
Gold Futures and SET50 Index Futures by GTWM (ภาคเช้า)
บริษัท จีที เวลธ์ แมเนจเมนท์ หรือ GTWM ออกบทวิเคราะห์สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับทองคำและ SET50 Index Futures ประจำวันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 (ภาคเช้า)
Gold
ราคาทองคำตลาดโลกดิ่งลงอีกครั้งสู่ระดับ US$1,250 หลังตลาดยังคงคาดการณ์ว่า Fed จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างแน่นอนในการประชุมกลางเดือน ธ.ค.นี้ ซึ่งเป็นช่วงก่อนการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯของ โดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งยังมีการสำทับจากประธาน Fed สาขาเซนต์หลุยส์ ด้วยว่าการดำเนินนโยบายของ Fed จะยังคงเป็นเอกเทศ ถึงแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนตัวประธานหรือคณะกรรมการบางคนออกไปก็ตาม ซึ่งเป็นการยืนยันว่า อัตราดอกเบี้ยในสหรัฐฯจะยังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปอย่างต่อเนื่องต่อไป นอกจากนี้ การออกมาพูดดังกล่าวยังระบุถึงแนวคิดที่สนับสนับนโยบายของพรรครีพับลิกันที่จะหนุนให้เศรษฐกิจสหรัฐฯกลับมาเติบโตอย่างรวดเร็วอีกครั้ง ทำให้นักลงทุนค่อนข้างกังวลต่อภาวะเงินเฟ้อในอนาคตหาก โดนัลด์ ทรัมป์ สามารถปฏิรูปเศรษฐกิจได้ตามที่หาเสียง จึงทำให้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯปรับแข็งค่า และเป็นผลลบต่อทองคำในระยะสั้นจนกว่าตลาดจะกลับมามองความเสี่ยงของนโยบายดังกล่าวที่เป็นลบต่อเศรษฐกิจในส่วนอื่น ๆ ของโลก และอาจจะย้อนศรกลับมากดดันต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯในภายหลัง ดังนั้น หากยังไม่หลุดแนวรับ US$1,250 และ US$1,240 ที่เป็นจุดต่ำสุดของรอบ จะยังเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการเข้าซื้อสะสม แต่ถ้าหลุดลงไป ควร cut loss
SET50
ดัชนี SET50 ในช่วงบ่ายอ่อนลงมาทรงตัวบนกรอบที่ breakout ด้วย breakaway gap ขึ้นไปในช่วงเปิดตลาดตอนเช้า จึงถือเป็นจังหวะให้ซื้อสะสมเพื่อเก็งกำไรการปรับตัวขึ้นอีกครั้งสำหรับรอบระยะสั้น โดยมีแรงบวกจาก Trump’s effect ที่สร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกต่อภาคธุรกิจของสหรัฐฯในหลายภาคส่วนผ่านทางนโยบายที่แข็งกร้าวและเอื้อประโยชน์ต่อประเทศมากกว่าต่อโลก ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกได้รับอานิสงส์ดังกล่าวด้วยการบวกตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ แต่ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มที่จะ underperform เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่มีแนวโน้มจะสูญเสียโอกาสทางการแข่งขันในหลายอุตสาหกรรมที่นโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ เอื้อประโยชน์ให้ อีกทั้งแนวโน้มความไม่แน่นอนทางการเมืองของสหรัฐฯที่ยังคงมีอยู่หลังการขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของ โดนัลด์ ทรัมป์ เนื่องจากแนวนโยบายต่าง ๆ ดูจะนำไปสู่การปิดตัวและกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งคาดเดาผลกระทบได้ยากว่าจะตีกลับมายังเศรษฐกิจสหรัฐฯมากน้อยแค่ไหน จึงเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้กับเศรษฐกิจทั้งของสหรัฐฯและของโลก ทำให้การ breakout ของดัชนี SET50 สามารถ follow long ได้ตามมุมมองทางเทคนิค แต่ควรจับตาดูอย่างใกล้ชิด เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิอยู่อย่างต่อเนื่อง และเงินจากกองทุน LTF มีแนวโน้มจะลดน้อยลงกว่าปีก่อน ๆ เนื่องจากจะถูกปรับให้ถือนานขึ้นจาก 5 เป็น 7 ปี
ทั้งนี้ ดัชนี SET50 ปิดตลาดที่ระดับ 946.78 จุด เพิ่มขิ้น +2.72 จุด (+0.29%) เคลื่อนไหวระหว่าง 946.21 – 952.97 จุด ด้วยปริมาณการซื้อขาย 43,934 ล้านบาท ส่วนค่าเงินบาทเช้านี้เคลื่อนไหวระหว่าง 35.24 – 35.37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
Gold
ราคาทองคำตลาดโลกดิ่งลงอีกครั้งสู่ระดับ US$1,250 หลังตลาดยังคงคาดการณ์ว่า Fed จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างแน่นอนในการประชุมกลางเดือน ธ.ค.นี้ ซึ่งเป็นช่วงก่อนการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯของ โดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งยังมีการสำทับจากประธาน Fed สาขาเซนต์หลุยส์ ด้วยว่าการดำเนินนโยบายของ Fed จะยังคงเป็นเอกเทศ ถึงแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนตัวประธานหรือคณะกรรมการบางคนออกไปก็ตาม ซึ่งเป็นการยืนยันว่า อัตราดอกเบี้ยในสหรัฐฯจะยังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปอย่างต่อเนื่องต่อไป นอกจากนี้ การออกมาพูดดังกล่าวยังระบุถึงแนวคิดที่สนับสนับนโยบายของพรรครีพับลิกันที่จะหนุนให้เศรษฐกิจสหรัฐฯกลับมาเติบโตอย่างรวดเร็วอีกครั้ง ทำให้นักลงทุนค่อนข้างกังวลต่อภาวะเงินเฟ้อในอนาคตหาก โดนัลด์ ทรัมป์ สามารถปฏิรูปเศรษฐกิจได้ตามที่หาเสียง จึงทำให้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯปรับแข็งค่า และเป็นผลลบต่อทองคำในระยะสั้นจนกว่าตลาดจะกลับมามองความเสี่ยงของนโยบายดังกล่าวที่เป็นลบต่อเศรษฐกิจในส่วนอื่น ๆ ของโลก และอาจจะย้อนศรกลับมากดดันต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯในภายหลัง ดังนั้น หากยังไม่หลุดแนวรับ US$1,250 และ US$1,240 ที่เป็นจุดต่ำสุดของรอบ จะยังเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการเข้าซื้อสะสม แต่ถ้าหลุดลงไป ควร cut loss
SET50
ดัชนี SET50 ในช่วงบ่ายอ่อนลงมาทรงตัวบนกรอบที่ breakout ด้วย breakaway gap ขึ้นไปในช่วงเปิดตลาดตอนเช้า จึงถือเป็นจังหวะให้ซื้อสะสมเพื่อเก็งกำไรการปรับตัวขึ้นอีกครั้งสำหรับรอบระยะสั้น โดยมีแรงบวกจาก Trump’s effect ที่สร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกต่อภาคธุรกิจของสหรัฐฯในหลายภาคส่วนผ่านทางนโยบายที่แข็งกร้าวและเอื้อประโยชน์ต่อประเทศมากกว่าต่อโลก ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกได้รับอานิสงส์ดังกล่าวด้วยการบวกตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ แต่ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มที่จะ underperform เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่มีแนวโน้มจะสูญเสียโอกาสทางการแข่งขันในหลายอุตสาหกรรมที่นโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ เอื้อประโยชน์ให้ อีกทั้งแนวโน้มความไม่แน่นอนทางการเมืองของสหรัฐฯที่ยังคงมีอยู่หลังการขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของ โดนัลด์ ทรัมป์ เนื่องจากแนวนโยบายต่าง ๆ ดูจะนำไปสู่การปิดตัวและกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งคาดเดาผลกระทบได้ยากว่าจะตีกลับมายังเศรษฐกิจสหรัฐฯมากน้อยแค่ไหน จึงเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้กับเศรษฐกิจทั้งของสหรัฐฯและของโลก ทำให้การ breakout ของดัชนี SET50 สามารถ follow long ได้ตามมุมมองทางเทคนิค แต่ควรจับตาดูอย่างใกล้ชิด เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิอยู่อย่างต่อเนื่อง และเงินจากกองทุน LTF มีแนวโน้มจะลดน้อยลงกว่าปีก่อน ๆ เนื่องจากจะถูกปรับให้ถือนานขึ้นจาก 5 เป็น 7 ปี
ทั้งนี้ ดัชนี SET50 ปิดตลาดที่ระดับ 946.78 จุด เพิ่มขิ้น +2.72 จุด (+0.29%) เคลื่อนไหวระหว่าง 946.21 – 952.97 จุด ด้วยปริมาณการซื้อขาย 43,934 ล้านบาท ส่วนค่าเงินบาทเช้านี้เคลื่อนไหวระหว่าง 35.24 – 35.37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ






