
ยกระดับ2หมื่นร้านยาเป็นนิติบุคคลดึงเงินเข้ารัฐ
จัดระเบียบร้านขายยากว่า 2.13 หมื่นร้าน เข้าสู่บริษัทนิติบุคคล อดีตนายกส.ร้านขายยา ห่วงรายเล็กได้รับผลกระทบจากภาระค่าจัดการเพิ่มขึ้น จากการจัดทำระบบบัญชี ขณะที่ฟาร์แมกซ์ แนะต้องเร่งสร้างความเข้าใจให้ผู้ประกอบการก่อนการบังคับใช้กฎหมาย
นายปริญญา อัครจันทโชติ อดีตนายกสมาคมร้านขายยา กล่าวแสดงความเห็นกับ “ฐานเศรษฐกิจ” จากกรณีที่กรมสรรพากรได้ร่วมหารือกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ได้พิจารณาและผลักดันแก้ไขกฎกระทรวงเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านการประกอบธุรกิจร้านยาทั่วประเทศกว่า 2.13 หมื่นร้าน ให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจากเดิมที่เป็นบุคคลธรรมดาที่จะได้รับสิทธิการผ่อนผันตามหลักเกณฑ์ (จีพีพี) รวมถึงการใช้รหัสยามาตรฐานเดียวกันทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า การปรับให้ร้านขายยาให้เป็นนิติบุคคล อาจจะไม่เหมาะกับผู้ประกอบการทั้งหมด เนื่องจากจำนวนร้านขายยาที่มีอยู่ปัจจุบัน 80% เป็นบุคคลธรรมดา มีเพียง 20% ที่เป็นกลุ่มนิติบุคคล
ทั้งนี้ มองว่าหากร้านขายยาที่เป็นบุคคลธรรมดาต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล จะต้องแบกรับภาระที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดทำบัญชีที่เพิ่มขึ้น ขณะที่กำไรจากธุรกิจร้านขายยามีเฉลี่ยเพียง 10-20% เท่านั้น หากเป็นร้านขายยาขนาดเล็กที่มียอดขายต่อวันไม่เกิน 5,000 บาทจะทำให้ได้รับความเดือนร้อน จากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น แต่การเป็นนิติบุคคลเหมาะสำหรับร้านขายยาขนาดใหญ่ ที่มียอดขายมากที่สามารถรองรับกับต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้นได้
“ร้านขายยาที่เป็นบุคคลธรรมดามักจะมีพนักงานแค่ 1-2 คน การทำเต็มรูปแบบจะไม่สามารถทำได้ ต้องจ้างคนมาทำบัญชี ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 3,000 บาทต่อเดือน หากขายยาได้วันละ 4,000 บาท ร้านจะมีกำไรประมาณวันละ 800 บาท หรือ 2.4 หมื่นบาทต่อเดือน ก็จะทำให้ร้านขายยาอยู่ไม่ได้ ส่วนมูลค่าตลาดยาในปัจจุบันที่ประเมินว่ามีกว่า 1 แสนล้านบาทนั้น จริงๆ แล้วอยู่ในระบบร้านขายยาเพียง 20-30% เท่านั้น ส่วนใหญ่ประมาณ 70-80% จำหน่ายอยู่ในโรงพยาบาลและคลินิก”
นอกจากนี้ คาดว่านโยบายดังกล่าวเป็นแนวทางที่กรมสรรพกรคาดหวังที่จะจัดเก็บรายได้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีการประเมินว่าร้านขายยาสามารถขายยาได้มากถึง 2 หมื่นบาทต่อวัน หากนับจำนวนร้านค้ากว่า 2 หมื่นร้าน ทำให้มีฐานรายได้จำนวนมากเพื่อใช้ในการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐ แต่ในความเป็นจริงยอดขายร้านขายยาส่วนใหญ่จะมีไม่เกิน 5,000 บาทต่อวัน และไม่ได้ขายดีทุกร้าน แม้ว่าจะมีร้านที่มียอดขายสูงหลายร้านแต่ถือว่าเป็นจำนวนไม่มาก
ด้านภ.ก.ธัชพล ชลวัฒนสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟาร์แมกซ์ รีเทล จำกัด กล่าวแสดงความเห็นว่า การให้ร้านขายยาที่เป็นบุคคลธรรมดาเข้าสู่ระบบการเป็นนิติบุคคล จะส่งผลให้ร้านขายยาที่ยื่นภาษีไม่ตรงตามยอดขายสินค้าจริง ต้องดำเนินการให้ถูกต้อง ทำให้ประเทศชาติได้รับเงินภาษีมากขึ้นและเป็นรายได้อย่างที่ตรงตามระบบการค้า และยังส่งผลดีต่อการแข่งขันทางธุรกิจ เนื่องจากร้านขายยาที่ไม่ได้เข้าสู่ระบบจะมีต้นทุนด้านภาษีที่ถูกกว่า ทำให้สามารถขายยาได้ในราคาถูก
ส่วนร้านขายยาขนาดเล็กที่เป็นบุคคลธรรมดา มองว่าไม่น่าจะได้รับผลกระทบมากนัก หากจะเข้าสู่การเป็นนิติบุคคล แต่ต้องทำความเข้าใจให้และแนวทางการปฎิบัติต่างๆ หากเข้าสู่การเป็นนิติบุคคล เช่น การจัดทำบัญชี การมีผู้สอบบัญชี เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ภาครัฐควรจะเริ่มต้นสร้างความเข้าใจในทางปฎิบัติก่อนที่จะมีกฎหมายออกมาบังคับใช้ เพราะหากผู้ประกอบการขาดความรู้ความเข้าใจ อาจจะส่งผลให้มีการปิดกิจการหรือเปลี่ยนมือได้เช่นกัน
“ปัจจุบันมีร้านขายยาที่ขายดีตามแหล่งที่ใกล้โรงพยาบาล มียอดขายหลักล้านบาท แต่แจ้งยื่นภาษีเพียงหลักแสน ทำให้สามารถขายยาได้ถูก ซึ่งตามความจริงแล้วทางกรมสรรพากรสามารถตรวจสอบต้นทาง คือ บริษัทขายยาได้ว่าขายยาให้ใครไปบ้าง แต่ร้านขายยานั้นกลับยื่นภาษีไม่ตรงความเป็นจริง ประกอบกับร้านขายยาบางร้านก็ให้บริษัทขายยาออกบิลขาวหรือบิลธรรมดา จึงทำให้ระบบการซื้อขายไม่ได้เข้าสู่กระบวนการทางบัญชีที่ถูกต้อง นโยบายที่ออกมาจึงน่าจะต้องการให้ทุกอย่างเข้าเป็นระบบ เพื่อเก็บภาษีได้มากขึ้น ซึ่งก็ดีกับการแข่งขันของธุรกิจร้านยาด้วยเช่นกัน เพราะแข่งขันบนเส้นทางธุรกิจเดียวกัน”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,209 วันที่ 13 - 16 พฤศจิกายน 2559
นายปริญญา อัครจันทโชติ อดีตนายกสมาคมร้านขายยา กล่าวแสดงความเห็นกับ “ฐานเศรษฐกิจ” จากกรณีที่กรมสรรพากรได้ร่วมหารือกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ได้พิจารณาและผลักดันแก้ไขกฎกระทรวงเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านการประกอบธุรกิจร้านยาทั่วประเทศกว่า 2.13 หมื่นร้าน ให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจากเดิมที่เป็นบุคคลธรรมดาที่จะได้รับสิทธิการผ่อนผันตามหลักเกณฑ์ (จีพีพี) รวมถึงการใช้รหัสยามาตรฐานเดียวกันทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า การปรับให้ร้านขายยาให้เป็นนิติบุคคล อาจจะไม่เหมาะกับผู้ประกอบการทั้งหมด เนื่องจากจำนวนร้านขายยาที่มีอยู่ปัจจุบัน 80% เป็นบุคคลธรรมดา มีเพียง 20% ที่เป็นกลุ่มนิติบุคคล
ทั้งนี้ มองว่าหากร้านขายยาที่เป็นบุคคลธรรมดาต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล จะต้องแบกรับภาระที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดทำบัญชีที่เพิ่มขึ้น ขณะที่กำไรจากธุรกิจร้านขายยามีเฉลี่ยเพียง 10-20% เท่านั้น หากเป็นร้านขายยาขนาดเล็กที่มียอดขายต่อวันไม่เกิน 5,000 บาทจะทำให้ได้รับความเดือนร้อน จากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น แต่การเป็นนิติบุคคลเหมาะสำหรับร้านขายยาขนาดใหญ่ ที่มียอดขายมากที่สามารถรองรับกับต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้นได้
