thansettakij
thansettakij
เจียเม้งลุยขยายนาแปลงใหญ่ 'ไม่มีเขาเราก็อยู่ไม่ได้'

เจียเม้งลุยขยายนาแปลงใหญ่ 'ไม่มีเขาเราก็อยู่ไม่ได้'

12 พ.ย. 59 | 07:00 น.
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เกษตรกรไทยต้องเผชิญกับปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำต่อเนื่อง จากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และสภาพดินฟ้าอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย ส่งผลให้มีรายได้น้อย ขณะที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว แรงงานภาคเกษตรมีแนวโน้มลดลง และมีการเคลื่อนย้ายสู่ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการที่มีรายได้ดีกว่ามากขึ้น จากปัญหาดังกล่าวนี้ จึงเป็นที่มานโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการปรับเปลี่ยนให้เกษตรกรไปสู่การทำเกษตรสมัยใหม่ ร่วมกันผลิตแบบแปลงใหญ่ ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยลดต้นทุน ช่วยเพิ่มผลผลิต และร่วมกันขายเพิ่มอำนาจต่อรอง

"ฐานเศรษฐกิจ" ฉบับนี้สัมภาษณ์พิเศษ “วัลลภ มานะธัญญา" ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท เจียเม้ง มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวคุณภาพ “ตราหงษ์ทอง” ทำตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคเอกชนที่เป็นส่วนร่วมในโครงการขับเคลื่อนเกษตรสมัยใหม่ประชารัฐ ถึงทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฎิบัติ

 ที่มาก่อนพลิกแปลงต้นแบบ

วัลลภ กล่าวว่า ก่อนที่จะมาเป็นโครงการแปลงใหญ่ประชารัฐ ที่มีนายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นหัวหัวหน้าทีมภาคเอกชนร่วมกับพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลป์ยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราและสหกรณ์ ที่เป็นหัวหน้าทีมฝ่ายราชการนั้น ทางเจียเม้ง ได้เริ่มโครงการหงษ์ทองนาหยอด นำร่องในเขตพื้นที่องค์การบริหารตำบล (อบต.) ตำบลโพนข่า อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ในปี 2557 มีการจัดทำลงนามบันทึกความเข้าใจ เอ็มโอยู พื้นที่ 2,000 ไร่ จากสมาชิกจำนวน 127 ราย แต่พอจะเริ่มปลูก ปรากฏว่า สมาชิกเหลืออยู่ แค่ 53 ราย พื้นที่นาหยอด เหลือแค่ 573 ไร่ คิดเป็น 30% เพราะส่วนใหญ่ขาดความมั่นใจในการทำนาหยอด และ สมาชิกในครอบครัวไม่เห็นด้วย จากไม่แน่ใจว่าจะได้ผลจริงหรือไม่ ขณะที่ผ่านมาชาวนาชินกับนาหว่านมากกว่า

“ผลการดำเนินงานเมื่อเปรียบเทียบระหว่างผลผลิตนาหยอด กับผลผลิตนาหว่าน พบว่าลดต้นทุนได้จริง ผลผลิตก็เพิ่มด้วย ยกตัวอย่าง การใช้เมล็ดพันธุ์ ในการหยอด จะใช้ 10-12 กิโลกรัมต่อไร่ แต่ถ้าเป็นนาหว่านต้องใช้เมล็ดพันธุ์ 25-30 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่ผลผลิตนาหยอด อยู่ที่ 559 กิโลกรัมต่อไร่ ส่วนผลผลิตนาหว่านอยู่ที่ 451 กิโลกรัมต่อไร่ ระหว่างนั้นทางเจ้าหน้าที่บริษัท จะลงไปถามชาวนาในโครงการถึงค่าใช้จ่ายจ่ายต่างๆ อาทิ ค่าหยอด ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าแรงงาน ค่าปุ๋ยเคมี ค่ารถเกี่ยว ก็จะเก็บรายละเอียดทั้งหมด นำทั้งหมดมาหารด้วยจำนวนไร่เฉลี่ย 53 ราย จากนั่นก็นำผลผลิตต่อเฉลี่ยไร่ มาหารเป็นต้นทุน เฉลี่ยได้เท่ากับ 2,398 บาทต่อไร่ ขณะที่นาหว่านต้นทุน 3,060 บาทต่อไร่ เทียบแล้วสามารถลดต้นทุนได้ถึง 18.83%”

วัลลภ กล่าวอีกว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าบริษัทดำเนินธุรกิจขายข้าวหอมมะลิ ทั้งในและต่างประเทศ ก็มานั่งคิดว่าจะทำอย่างไรให้ชาวนาเก่งระดับโลก ปลูกข้าวแข่งกับใครก็ได้ โดยโจทย์หลักคือ จะช่วยให้อาชีพนี้ยั่งยืนจะทำอย่างไร เพราะไม่มีเขาเราก็อยู่ไม่ได้ จึงเป็นที่มาของโครงการดังกล่าวนี้ นำแนวคิดสู่แผนปฎิบัติการ ก่อนที่จะให้ชาวนาเข้าร่วมโครงการ ทางบริษัทจะเก็บตัวอย่างดินของพื้นที่นมาตรวจ ช่วงทำการหยอดจะออกไปช่วยสมาชิกดูแลการหยอดให้ถูกวิธี ในรถที่จัดหาให้สมาชิก มีการติดตามเรื่องเปอร์เซ็นต์การงอกของเมล็ดพันธุ์ที่หยอด และ ผลการหยอดของเครื่องหยอดว่ามีประสิทธิภาพในการหยอด แนะนำการใช้สูตรปุ๋ยให้เหมาะกับคุณภาพของดิน รวมทั้งช่วงเก็บเกี่ยวจัดหารถเพื่ออำนวยความสะดวกให้ ที่สำคัญ ส่งเสริมอาชีพหลังการเก็บเกี่ยวและรับซื้อผลผลิตกับสมาชิก 100% ที่บริษัทสนับสนุนให้ปลูกจัดหาตลาดให้

“ในกรณีที่เกษตรกรไม่มีเงินลงทุนทางบริษัทให้สินเชื่อทางการเกษตรโดยหักจ่ายเมื่อเอาข้าวมาขาย ไม่มีดอกเบี้ยใดๆ บริษัท ให้สินเชื่อสมาชิก 53 ราย เพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายเป็นเงินทั้งสิ้น 714,000 บาท หักชำระคืนเมื่อมาขายข้าวเปลือก ที่ผมทำเพราะต้องการช่วยเหลือเกษตรกรจริงๆ ไม่ใช่เป็นโครงการซีเอสอาร์ (ความรับผิดชอบต่อสังคม) แต่เป็นความตั้งใจที่อยากจะช่วยเกษตรกร จะช่วยให้อาชีพนี้ยั่งยืนจะทำอย่างไร ไม่มีเขาเราก็อยู่ไม่ได้”

 เข้าสู่โครงการประชารัฐ

สาเหตุที่นำโครงการเข้าสู่ประชารัฐ เนื่องจากคุณอิสระ ประธานกรรมการหอการค้าไทย ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชนคณะทำงานเกษตรสมัยใหม่ รู้จักมาหลายปีแล้วเพราะท่านชอบเกษตร ผมก็ชอบเช่นเดียวกัน แต่ไม่ทราบว่าโครงการนี้ที่ผมมานี้ท่านรู้จักใคร ก็ได้เชิญผมให้ไปบรรยายในที่ประชุมว่าทำอะไรบ้าง พอฟังจบ เท่านั้นตบโต๊ะผางเลย นี่แหละ "โครงการประชารัฐ" จึงเป็นที่มาของการเข้าร่วมโครงการ

"ในปี 2559 มีเกษตรกรร่วมโครงการ จำนวน 744 ราย พื้นที่ 10,506 ไร่ แยกเป็น จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 465 ราย พื้นที่ 6,658 ไร่ จังหวัดอุบลราชธานี 279 ราย พื้นที่ 3,848 ไร่ ปรากฏว่าหยอดได้แค่ 5,497 ไร่ ส่วนที่เหลือหยอดไม่ได้ เพราะปีนี้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือฝนมาเร็ว เกษตรกรเตรียมดินไม่ทัน หยอดไม่ได้น้ำขังตลอด ผมบอกว่าไม่เป็นไร ให้เกษตรกรทำนาหว่านแบบเดิม แต่ให้ราคาต่ำกว่า เพราะคุณภาพข้าวสู้าหยอดไม่ได้”

ปัจจุบันบริษัทปล่อยสินเชื่อสมาชิกไป 1 ล้านกว่าบาท คาดว่าหลังสมาชิกเก็บเกี่ยวค่อยมาหักหนี้กันประมาณเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ความจริงแนวความคิดไม่ได้มีแผนแค่ 1 หมื่นไร่ แต่ตั้งเป้าในแต่ละจังหวัดจะทำให้ถึงแสนไร่ ในอนาคตการปล่อยเงินสินเชื่อจะเป็นหลักร้อยล้าน ผมอาจจะต้องนำระบบของอ้อยมาใช้โดยดึงธนาคารมาเข้าร่วมปล่อยสินเชื่อ เกษตรกรอาจจะต้องดอกเบี้ยนิดหน่อย เพราะถ้าตอนนั้นเป็นแสนไร่ บริษัทคงปล่อยสินเชื่อไม่ไหว

"แผนชาวนาจะอยู่กับผมไม่ใช่แค่ 1-2 ปีนะ จะอยู่ผม 3 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี ผมจะช่วยดึงเขาขึ้นมา แต่จะมาพึ่งเราอย่างเดียวไม่ได้ ชาวนาเองก็ต้องทำด้วย อันนี้เป็นแนวทางของเรา ต่อไปผมจะหาเครื่องไม้เครื่องมือ เช่น รถเกี่ยวข้าว บริษัทจะต้องมีรถไว้ครอบครอง รวมทั้งเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับชาวนาเพิ่มมากขึ้น มองว่าแผนระยะสั้น 1 หมื่นกว่าไร่ ผลผลิตต่อไร่ เก็บเกี่ยวไม่น้อยกว่า 500 กิโลกรัมต่อไร่ คาดว่าจะได้ผลผลิตรวมแค่ 5,000 ตัน
สำหรับเราต้องการพื้นที่เป็นแสนไร่ เพราะเจียเม้งใช้ข้าวสารอย่างน้อย ปีละ 1-2 แสนตันในการส่งออก ถ้าคิดเป็นข้าวเปลือกอย่างน้อย 6 แสนตัน จะต้องมีพื้นที่อย่างน้อย 1 ล้านไร่ที่จะเข้าร่วมโครงการในอนาคต ตรงนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ต้องกลัว ชาวนาปลูกเรารับซื้อหมด"

 เป้า 5 ปี 2 จังหวัด 2 แสนไร่

วัลลภ กล่าวว่า ในแผนระยะยาว 3-5 ปี ได้มีการตั้งเป้า 2 จังหวัดได้แก่ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี จะเพิ่มพื้นที่ให้เกษตรกรเข้าร่วมอย่างน้อยจังหวัดละ 1 แสนไร่ เป้าหมายคือ 1 ล้านไร่ เพราะถ้าโครงการดี เกษตรกรไม่ทิ้งเรา แล้วจะบอกต่อแบบปากต่อปาก แล้วอนาคตจะขยายไปจังหวัดร้อยเอ็ด เพราะปัจจุบันบริษัทไปเช่าโรงสีอยู่ที่นั้น

"การทำงานร่วมกับเกษตรกรจะตรงไปตรงมา บริษัทจะไม่ทำบาป ไม่โกง เอาเปรียบเราไม่ทำ ถือเป็นนโยบายหลักที่จะทำให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้มีความสุข แล้วถ้าไม่พอใจ จะไปขายตรงเลยก็ได้เราไม่ว่า ดังนั้น ในแง่การทำงานแบบนี้ผมว่ารัฐบาลเก่งมาก สุดยอดมาก ควรทำอย่างนี้แหละอย่าสอนให้ชาวนาแบมือแต่ขอ พยายามสอนให้ชาวนาพึ่งตนเองให้ได้ แล้วอยู่ให้ได้อย่างยั่งยืนด้วย นี่แหละแนวทางประชารัฐ ตรงกับเจียเม้ง เพราะผมก็อยากเห็นอาชีพทำนายั่งยืน"

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,208 วันที่ 10 - 12 พฤศจิกายน 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • business