
นักเศรษฐศาสตร์ชี้นโยบายการค้า"ทรัมป์"กดส่งออกไทยปี60เหลือ0-1%
นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และหัวหน้านักวิเคราะห์ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหลังนายโดนัล ทรัมป์ ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 45 โดยคาดว่า ผลกระทบที่จะเกิดกับประเทศไทยจะมีต่อนโยบายการค้าระหว่างประเทศมากที่สุด เนื่องจากนโยบายของ ทรัมป์ เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก โดยจะ ไม่สนับสนุนการเจรจาการค้าเสรีกับประเทศใดๆ ซึ่งจะมีผลต่อทำให้การค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯสะดุดลง
นอกจากนี้ จะมีการยกเลิกความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียและแปซิฟิก หรือ ทีพีพี รวมทั้งมาตรการกีดกันทางการค้ากับจีน โดยจะส่งผลกระทบทางอ้อมมาถึงการส่งออกของไทย เนื่องจากสหรัฐฯเป็นคู่ค้าสำคัญของไทย รวมทั้งหลายอุตสาหกรรม เช่น ปิโตรเคมี เสื้อผ้า ชิ้นส่วนอิเลกทรอนิกส์ ที่จีนนำเข้าจากไทยไปผลิตต่อ ดังนั้น การส่งออกของไทยในปีหน้า จะขยายตัวลดลงเหลือ 0-1% จากเดิมคาการณ์ว่าน่าจะอยู่ที่ 2% ส่วนอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีหน้า จะต้องมีการทบทวนอีกครั้ง จากที่คาดไว้ 3.5%
ด้านผลกระทบต่อตลาดทุน เชื่อว่าจะเป็นเพียงแค่ระยะสั้นเท่านั้น สะท้อนได้จากการที่ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกปรับขึ้นเข้าสู่ภาวะปกติ หลังจากที่ปรับตัวลดลงอย่างแรงระหว่างที่มีการนับคะแนน ส่วนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด น่าจะชะลอตัวออกไปก่อน จากเดิมที่ตลาดคากว่าจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมนี้ คงจะเลื่อนเป็นปี 2560 หลังจากที่ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งและแถลงต่อสภาคองเกรสในวันที่ 20 มกราคม 2560
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน กล่าวว่า ความัดเจนก็คือตลาดพันธบัตรจะสู้หุ้นไม่ได้อย่างแน่นอน เนื่องจากนโยบายของทรัมป์หลายอย่างที่จะดำเนินการ พรรครีพลับบิกันน่าจะเห็นด้วย เช่น การปรับลดภาษี ,การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้นโยบายการคลัง โดยสิ่งที่จะตามมาก็คือสัดส่วนของหนี้ที่จะสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น เพราะฉะนั้น เชื่อว่าปี 60 การปรับขึ้นดอกเบี้ยจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ใน 61 มีโอกาสที่ดอกเบี้ยจะปรับขึ้นหลายครั้ง
ทั้งนี้ เมื่อดอกเบี้ยมีการปรับขึ้น ตลาดหุ้นก็จะได้รับอนิสงส์เพราะพันธบัตรจะไม่น่าสนใจ เนื่องจากผลตอบแทนไม่มาก มีแต่จะขาดทุนจากมูลค่าที่ลดลง โดยเวลานี้เงินทุนเอก็มีความพยายามที่จะโยกออกจากตลาดพันธบัตร เพื่อเข้าสู่ตลาดหุ้น โดยหากมองไปอีก 1 ปีข้างหน้า ตลาดหุ้นจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรอย่างแน่นอน โดยตลาดหุ้นไทยก็จะได้รับอนิสงส์จากนโยบายของทรัมป์ ขณะที่ไทยเองในปี 60 ก็เป็นปีที่รัฐบาลชุดปัจจุบันจะทำงานเป็นปีสุดท้ายก่อนที่จะมีรัฐบาลใหม่ เพราะฉะนั้น ก็จะมีการเร่งผลักดันโครงการทุกอย่างให้ออกมา
“หากปีหน้ามีการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างเต็มที่ และมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นก็จะมีความน่าสนใจ โดยตลาดไทยเป็นเพียงตลาดขนาดเล็ก ขอเพียงเศษเงินที่ออกมาจากตลาดพันธบัตรรัฐบาล และมาหาที่ลงในตลาดหุ้น ตลาดหุ้นจะพุ่งขึ้นอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นเวลานี้การกระจายเงินลงทุนจะทยอยออกจากตลาดพันธบัตรและมาเข้าสู่ตลาดหุ้นมากขึ้น”
นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งของสหรัฐฯจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและตลาดทุนน้อยมาก เพราะนโยบายด้านเศรษฐกิจของ ทรัมป์ ที่จะเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ เน้นการลงทุนสร้างคนอเมริกันให้มีงานทำ หากทำสำเร็จก็จะให้โลกไปสู่การเติบโตในรอบใหม่ และจะทำให้สภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯดีขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลกต่อเนื่องมายังไทยด้วย อย่างไรก็ดี ไทยจะต้องมีการปรับนโยบายด้านเศรษฐกิจ และการค้าให้สอดคล้องกับนโยบายของ ทรัมป์ เพื่อให้ได้รับประโยชน์
“นโยบายของ ทรัมป์ ที่ไม่เน้นการจัดสรรงงประมาณด้านอาวุธ จะเน้นสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ จะช่วยทำให้ความขัดแย้งระหว่างประเทศและความรุนแรงต่างๆลดน้อยลง สะท้อนได้จากประธานาธิบดีรัสเซีย แสดงความยินดีหลังจากผลการเลือกตั้งออกมา”
นายณัฐชาต เมฑมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัท หลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวว่า การที่ ทรัมป์ คว้าชัยชนะได้นั้นถือเป็นเรื่องผิดความคาดหมายของบริษัท และตลาดอย่างมาก และมองกรณีนี้แย่ที่สุด เนื่องจากการออกกฎหมายต่างๆที่เห็นชอบโดย ทรัมป์ จะดำเนินการได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ซึ่งกฎหมายแรกๆที่คาดว่าจะผลักดันออกมาโดยเร็ว คือ การปรับลดภาษีนิติยุคคลเหลือ 15% และการปรับลดภาษีเงินโอนกลับสู่ประเทศลดลงเหลือ 10% รวมถึงนโยบายที่จะเน้นการสร้างงานในประเทศ และการกีดกันทางการค้าต่างๆ ซึ่งมองว่าจะเป็นนโยบายที่เป็นผลลบต่อประเทศเกิดใหม่ในเชิงของกิจกรรมทางการค้าและตลาดทุน
อย่างไรก็ตาม คาดว่าในระยะสั้น ตลาดหุ้นและค้าเงินของประเทศเกิดใหม่จะปรับตัวลดลงมากกว่าประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐ แต่ข้อได้เปรียบของตลาดหุ้นไทย คือ ในช่วงที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติถือครองหุ้นไทยในระดับต่ำมากแล้ว ดังนั้นเมื่อพิจารณาระยะสั้น กลาง ยาว จึงไม่เห็นผลกระทบมากนัก ทั้งนี้ เมื่อประเมินความผันผวนของ ดัชนีจะไม่รุนแรงเท่ากับช่วงที่เกิดเหตุการณ์ในประเทศ เนื่องจากเพียงแค่การขายของนักลงทุนต่างชาติอย่างเดียว จะไม่มีนัยสำคัญเท่ากับกรณีแรงขายที่เกิดขึ้นของนักทุนในประเทศพร้อมกัน โดยประเมินดัชนีในช่วงที่เหลือของปีอยู่ที่ 1,430-1,450 จุด จากเดิมที่ 1,500 จุด ซึ่งประเมินว่า หากดัชนีลงไประดับนี้จริง มองเป็นจุดเพิ่มน้ำหนักการลงทุนที่สำคัญ
สำหรับมุมมองที่มีต่อตลาดหุ้นไทย มองว่าหุ้นขนาดใหญ่มีโอกาสกลับมาต่ำกว่าพื้นฐานตลาดไปจนถึงสิ้นปีนี้ เนื่องจากการคาดการณ์กระแสเงินทุนไหลเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญแล้ว และมองว่ายังมีปัจจัยกดดันเงินทุนไหลเข้าเพิ่มจากการที่ เฟด มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยในช่วงเดือนธันวาคมนี้ ด้านแรงซื้อกองทุน LTF/RMF ในช่วงสุดท้ายของปีนี้มองว่าคงไม่กระทบต่อดัชนีอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากความต้องการของนักลงทุนที่อาจลดลงจากระยะเวลาการถือครองที่นานมากขึ้น และระดับ Valuation ของตลาดที่สูงขึ้น รวมถึงการที่นักลงทุนสถาบันอาจเก็บเงินสดไว้บางส่วน เพื่อรองรับการไถ่ถอนกองทุน LTF ที่จะครบกำหนดอายุในช่วงต้นปีหน้า
ส่วนปัจจัยเสี่ยงล่าสุด คือ การปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐหลังจากที่ ทรัมป์ได้รับชัยชนะ ซึ่งเป็นไปตามที่คาดไว้ เนื่องจาก ทรัมป์ มีนโยบายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้จ่ายทางการคลังในระดับสูง และจะทำให้ต้องออกพันธบัตรอย่างมาก โดยเฉพาะพันธบัตรระยะยาวในช่วงถัดไป ล่าสุดผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ อายุ 10 ปี ปรับตัวมาอยู่ที่ระดับ 2% แล้ว ถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นปัจจัยกดดันดัชนีในมิติของส่วนต่างอัตราผลตอบแทน (Earning yield gap) ซึ่งล่าสุดบริษัทคำนวณระดับดัชนีที่เหมาะสมจากโมเดลไว้เพียง 1,450 จุด ส่วนปีหน้า มองไว้ที่ 1,580 จุด แต่ในส่วนของผลตอบแทนอาจไม่ดีเท่าปีนี้
“ในด้านของผู้ที่มีหุ้นอยู่ในระดับสูง อาจต้องพิจารณาลดพอร์ทลงมาบางส่วน โดยอาจเลือกขายหุ้นขนาดใหญ่ เป็นลำดับแรก แนะนำจังหวะให้ดัชนีย่อตัวลงมาก่อน จึงค่อยทยอยสะสมหุ้นรอบใหม่ มองกรอบแนวรับที่น่าสนใจอยู่ที่ 1,450 จุด”
นอกจากนี้ จะมีการยกเลิกความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียและแปซิฟิก หรือ ทีพีพี รวมทั้งมาตรการกีดกันทางการค้ากับจีน โดยจะส่งผลกระทบทางอ้อมมาถึงการส่งออกของไทย เนื่องจากสหรัฐฯเป็นคู่ค้าสำคัญของไทย รวมทั้งหลายอุตสาหกรรม เช่น ปิโตรเคมี เสื้อผ้า ชิ้นส่วนอิเลกทรอนิกส์ ที่จีนนำเข้าจากไทยไปผลิตต่อ ดังนั้น การส่งออกของไทยในปีหน้า จะขยายตัวลดลงเหลือ 0-1% จากเดิมคาการณ์ว่าน่าจะอยู่ที่ 2% ส่วนอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีหน้า จะต้องมีการทบทวนอีกครั้ง จากที่คาดไว้ 3.5%
ด้านผลกระทบต่อตลาดทุน เชื่อว่าจะเป็นเพียงแค่ระยะสั้นเท่านั้น สะท้อนได้จากการที่ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกปรับขึ้นเข้าสู่ภาวะปกติ หลังจากที่ปรับตัวลดลงอย่างแรงระหว่างที่มีการนับคะแนน ส่วนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด น่าจะชะลอตัวออกไปก่อน จากเดิมที่ตลาดคากว่าจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมนี้ คงจะเลื่อนเป็นปี 2560 หลังจากที่ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งและแถลงต่อสภาคองเกรสในวันที่ 20 มกราคม 2560
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน กล่าวว่า ความัดเจนก็คือตลาดพันธบัตรจะสู้หุ้นไม่ได้อย่างแน่นอน เนื่องจากนโยบายของทรัมป์หลายอย่างที่จะดำเนินการ พรรครีพลับบิกันน่าจะเห็นด้วย เช่น การปรับลดภาษี ,การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้นโยบายการคลัง โดยสิ่งที่จะตามมาก็คือสัดส่วนของหนี้ที่จะสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น เพราะฉะนั้น เชื่อว่าปี 60 การปรับขึ้นดอกเบี้ยจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ใน 61 มีโอกาสที่ดอกเบี้ยจะปรับขึ้นหลายครั้ง
ทั้งนี้ เมื่อดอกเบี้ยมีการปรับขึ้น ตลาดหุ้นก็จะได้รับอนิสงส์เพราะพันธบัตรจะไม่น่าสนใจ เนื่องจากผลตอบแทนไม่มาก มีแต่จะขาดทุนจากมูลค่าที่ลดลง โดยเวลานี้เงินทุนเอก็มีความพยายามที่จะโยกออกจากตลาดพันธบัตร เพื่อเข้าสู่ตลาดหุ้น โดยหากมองไปอีก 1 ปีข้างหน้า ตลาดหุ้นจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรอย่างแน่นอน โดยตลาดหุ้นไทยก็จะได้รับอนิสงส์จากนโยบายของทรัมป์ ขณะที่ไทยเองในปี 60 ก็เป็นปีที่รัฐบาลชุดปัจจุบันจะทำงานเป็นปีสุดท้ายก่อนที่จะมีรัฐบาลใหม่ เพราะฉะนั้น ก็จะมีการเร่งผลักดันโครงการทุกอย่างให้ออกมา
“หากปีหน้ามีการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างเต็มที่ และมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นก็จะมีความน่าสนใจ โดยตลาดไทยเป็นเพียงตลาดขนาดเล็ก ขอเพียงเศษเงินที่ออกมาจากตลาดพันธบัตรรัฐบาล และมาหาที่ลงในตลาดหุ้น ตลาดหุ้นจะพุ่งขึ้นอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นเวลานี้การกระจายเงินลงทุนจะทยอยออกจากตลาดพันธบัตรและมาเข้าสู่ตลาดหุ้นมากขึ้น”
นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งของสหรัฐฯจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและตลาดทุนน้อยมาก เพราะนโยบายด้านเศรษฐกิจของ ทรัมป์ ที่จะเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ เน้นการลงทุนสร้างคนอเมริกันให้มีงานทำ หากทำสำเร็จก็จะให้โลกไปสู่การเติบโตในรอบใหม่ และจะทำให้สภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯดีขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลกต่อเนื่องมายังไทยด้วย อย่างไรก็ดี ไทยจะต้องมีการปรับนโยบายด้านเศรษฐกิจ และการค้าให้สอดคล้องกับนโยบายของ ทรัมป์ เพื่อให้ได้รับประโยชน์
“นโยบายของ ทรัมป์ ที่ไม่เน้นการจัดสรรงงประมาณด้านอาวุธ จะเน้นสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ จะช่วยทำให้ความขัดแย้งระหว่างประเทศและความรุนแรงต่างๆลดน้อยลง สะท้อนได้จากประธานาธิบดีรัสเซีย แสดงความยินดีหลังจากผลการเลือกตั้งออกมา”
นายณัฐชาต เมฑมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัท หลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวว่า การที่ ทรัมป์ คว้าชัยชนะได้นั้นถือเป็นเรื่องผิดความคาดหมายของบริษัท และตลาดอย่างมาก และมองกรณีนี้แย่ที่สุด เนื่องจากการออกกฎหมายต่างๆที่เห็นชอบโดย ทรัมป์ จะดำเนินการได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ซึ่งกฎหมายแรกๆที่คาดว่าจะผลักดันออกมาโดยเร็ว คือ การปรับลดภาษีนิติยุคคลเหลือ 15% และการปรับลดภาษีเงินโอนกลับสู่ประเทศลดลงเหลือ 10% รวมถึงนโยบายที่จะเน้นการสร้างงานในประเทศ และการกีดกันทางการค้าต่างๆ ซึ่งมองว่าจะเป็นนโยบายที่เป็นผลลบต่อประเทศเกิดใหม่ในเชิงของกิจกรรมทางการค้าและตลาดทุน
อย่างไรก็ตาม คาดว่าในระยะสั้น ตลาดหุ้นและค้าเงินของประเทศเกิดใหม่จะปรับตัวลดลงมากกว่าประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐ แต่ข้อได้เปรียบของตลาดหุ้นไทย คือ ในช่วงที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติถือครองหุ้นไทยในระดับต่ำมากแล้ว ดังนั้นเมื่อพิจารณาระยะสั้น กลาง ยาว จึงไม่เห็นผลกระทบมากนัก ทั้งนี้ เมื่อประเมินความผันผวนของ ดัชนีจะไม่รุนแรงเท่ากับช่วงที่เกิดเหตุการณ์ในประเทศ เนื่องจากเพียงแค่การขายของนักลงทุนต่างชาติอย่างเดียว จะไม่มีนัยสำคัญเท่ากับกรณีแรงขายที่เกิดขึ้นของนักทุนในประเทศพร้อมกัน โดยประเมินดัชนีในช่วงที่เหลือของปีอยู่ที่ 1,430-1,450 จุด จากเดิมที่ 1,500 จุด ซึ่งประเมินว่า หากดัชนีลงไประดับนี้จริง มองเป็นจุดเพิ่มน้ำหนักการลงทุนที่สำคัญ
สำหรับมุมมองที่มีต่อตลาดหุ้นไทย มองว่าหุ้นขนาดใหญ่มีโอกาสกลับมาต่ำกว่าพื้นฐานตลาดไปจนถึงสิ้นปีนี้ เนื่องจากการคาดการณ์กระแสเงินทุนไหลเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญแล้ว และมองว่ายังมีปัจจัยกดดันเงินทุนไหลเข้าเพิ่มจากการที่ เฟด มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยในช่วงเดือนธันวาคมนี้ ด้านแรงซื้อกองทุน LTF/RMF ในช่วงสุดท้ายของปีนี้มองว่าคงไม่กระทบต่อดัชนีอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากความต้องการของนักลงทุนที่อาจลดลงจากระยะเวลาการถือครองที่นานมากขึ้น และระดับ Valuation ของตลาดที่สูงขึ้น รวมถึงการที่นักลงทุนสถาบันอาจเก็บเงินสดไว้บางส่วน เพื่อรองรับการไถ่ถอนกองทุน LTF ที่จะครบกำหนดอายุในช่วงต้นปีหน้า
ส่วนปัจจัยเสี่ยงล่าสุด คือ การปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐหลังจากที่ ทรัมป์ได้รับชัยชนะ ซึ่งเป็นไปตามที่คาดไว้ เนื่องจาก ทรัมป์ มีนโยบายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้จ่ายทางการคลังในระดับสูง และจะทำให้ต้องออกพันธบัตรอย่างมาก โดยเฉพาะพันธบัตรระยะยาวในช่วงถัดไป ล่าสุดผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ อายุ 10 ปี ปรับตัวมาอยู่ที่ระดับ 2% แล้ว ถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นปัจจัยกดดันดัชนีในมิติของส่วนต่างอัตราผลตอบแทน (Earning yield gap) ซึ่งล่าสุดบริษัทคำนวณระดับดัชนีที่เหมาะสมจากโมเดลไว้เพียง 1,450 จุด ส่วนปีหน้า มองไว้ที่ 1,580 จุด แต่ในส่วนของผลตอบแทนอาจไม่ดีเท่าปีนี้
“ในด้านของผู้ที่มีหุ้นอยู่ในระดับสูง อาจต้องพิจารณาลดพอร์ทลงมาบางส่วน โดยอาจเลือกขายหุ้นขนาดใหญ่ เป็นลำดับแรก แนะนำจังหวะให้ดัชนีย่อตัวลงมาก่อน จึงค่อยทยอยสะสมหุ้นรอบใหม่ มองกรอบแนวรับที่น่าสนใจอยู่ที่ 1,450 จุด”