“ร้านขายยาที่เป็นบุคคลธรรมดามักจะมีพนักงานแค่ 1-2 คน การทำเต็มรูปแบบจะไม่สามารถทำได้ ต้องจ้างคนมาทำบัญชี ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 3,000 บาทต่อเดือน หากขายยาได้วันละ 4,000 บาท ร้านจะมีกำไรประมาณวันละ 800 บาท หรือ 2.4 หมื่นบาทต่อเดือน ก็จะทำให้ร้านขายยาอยู่ไม่ได้ ส่วนมูลค่าตลาดยาในปัจจุบันที่ประเมินว่ามีกว่า 1 แสนล้านบาทนั้น จริงๆ แล้วอยู่ในระบบร้านขายยาเพียง 20-30% เท่านั้น ส่วนใหญ่ประมาณ 70-80% จำหน่ายอยู่ในโรงพยาบาลและคลินิก”
นอกจากนี้ คาดว่านโยบายดังกล่าวเป็นแนวทางที่กรมสรรพกรคาดหวังที่จะจัดเก็บรายได้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีการประเมินว่าร้านขายยาสามารถขายยาได้มากถึง 2 หมื่นบาทต่อวัน หากนับจำนวนร้านค้ากว่า 2 หมื่นร้าน ทำให้มีฐานรายได้จำนวนมากเพื่อใช้ในการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐ แต่ในความเป็นจริงยอดขายร้านขายยาส่วนใหญ่จะมีไม่เกิน 5,000 บาทต่อวัน และไม่ได้ขายดีทุกร้าน แม้ว่าจะมีร้านที่มียอดขายสูงหลายร้านแต่ถือว่าเป็นจำนวนไม่มาก
ด้านภ.ก.ธัชพล ชลวัฒนสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟาร์แมกซ์ รีเทล จำกัด กล่าวแสดงความเห็นว่า การให้ร้านขายยาที่เป็นบุคคลธรรมดาเข้าสู่ระบบการเป็นนิติบุคคล จะส่งผลให้ร้านขายยาที่ยื่นภาษีไม่ตรงตามยอดขายสินค้าจริง ต้องดำเนินการให้ถูกต้อง ทำให้ประเทศชาติได้รับเงินภาษีมากขึ้นและเป็นรายได้อย่างที่ตรงตามระบบการค้า และยังส่งผลดีต่อการแข่งขันทางธุรกิจ เนื่องจากร้านขายยาที่ไม่ได้เข้าสู่ระบบจะมีต้นทุนด้านภาษีที่ถูกกว่า ทำให้สามารถขายยาได้ในราคาถูก
ส่วนร้านขายยาขนาดเล็กที่เป็นบุคคลธรรมดา มองว่าไม่น่าจะได้รับผลกระทบมากนัก หากจะเข้าสู่การเป็นนิติบุคคล แต่ต้องทำความเข้าใจให้และแนวทางการปฎิบัติต่างๆ หากเข้าสู่การเป็นนิติบุคคล เช่น การจัดทำบัญชี การมีผู้สอบบัญชี เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ภาครัฐควรจะเริ่มต้นสร้างความเข้าใจในทางปฎิบัติก่อนที่จะมีกฎหมายออกมาบังคับใช้ เพราะหากผู้ประกอบการขาดความรู้ความเข้าใจ อาจจะส่งผลให้มีการปิดกิจการหรือเปลี่ยนมือได้เช่นกัน
“ปัจจุบันมีร้านขายยาที่ขายดีตามแหล่งที่ใกล้โรงพยาบาล มียอดขายหลักล้านบาท แต่แจ้งยื่นภาษีเพียงหลักแสน ทำให้สามารถขายยาได้ถูก ซึ่งตามความจริงแล้วทางกรมสรรพากรสามารถตรวจสอบต้นทาง คือ บริษัทขายยาได้ว่าขายยาให้ใครไปบ้าง แต่ร้านขายยานั้นกลับยื่นภาษีไม่ตรงความเป็นจริง ประกอบกับร้านขายยาบางร้านก็ให้บริษัทขายยาออกบิลขาวหรือบิลธรรมดา จึงทำให้ระบบการซื้อขายไม่ได้เข้าสู่กระบวนการทางบัญชีที่ถูกต้อง นโยบายที่ออกมาจึงน่าจะต้องการให้ทุกอย่างเข้าเป็นระบบ เพื่อเก็บภาษีได้มากขึ้น ซึ่งก็ดีกับการแข่งขันของธุรกิจร้านยาด้วยเช่นกัน เพราะแข่งขันบนเส้นทางธุรกิจเดียวกัน”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,209 วันที่ 13 - 16 พฤศจิกายน 2559






