
KTBST ประเมินหุ้นไทยสัปดาห์นี้ยังเผชิญความผันผวน
KTBST ประเมินหุ้นไทยสัปดาห์นี้ (14-18 พ.ย.) ยังเผชิญความผันผวน จับตาความชัดเจนและทิศทางนโยบายของทรัมป์ รวมถึงเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐฯที่อาจทำให้ต่างชาติเทขาย แนะกลยุทธ์ชะลอการลงทุนรอดูทิศทางตลาด หรือเล่นเก็งกำไรระยะสั้น มองกรอบดัชนีสัปดาห์นี้ที่ 1,477 -1,521 จุด หุ้นเด่น CK , INET , S11 , ANAN ,VIH , ECF”
ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ KTBST ประเมินตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ (14-18 พ.ย.) ว่า ตลาดจะมีความผันผวนสูงโดยปัจจัยชี้นำหลักๆ จะเป็นนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่ ว่าจะเป็นในทางบวกหรือลบต่อตลาด โดยมองว่านโยบายที่จะนำไปใช้จริงจะไม่สุดขั้วเหมือนตอนหาเสียง ซึ่งน่าส่งผลบวก แต่หากตลาดไปให้ความสนใจกับแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯที่จะปรับขึ้นมากกว่า ตลาดน่าจะเผชิญแรงขายจากนักลงทุนต่างประเทศกันต่อ
ทั้งนี้ บล.KTBST มองตัวแปรสำคัญๆของตลาดที่สำคัญได้แก่ 1.ปฎิกริยาของนักลงทุนจากนโยบายของนายทรัมป์ ที่แยกเป็น 15 ด้าน แต่นโยบายที่สำคัญๆ และมีผลมาถึงตลาดหุ้น ได้แก่ การกีดกันทางการค้า, สัญญาการค้าระหว่างประเทศ , แผนกระตุ้นเศรษฐกิจ-การจ้างงาน เร่งการขึ้นดอกเบี้ย, ผลจากอัตราแลกเปลี่ยน และ ส่งเสริมการผลิตน้ำมันและพลังงานดั้งเดิม โดย ณ วันนี้ไม่มีใครรู้ว่านโยบายที่ประกาศมาจะทำได้ 100% หรือน้อยกว่าที่หาเสียงไว้ ซึ่งเราคาดว่า ส่วนใหญ่ไม่เชื่อผลกระทบจึงจะไม่เป็นตามที่กลัวกันและที่ดูจากข่าวที่ออกมา นายทรัมป์มีแนวโน้มที่ดำเนินนโยบายในลักษณะที่ผ่อนปรนและไม่แข็งกร้าว เหมือนนโยบายที่ใช้หาเสียง เพราะคงรู้ว่าจะถูกต่อต้านอย่างมาก เพียงแค่ไม่กี่วันก็มีการประท้วงต่อต้านกันแล้ว ท้ายที่สุดนโยบายในชีวิตจริงคงไม่ต่างจากรัฐบาลโอบามามากนัก
อย่างไรก็ตามสัปดาห์นี้ เราคาดว่า ตลาดจะหันมาให้ความสนใจกับแผนลดภาษีหรือแผนลงทุนของรัฐบาลที่จะมากขึ้นเป็นบวกต่อภาคธุรกิจ และจะทำให้ GDP ช่วง 1 ปีข้างหน้ายังขยายตัวดี แต่จะทำให้เงินเฟ้อจะถูกคาดว่าจะสูงขึ้น ซึ่งจะตามมาด้วยการปรับขึ้นดอกเบี้ยแบบต่อเนื่อง เราจึงเห็นการดีดตัวของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอย่างรุนแรง ซึ่งผลตอบแทนพันธบัตร ของรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี สูงขึ้นหลังทราบผลเลือกตั้งถึง 0.2% มาปิดที่ 2.15% ในวันศุกร์พร้อมกับการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลล่าร์ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดแรงขายหุ้นในตลาดเกิดใหม่ เพราะนักลงทุนต่างประเทศกังวลต่อทิศทางดอกเบี้ยและผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน และจะมีผลต่อตลาดค่อนข้างมากด้วย ถ้าแรงขายยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง
ส่วนปัจจัยที่ 2. คือการซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศ ก่อนหน้านี้นักลงทุนกลุ่มนี้ทยอยขายหุ้นมาก่อนแล้ว การที่มีความกังวลต่อทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ และผลพวงอื่นๆที่จะตามมาหลังการเลือกตั้งสหรัฐฯจบลงแบบผิดคาด โดยเฉพาะโครงสร้างการค้าระหว่างประเทศในอนาคตที่อาจเปลี่ยนไป ซึ่งมีผลโดยตรงต่อคู่ค้าหรือประเทศที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ หากยังมีสัญญาณลบในเรื่องนี้อยู่ จะทำให้นักลงทุนกลุ่มนี้ยังคงขายหุ้นต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน
ขณะที่ปัจจัยสุดท้าย คือกำไรตลาดไตรมาส 3 จะลดลงมากกว่าคาด บริษัทใน SET-MAI ที่กำหนดส่งงบวันสุดท้าย คือเช้า 15 พ.ย. จึงเป็นสัปดาห์ที่จะมีการส่งงบกันเป็นจำนวนมาก และจะมีผลต่อตลาดมากเช่นกันก่อนหน้านี้ บล.KTBST ประเมินบริษัทใน SET จะมีกำไรไตรมาส 3 อยู่ที่ 2.39 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่กำไร 1.2 หมื่นล้านบาท และ ลดลง 2.8%QoQแต่จากข้อมูลที่รายงานมาแล้ว 334 บริษัท หรือ 63% ของบริษัทใน SET เราคาดว่ากำไรของบริษัทใน SET น่าจะจบลงที่ 2.17 แสนล้านบาทลดลง -12%QoQโดยกำไรกลุ่มที่เปลี่ยนแปลงหรือลดลงมากจากไตรมาส 2 จะเป็น กลุ่มพลังงาน , ปิโตรเคมี , ICT ขณะที่ P/E ตลาด โดยใช้กำไรไตรมาส 3 ที่ บล.KTBST ประมาณการ จะอยู่ที่ 16.3 เท่า (current P/E = 19.56 เท่า)
สำหรับกลยุทธ์ลงทุนในสัปดาห์นี้ รอดูความชัดเจนของนโยบายของนายทรัมป์จะบอกทิศทางตลาดว่าจะไปในทางใด นักลงทุนจึงควรชะลอการลงทุน หรือเล่นสั้นๆไว้ก่อนจนกว่าตลาดจะนิ่งและชัดขึ้น หุ้นขนาดใหญ่ยังถือว่าเสี่ยงกับการถูกขาย ถ้าตลาดปรับตัวลงต่อให้ลดการถือหุ้นใหญ่ (หุ้นที่นักลงทุนซื้อไว้มาก) ในขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 3 จะรายงานครบแล้ว ควรทยอยขายหุ้นที่มีการเก็งในเรื่องงบมาก่อนหน้านี้ ยกเว้นหุ้นที่คาดว่า ไตรมาสต่อๆไป กำไรจะยังดีให้ถือต่อได้ คาดกรอบการเคลื่อนไหวสัปดาห์นี้ 1,477 -1,521 จุด
"หุ้นที่น่าสนใจแบ่งเป็น หุ้นบวกจากปัจจัยในประเทศ (Domestic Play) : CK , INET , S11 , ANAN หุ้นรับผลบวกจากเงินบาทอ่อนค่า : KCE , SMT หุ้นงบดี และอาจดีต่อเนื่อง : VIH , ECF หุ้นที่มีประเด็นบวกอื่นๆ หรือราคาลงมามาก : IVL , DTAC , SIRI และ หุ้นที่มี Dividend Yield สูง : KGI "






