึง 10 เท่า รองลงมา พื้นที่ย่านวงเวียนหลักสี่ (ตัดกับรถไฟฟ้าสายสีเขียว หมอชิต-คูคต) สามารถพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ที่ผ่านมาก็มีดีเวลลอปเปอร์ซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาหรือเตรียมพัฒนาบ้างแล้ว
สุดท้ายสายสีส้ม จัดเป็นเส้นทางที่น่าสนใจมาก และดีกว่าสายสีเหลือง เพราะผังเมืองเป็นเขต ย.5-ย.6 พื้นที่ที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง ทำเลที่คาดว่าจะมีการเติบโตด้านพัฒนาที่อยู่อาศัย มีย่านรามคำแหง-บางกะปิ-ลำสาลี ซึ่งปัจจุบันเป็นย่านที่มีประชากรหนาแน่น โดยเฉพาะบริเวณหัวถนนรามคำแหง ใกล้คลองตัน มีโครงการคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นค่อนข้างมาก อีกทำเลคือมีนบุรี
นายสุรเชษฐ กองชีพ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัท คอลลิเออร์ส ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ทำเลที่เป็นที่ตั้งสถานีรถไฟฟ้าในอนาคตที่จะเป็นจุดตัด จุดเชื่อมต่อ ต้นทางหรือปลายทางของรถไฟฟ้ามากกว่า 1 เส้นทางขึ้นไป ทำให้ศักยภาพของทำเลนั้นน่าสนใจ เนื่องจากจะมีคนเดินมาที่จุดนั้นๆ มากมายจาก 2 เส้นทาง นอกจากนี้ในหลายทำเลอาจมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของผังเมืองที่มีผลต่อศักยภาพในการพัฒนาที่ดินในทำเลนั้นๆ โดยตรงอีก แต่การจะเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้นอาจต้องใช้เวลาหรือว่าต้องรอปัจจัยอื่นๆ เข้ามามีส่วนช่วยในการเสริมศักยภาพอย่างน้อยอาจต้องรอ 2 ปีขึ้นไป โดยอาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่านี้ก็ขึ้นอยู่กับศักยภาพของแต่ละทำเล ราคาที่ดินก็เช่นกันที่ในช่วงแรกๆ อาจจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนักแต่ถ้าความคืบหน้าของการก่อสร้างเส้นทางรถไฟฟ้าแต่ละเส้นทางชัดเจนมากขึ้นราคาที่ดินจะปรับขึ้นปีละมากกว่า 5 -10% อย่างแน่นอน
สำหรับสถานีที่เป็นจุดตัดหรือจุดเชื่อมต่อที่น่าสนใจ อาทิ สถานีลาดพร้าวสถานีที่เป็นจุดเชื่อมต่อของรถไฟใต้ดินและสถานีเริ่มต้นของเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเหลืองในอนาคตมีคอนโดมิเนียมเปิดขายอยู่ในบริเวณนี้ ณ ปัจจุบัน 5 โครงการจำนวนยูนิตรวมทั้งหมดประมาณ 1,000 ยูนิต แต่ว่าอัตราการขายเฉลี่ยของทุกโครงการอยู่ที่มากกว่า 97% ค่อนข้างสูงแม้ว่าจะมีโครงการที่เพิ่งเปิดขายในราคาขายมากกว่า 100,000 บาทต่อตารางเมตรไปเมื่อปีที่ผ่านมาก็ตามแต่ก็ได้รับความนิยมอย่างสูงทำให้มีคอนโดมิเนียมเหลือขายอยู่ในบริเวณนี้ไม่มากนัก และคาดว่าบริเวณนี้จะมีโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ๆ เปิดขายมากขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน เพราะว่ารถไฟฟ้าสายสีเหลืองเริ่มชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ แค่รอให้การก่อสร้างเริ่มแบบเป็นรูปธรรมเท่านั้น
สถานีมีนบุรีปลายทางของเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีส้มทำให้พื้นที่รอบๆ สถานีมีนบุรีเป็นอีกทำเลทีหลายๆ บริษัทเริ่มให้ความสนใจมากขึ้น และเช่นกันกับสถานีตลิ่งชันที่ทางกรุงเทพมหานครบอกว่าอาจมีการปรับสีผังเมืองให้สอดคล้องกับศักยภาพอนาคต ปัจจุบันอาจจะมองไม่ค่อยเห็นอะไรมากนัก แต่ถ้ามีการก่อสร้างของเส้นทางรถไฟฟ้าทั้ง 2 สายและมีความคืบหน้าต่อเนื่องก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแบบรวดเร็วก็ได้ รอบๆ พื้นที่นี้อาจจะเป็นที่อยู่อาศัยแนวราบแต่ในอนาคตอาจมีโครงการแนวสูง และพื้นที่ค้าปลีกเข้ามามากขึ้นจากที่มีแต่ไฮเปอร์มาร์เก็ตปัจจุบันยังมีคอนโดมิเนียมเปิดขายไม่มากนักคือประมาณ 680 ยูนิตเท่านั้น แต่อัตราการขายค่อนข้างสูงคือมากกว่า 90% อาจจะเป็นเพราะทำเลนี้เป็นชุมชนมีความพร้อมค่อนข้างสูง และราคาขายเฉลี่ยก็อยู่ที่ประมาณ 40,000 - 45,000 บาทต่อตารางเมตรเท่านั้นราคาที่ดินในปัจจุบันอาจจะอยู่ที่ประมาณ 100,000 บาทต่อตารางวาและต่ำกว่านี้ในซอย หรือมากกว่านี้ไม่มากนัก แต่ในอนาคตถ้าผังเมืองเปลี่ยนสีราคาที่ดินจะปรับเพิ่มขึ้นมากกว่านี้อย่างแน่นอน
สถานีสำโรงอีกทำเลที่ได้รับผลกระทบจากเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเหลืองโดยสถานีสำโรงเป็นปลายทางที่มาบรรจบกับเส้นทางรถไฟฟ้าที่ต่อขยายมาจากแบริ่งซึ่งจะเปิดให้บริการในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยเส้นทางรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายนี้มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างชัดเจนในช่วงหลายปีที่ผ่านมาโดยมีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดขายมากมายกระจายไปในหลายๆ สถานี ซึ่งเมื่อการก่อสร้างของสายสีเหลืองมีความชัดเจนมากขึ้นจะช่วยให้ศักยภาพของเส้นทางนี้มีมากขึ้นอย่างแน่นอนในอนาคต แต่ในปัจจุบันมีคอนโดมินียมเปิดขายอยู่ไม่มากนักแค่ประมาณ 1,775 ยูนิตขายไปได้ประมาณ 60% ราคาขายเฉลี่ยประมาณ 60,000 - 70,000 บาทต่อตารางเมตรราคาที่ดินอยู่ที่ประมาณ 200,000 - 350,000 บาทต่อตารางวาปรับขึ้นจากในอดีตประมาณ 5 - 10% เท่านั้น
นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เส้นทางรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออกถือได้ว่ามีความน่าสนใจอย่างมาก เพราะเป็นสายที่เชื่อมต่อสู่ ถ.รัชดาภิเษก ซึ่งปัจจุบันถือได้ว่าเป็นย่านธุรกิจใหม่ ส่งผลให้เกิดความน่าสนใจในการพัฒนาคอนโดมิเนียม ตั้งแต่ช่วงแยกรัชดาภิเษกถึงแยกลำสาลี เพราะมีผู้คนอาศัยหนาแน่น แต่ในส่วนของถนนรามคำแหง ยังติดปัญหาเรื่องสีผังเมืองที่เป็นสีเหลือง-ส้ม ขณะที่อัตราส่วนพื้นที่อาคารรวม หรือ FAR (Floor Area Ratio) อยู่ในระดับต่ำ ไม่สามารถพัฒนาโครงการอาคารชุดได้ ส่งผลให้การพัฒนากระจุกตัวเฉพาะแยกรัชดาฯถึงแยกผังเมือง (พระราม 9) ขณะที่ราคาที่ดินย่านรามคำแหงก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประมาณ 3-4 หมื่นบาทต่อตารางวา หากจะพัฒนาโครงการแนวราบต้องเป็นสินค้าในกลุ่มมากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป
ในส่วนของสายสีชมพู ถือว่ายังมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันบริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างการขายในแนวสายสีชมพูทั้งหมด 4 โครงการ ประกอบด้วย โครงการ ศุภาลัย ลอฟท์ แจ้งวัฒนะ ปัจจุบันใกล้ปิดโครงการ โครงการศุภาลัย ซิตี้ รีสอร์ท แจ้งวัฒนะ ปัจจุบันมียอดขายมากกว่า 50% โครงการศุภาลัย วิสต้า ห้าแยกปากเกร็ด ยอดขายกว่า 60% และโครงการศุภาลัย ลอฟท์ สถานีแคราย ยอดขายอยู่ที่ประมาณ 30% และมีที่ดินรอการพัฒนาในแนวรถไฟฟ้าสายสีชมพูอีกจำนวน 2-3 แปลง ซึ่งจะนำมาพัฒนาเมื่อไหร่นั้น ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมต่างๆ
สำหรับโครงการในแนวรถไฟฟ้าสายสีเหลือง บริษัทมีเพียงแค่ 2 โครงการ คือ โครงการคอนโดมิเนียม ศุภาลัย ปาร์ค ศรีนครินทร์และโครงการซิตี้โฮม ศรีนครินทร์ ทั้งนี้ที่ดินในพื้นที่ดังกล่าวยังไม่ค่อยมีความเหมาะสมที่จะพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม เนื่องจากมีราคาค่อนข้างสูง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,210 วันที่ 17 - 19 พฤศจิกายน 2559
การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กำลังเดินหน้าเร่งรัดดำเนินโครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในหลักการให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน (PPP) ล่าสุดขายเอกสารประกวดราคาโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี(งานโยธา) ระยะทาง 21.2 กม. วงเงิน79,726.43 ล้านบาท เปิดรับซองวันที่31 ตุลาคม ที่ผ่านมา
รถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี ระยะทาง 34.5 กม. วงเงิน 53,490 ล้านบาท และรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ระยะทาง29.1 กม. วงเงิน 51,810 ล้านบาท โดย2 โครงการหลัง กำหนดเปิดรับซองไปเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยจะใช้เวลาในการพิจารณาข้อเสนอ 3เดือน ก่อนจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)
ทั้งนี้ ตามแผนรถไฟฟ้าสายสีส้มคาดว่าจะลงนามและก่อสร้างได้ในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2560 ส่วนสายสีชมพูและสีเหลือง จะลงนามและก่อสร้างได้ในเดือนเมษายน 2560
นายวสันต์ คงจันทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมเดอร์น พร็อพเพอร์ตี้ คอนซัลแตนท์ จำกัด ที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์และผู้เชี่ยวชาญด้านประเมินทรัพย์สิน เปิดเผยว่า ในโครงการรถไฟฟ้า 3 สายใหม่ที่เปิดประมูลนั้น สายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง เป็นเส้นทางที่น่าสนใจอย่างมาก เพราะแนวเดินรถจะวิ่งผ่านจากถนนลาดพร้าวเข้าบางกะปิ และไปสิ้นสุดที่สำโรง ถือว่าเป็นเส้นทางใกล้เมืองเท่ากับสายสีน้ำเงินและแหล่งงาน นอกจากนี้ในอนาคตจะมีศูนย์คมนาคมย่านพหลโยธิน ทั้งนี้ ทำเลจุดตัด จุดเชื่อมที่น่าสนใจคือ รัชดาฯ-ลาดพร้าว โดยเฉพาะช่วงต้นๆลาดพร้าว ปัจจุบันราคาที่ดินติดถนนใหญ่ประมาณ 4-5 แสนบาทต่อตารางวา ในซอยประมาณ 2-3 แสนบาทต่อตารางวา แต่ปัญหาคือที่ดินหายาก
อีกทำเลที่น่าจับตาคือ ย่านพัฒนาการ ปัจจุบันมีบริษัทพัฒนาอสังหาฯรายใหญ่ซื้อที่ดินแปลงใหญ่ขนาด 100 ไร่ ขึ้นโครงการหลายราย ผังเมืองย่านนี้ ย.4 เป็นที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย สร้างคอนโดฯได้สูงไม่เกิน 8 ชั้น รวมไม่เกิน 1 หมื่นตารางเมตร ราคาที่ดินประมาณ 2.5 แสนบาทต่อตารางวาแต่ในอนาคตคาดว่าพื้นที่นี้อาจจะได้ปรับเป็นพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง ย.5 หรือ ย.6
ส่วนสายสีชมพูทำเลที่น่าจับตาที่สุดคือย่านเมืองทองธานี ปีที่ผ่านมาดีเวลอปเปอร์หลายรายเข้าซื้อที่ดินในย่านนี้ ทำให้ราคาที่ดินเพิ่มสูงกว่าช่วงที่ยังไม่มีโครงการ โดยพื้นที่ที่ราคาปรับตัวหวือหวาสูงที่สุด อยู่ระหว่างฝั่งคลองประปาถึงศูนย์การค้าเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ ที่ดินติดถนนใหญ่ราคาประมาณ 2.5 แสนบาทต่อตารางวา จากเดิมก่อนจะมีโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูประมาณ 1 แสนบาทต่อตารางวาเพราะพื้นที่ย่านนี้ยังไม่มีสีผัง สามารถพัฒนาอาคารแนวสูงได้ถึง 10 เท่า รองลงมา พื้นที่ย่านวงเวียนหลักสี่ (ตัดกับรถไฟฟ้าสายสีเขียว หมอชิต-คูคต) สามารถพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ที่ผ่านมาก็มีดีเวลลอปเปอร์ซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาหรือเตรียมพัฒนาบ้างแล้ว
สุดท้ายสายสีส้ม จัดเป็นเส้นทางที่น่าสนใจมาก และดีกว่าสายสีเหลือง เพราะผังเมืองเป็นเขต ย.5-ย.6 พื้นที่ที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง ทำเลที่คาดว่าจะมีการเติบโตด้านพัฒนาที่อยู่อาศัย มีย่านรามคำแหง-บางกะปิ-ลำสาลี ซึ่งปัจจุบันเป็นย่านที่มีประชากรหนาแน่น โดยเฉพาะบริเวณหัวถนนรามคำแหง ใกล้คลองตัน มีโครงการคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นค่อนข้างมาก อีกทำเลคือมีนบุรี
นายสุรเชษฐ กองชีพ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัท คอลลิเออร์ส ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ทำเลที่เป็นที่ตั้งสถานีรถไฟฟ้าในอนาคตที่จะเป็นจุดตัด จุดเชื่อมต่อ ต้นทางหรือปลายทางของรถไฟฟ้ามากกว่า 1 เส้นทางขึ้นไป ทำให้ศักยภาพของทำเลนั้นน่าสนใจ เนื่องจากจะมีคนเดินมาที่จุดนั้นๆ มากมายจาก 2 เส้นทาง นอกจากนี้ในหลายทำเลอาจมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของผังเมืองที่มีผลต่อศักยภาพในการพัฒนาที่ดินในทำเลนั้นๆ โดยตรงอีก แต่การจะเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้นอาจต้องใช้เวลาหรือว่าต้องรอปัจจัยอื่นๆ เข้ามามีส่วนช่วยในการเสริมศักยภาพอย่างน้อยอาจต้องรอ 2 ปีขึ้นไป โดยอาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่านี้ก็ขึ้นอยู่กับศักยภาพของแต่ละทำเล ราคาที่ดินก็เช่นกันที่ในช่วงแรกๆ อาจจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนักแต่ถ้าความคืบหน้าของการก่อสร้างเส้นทางรถไฟฟ้าแต่ละเส้นทางชัดเจนมากขึ้นราคาที่ดินจะปรับขึ้นปีละมากกว่า 5 -10% อย่างแน่นอน
สำหรับสถานีที่เป็นจุดตัดหรือจุดเชื่อมต่อที่น่าสนใจ อาทิ สถานีลาดพร้าวสถานีที่เป็นจุดเชื่อมต่อของรถไฟใต้ดินและสถานีเริ่มต้นของเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเหลืองในอนาคตมีคอนโดมิเนียมเปิดขายอยู่ในบริเวณนี้ ณ ปัจจุบัน 5 โครงการจำนวนยูนิตรวมทั้งหมดประมาณ 1,000 ยูนิต แต่ว่าอัตราการขายเฉลี่ยของทุกโครงการอยู่ที่มากกว่า 97% ค่อนข้างสูงแม้ว่าจะมีโครงการที่เพิ่งเปิดขายในราคาขายมากกว่า 100,000 บาทต่อตารางเมตรไปเมื่อปีที่ผ่านมาก็ตามแต่ก็ได้รับความนิยมอย่างสูงทำให้มีคอนโดมิเนียมเหลือขายอยู่ในบริเวณนี้ไม่มากนัก และคาดว่าบริเวณนี้จะมีโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ๆ เปิดขายมากขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน เพราะว่ารถไฟฟ้าสายสีเหลืองเริ่มชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ แค่รอให้การก่อสร้างเริ่มแบบเป็นรูปธรรมเท่านั้น
สถานีมีนบุรีปลายทางของเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีส้มทำให้พื้นที่รอบๆ สถานีมีนบุรีเป็นอีกทำเลทีหลายๆ บริษัทเริ่มให้ความสนใจมากขึ้น และเช่นกันกับสถานีตลิ่งชันที่ทางกรุงเทพมหานครบอกว่าอาจมีการปรับสีผังเมืองให้สอดคล้องกับศักยภาพอนาคต ปัจจุบันอาจจะมองไม่ค่อยเห็นอะไรมากนัก แต่ถ้ามีการก่อสร้างของเส้นทางรถไฟฟ้าทั้ง 2 สายและมีความคืบหน้าต่อเนื่องก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแบบรวดเร็วก็ได้ รอบๆ พื้นที่นี้อาจจะเป็นที่อยู่อาศัยแนวราบแต่ในอนาคตอาจมีโครงการแนวสูง และพื้นที่ค้าปลีกเข้ามามากขึ้นจากที่มีแต่ไฮเปอร์มาร์เก็ตปัจจุบันยังมีคอนโดมิเนียมเปิดขายไม่มากนักคือประมาณ 680 ยูนิตเท่านั้น แต่อัตราการขายค่อนข้างสูงคือมากกว่า 90% อาจจะเป็นเพราะทำเลนี้เป็นชุมชนมีความพร้อมค่อนข้างสูง และราคาขายเฉลี่ยก็อยู่ที่ประมาณ 40,000 - 45,000 บาทต่อตารางเมตรเท่านั้นราคาที่ดินในปัจจุบันอาจจะอยู่ที่ประมาณ 100,000 บาทต่อตารางวาและต่ำกว่านี้ในซอย หรือมากกว่านี้ไม่มากนัก แต่ในอนาคตถ้าผังเมืองเปลี่ยนสีราคาที่ดินจะปรับเพิ่มขึ้นมากกว่านี้อย่างแน่นอน
สถานีสำโรงอีกทำเลที่ได้รับผลกระทบจากเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเหลืองโดยสถานีสำโรงเป็นปลายทางที่มาบรรจบกับเส้นทางรถไฟฟ้าที่ต่อขยายมาจากแบริ่งซึ่งจะเปิดให้บริการในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยเส้นทางรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายนี้มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างชัดเจนในช่วงหลายปีที่ผ่านมาโดยมีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดขายมากมายกระจายไปในหลายๆ สถานี ซึ่งเมื่อการก่อสร้างของสายสีเหลืองมีความชัดเจนมากขึ้นจะช่วยให้ศักยภาพของเส้นทางนี้มีมากขึ้นอย่างแน่นอนในอนาคต แต่ในปัจจุบันมีคอนโดมินียมเปิดขายอยู่ไม่มากนักแค่ประมาณ 1,775 ยูนิตขายไปได้ประมาณ 60% ราคาขายเฉลี่ยประมาณ 60,000 - 70,000 บาทต่อตารางเมตรราคาที่ดินอยู่ที่ประมาณ 200,000 - 350,000 บาทต่อตารางวาปรับขึ้นจากในอดีตประมาณ 5 - 10% เท่านั้น
นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เส้นทางรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออกถือได้ว่ามีความน่าสนใจอย่างมาก เพราะเป็นสายที่เชื่อมต่อสู่ ถ.รัชดาภิเษก ซึ่งปัจจุบันถือได้ว่าเป็นย่านธุรกิจใหม่ ส่งผลให้เกิดความน่าสนใจในการพัฒนาคอนโดมิเนียม ตั้งแต่ช่วงแยกรัชดาภิเษกถึงแยกลำสาลี เพราะมีผู้คนอาศัยหนาแน่น แต่ในส่วนของถนนรามคำแหง ยังติดปัญหาเรื่องสีผังเมืองที่เป็นสีเหลือง-ส้ม ขณะที่อัตราส่วนพื้นที่อาคารรวม หรือ FAR (Floor Area Ratio) อยู่ในระดับต่ำ ไม่สามารถพัฒนาโครงการอาคารชุดได้ ส่งผลให้การพัฒนากระจุกตัวเฉพาะแยกรัชดาฯถึงแยกผังเมือง (พระราม 9) ขณะที่ราคาที่ดินย่านรามคำแหงก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประมาณ 3-4 หมื่นบาทต่อตารางวา หากจะพัฒนาโครงการแนวราบต้องเป็นสินค้าในกลุ่มมากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป
ในส่วนของสายสีชมพู ถือว่ายังมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันบริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างการขายในแนวสายสีชมพูทั้งหมด 4 โครงการ ประกอบด้วย โครงการ ศุภาลัย ลอฟท์ แจ้งวัฒนะ ปัจจุบันใกล้ปิดโครงการ โครงการศุภาลัย ซิตี้ รีสอร์ท แจ้งวัฒนะ ปัจจุบันมียอดขายมากกว่า 50% โครงการศุภาลัย วิสต้า ห้าแยกปากเกร็ด ยอดขายกว่า 60% และโครงการศุภาลัย ลอฟท์ สถานีแคราย ยอดขายอยู่ที่ประมาณ 30% และมีที่ดินรอการพัฒนาในแนวรถไฟฟ้าสายสีชมพูอีกจำนวน 2-3 แปลง ซึ่งจะนำมาพัฒนาเมื่อไหร่นั้น ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมต่างๆ
สำหรับโครงการในแนวรถไฟฟ้าสายสีเหลือง บริษัทมีเพียงแค่ 2 โครงการ คือ โครงการคอนโดมิเนียม ศุภาลัย ปาร์ค ศรีนครินทร์และโครงการซิตี้โฮม ศรีนครินทร์ ทั้งนี้ที่ดินในพื้นที่ดังกล่าวยังไม่ค่อยมีความเหมาะสมที่จะพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม เนื่องจากมีราคาค่อนข้างสูง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,210 วันที่ 17 - 19 พฤศจิกายน 2559






