thansettakij
thansettakij
‘ทีเอสซีเอ’จี้รัฐลดภาษีแบรนด์เนม กระตุ้นต่างชาติช็อปปิ้งแข่งฮ่องกง

‘ทีเอสซีเอ’จี้รัฐลดภาษีแบรนด์เนม กระตุ้นต่างชาติช็อปปิ้งแข่งฮ่องกง

13 พ.ย. 59 | 10:00 น.
ส.ศูนย์การค้าไทย เดินหน้าชูนโยบายเร่งผลักดันรัฐลดอัตราภาษีสินค้าแบรดน์เนมนำเข้า หวังเอื้อภาพรวมเศรษฐกิจประเทศ กระตุ้นการจับจ่ายนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ ดันไทยเป็นเดสติเนชั่นด้านการช้อปปิงและท่องเที่ยวระดับโลก แข่ง ฮ่องกง สิงคโปร์

นางสาววัลยา จิราธิวัฒน์ นายกสมาคมศูนย์การค้าไทย (ทีเอสซีเอ) เปิดเผยว่า แนวทางการดำเนินงานและนโยบายของสมาคมนับจากนี้ให้ให้ความสำคัญกับการเดินหน้าและผลักดันด้านนโยบายลดภาษีสินค้าแบรนด์เนมจากปัจจุบันที่มีการเก็บอยู่ในอัตรา 30-70% (ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า) โดยที่ผ่านมาทางสมาคมได้เข้าพบหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อหารือและผลักดันให้เกิดเป็นนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งหากมีการปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าในกลุ่มแบรนด์เนม ก็จะก่อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างความได้เปรียบทางการค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเทียบกับ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวด้านการช้อปปิงของภูมิภาคเซียนและระดับโลก เทียบกับเท่ากับเมืองช้อปปิงอย่างฮ่องกง และสิงคโปร์ได้ในอนาคต

ทั้งนี้จากตัวเลขในภาคธุรกิจค้าปลีกในปัจจุบันนับว่าเป็นกลุ่มธุรกิจที่สร้างการเติบโตเป็นอันดับ 2 ของประเทศ หรือคิดเป็น 16% ของจีดีพีของประเทศไทย รองจากกลุ่มอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยวที่อยู่อันดับ 3 ขณะที่ภาพรวมธุรกิจศูนย์การค้าที่เป็นสมาชิกของสมาคมศูนย์การค้าไทยคาดว่ามีการเติบโตประมาณ 4-5% หากรวมศูนย์การค้าที่ไม่ได้อยู่ภายใต้สมาคมจะมีการเติบโตราว 10% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราการเติบโตที่ดี ซึ่งปัจจุบันอัตราการลงทุนของภาคธุรกิจศูนย์การค้าต่อปีเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1 แสนล้านบาท นับว่าเป็นมูลค่าการลงทุนที่สูง เมื่อเทียบกับการลงทุนด้านสาธารณูปโภคด้านต่างๆ ของภาครัฐ ขณะที่การลงทุนที่เพิ่มขึ้นแต่ผลตอบแทนการลงทุน หรือ IRR ที่ได้รับค่อนข้างต่ำ จากเดิมที่เคยทำได้ 12-16% ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันอยู่ที่ 7-12% ซึ่งเป็นผลมาจากอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินที่ผันผวน รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับภาคการลงทุนธุรกิจศูนย์การค้าในช่วง 2 ปี (2559-2560) พบว่ากลุ่มซีพีเอ็นมีการลงทุนและปรับปรุงพื้นที่ได้แก่ โครงการเซ็นทรัล พลาซ่า นครศรีธรรมราช, นครราชสีมา, ภูเก็ต, บางนา, พระราม 3, มหาชัย, เซ็นทรัลเวิล์ด รวมถึงมารีน่า พัทยา นอกจากนี้ ยังมีของกลุ่มอื่นๆ ได้แก่ ไอคอนสยาม ของกลุ่มสยามพิวรรธน์, เดอะมาร์เก็ต ของกลุ่มเดอะแพลทินั่ม, เทอมินอล 21โคราช และเทอมินอล พัทยา ของกลุ่มสยามรีเทลฯ, บูลพอร์ต หัวหิน และเดอะมอลล์ โคราช ของกลุ่มเดอะมอลล์ และการปรับปรุงพื้นที่ของกลุ่มซีคอนสแควร์อีก 4 แสนตร.ม. ทั้งนี้การลงทุนต่างๆ ในช่วง 2 ปีจะทำให้มีพื้นที่ค้าปลีกเพิ่มขึ้นจาก 18 ล้านตร.ม. เป็น 18.7 ล้านตร.ม. ในปี 2560 โดยแบ่งเป็นพื้นที่ค้าปลีกของศูนย์การค้าที่อยู่สมาชิกสมาคมฯ 8 ล้านตร.ม. เทียบกับปี 2559 ที่มี 7.6 ล้านตร.ม. หรือคิดเป็น 42% ของพื้นที่ค้าปลีกรวมที่อยู่ภายใต้สมาคมฯ จาก 91 ศูนย์การค้าในปัจจุบัน และจะเพิ่มเป็น 94 ศูนย์การค้าในปี 2560 โดยมีการจ้างงาน 1 หมื่นคนต่อศูนย์การค้า

อย่างไรก็ตามในส่วนของแนวทางการจัดงานอีเวนท์ของกลุ่มซีพีเอ็นในช่วงสิ้นปีนี้ ยังคงเดินหน้าจัดงานเคาต์ดาวน์ แต่จะลดบทบาทและความบันเทิง โดยเน้นจัดงานให้เหมาะสมกับบรรยากาศของประเทศไทยที่เกิดขึ้น ขณะที่กำลังซื้อผู้บริโภคมีการชะลอตัวลงตั้งแต่ช่วงสัปดาห์แรกของวันที่ 13 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่มร้านอาหาร ปัจจุบันเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้นจะเห็นได้จากการจับจ่ายในกลุ่มเสื้อผ้าแฟชั่นและร้านอาหารที่เริ่มดีขึ้นบ้างแล้วในขณะนี้

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,209 วันที่ 13 - 16 พฤศจิกายน 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • business