
‘ซานตาเฟ่ฯ’ หั่นราคา 30% เล็งทุ่ม 100 ล้านขยาย 20 สาขาดันยอดปี 60 โต 35%
ซานตาเฟ่ ปรับแผนสู้ศึกธุรกิจร้านอาหารโค้งท้ายชะลอตัว เปิดเกมหั่นราคาเมนูอาหาร 30% กระตุ้นการจับจ่าย พร้อมลดโทนแคมเปญลงเพื่อความเหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศ แย้มปีหน้าเตรียมทุ่ม 100 ล้านบาท สยายปีกเพิ่ม 20 สาขา พร้อมชูกลยุทธ์ลดราคาต่อเนื่องหวังกระตุ้นการจับจ่ายผู้บริโภค หลังปีนี้ยอดขายพลาดเป้า 20%
นายสุรชัย ชาญอนุเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคที เรสทัวรองท์จำกัด ผู้บริหารร้านสเต๊กภายใต้แบรนด์ "ซานตาเฟ่สเต็ก" เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมจนถึงปัจจุบัน ภาพรวมธุรกิจร้านอาหารลดลง 25% และคาดว่าตลอดช่วงไตรมาส 4 ภาพรวมธุรกิจร้านอาหารจะลดลง 20% ขณะที่ทั้งปีคาดว่าจะลดลง 10% โดยปัจจัยหลักมาจากสภาพเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัวตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา กอปรกับสถานการณ์ในไตรมาส 4 ทำให้ผู้บริโภคไม่มีอารมณ์ในการจับจ่ายและออกมารับประทานอาหารนอกบ้านซึ่งคาดว่าจะส่งผลไปจนถึงช่วงเทศกาลปีใหม่ คริสมาสต์ที่จะถึงนี้ ซึ่งคาดการณ์ว่าธุรกิจร้านอาหารจะมียอดขายลดลง 25% จากปกติตลอดเดือนธันวาคมภาพรวมธุรกิจร้านอาหารเติบโต 20%
ทั้งนี้ในส่วนของบริษัทเองมีการปรับกลยุทธ์เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพจิตใจของประชาชนโดยรวม ด้วยการหันมาทำกิจกรรมทางการตลาดในรูปแบบบีโลว์เดอะไลน์แทนตลอดช่วง 4 เดือนนับจากนี้ ขณะเดียวกันยังหันมาให้ความสำคัญกับการจัดโปรโมชั่นลดราคาเมนูอาหารลงมาเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายของผู้บริโภค โดยมีการปรับลดราคาลง 30% จากปกติที่แคมเปญลดราคาของบริษัทมีการลดราคาสูงสุดเพียง 25% เท่านั้น เพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขายโค้งท้าย และยังมีการปรับคอนเซ็ปต์กิจกรรมหน้าร้าน ด้วยแคมเปญบีโลวเดอะไลน์ เพื่อลดโทนลงมาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในช่วงนี้อีกด้วย จากเดิมที่บริษัทมีการเตรียมแคมเปญ เพื่อฉลองเทศกาลปีใหม่ไว้เรียบร้อยแล้ว
“ กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักได้แก่ ร้านอาหารประเภทที่นัดกันมาทานเป็นหมู่คณะ เช่น สุกียากี้ชาบูชาบูเป็นต้น ขณะที่ร้านอาหารประเภทที่สามารถนั่งรับประทานได้คนเดียวไม่ได้รับผลกระทบเท่าไรนัก ทั้งนี้เนื่องมาจากสภาพจิตใจของประชาชนหรือกลุ่มผู้บริโภคยังไม่อยู่ในอารมณ์ของการพบปะสังสรรค์มากนัก”
ขณะที่ภาพรวมของธุรกิจร้านอาหารปีหน้า ประเมินว่าจะค่อนข้างซบเซาตลอดช่วง 6 – 12 เดือนและแม้จะอยู่ในสภาวะซบเซาแต่มองว่าธุรกิจร้านอาหารจะยังคงแข่งขันกันรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีทั้งผู้ประกอบการที่หายไปจากท้องตลาด ผู้ประกอบการที่ปิดตัวลง เป็นจำนวนมาก ซึ่งต้องยอมรับว่าธุรกิจร้านอาหารผู้ประกอบการหน้าใหม่เข้ามาแข่งขันในตลาดอย่างต่อเนื่อง และแม้จะมีแบรนด์ที่หายไปจากท้องตลาดเกือบทุกปีแต่จากการที่หลายคนให้ความสนใจในธุรกิจร้านอาหารส่งผลให้มีแบรนด์ใหมเข้ามาทำตลาดทุกๆปี โดยเฉพาะภายหลังจากที่มีการเปิดเออีซี ที่มีแบรนด์จากต่างชาติทะลักเข้ามาทำตลาดจำนวนมาก และยิ่งส่งผลให้ตลาดมีการแข่งขันที่สูงขึ้น เพราะหากแบรนด์ไหนปรับตัวไม่ทันก็มีโอกาสสูญหายไปจากตลาดได้ง่าย
สำหรับแผนงานของบริษัทเพื่อรองรับการแข่งขันในปีหน้า จะให้ความสำคัญกับการนำกลยุทธ์ทางการด้านการลดราคาเข้ามาใช้เพื่อรกะตุ้นการจับจ่ายของผู้บริโภค ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนเพิ่มเมนูใหม่กว่า 20 รายการ จากปีนี้ที่มีเมนูใหม่เพียง 10 รายการ นอกจากนี้ยังได้เตรียมงบประมาณ 100 ล้านบาท ในการขยายสาขาเพิ่ม 20 สาขา จากปีนี้ที่มีการขยายสาขา 15 สาขา แบ่งเป็นสาขาที่บริษัทลงทุนเอง 10 สาขา และสาขาในรูปแบบแฟรนไชส์ 10 สาขา ซึ่งจะส่งผลให้มีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 111 สาขาในปีหน้า
อย่างไรก็ตามในส่วนของยอดขายในปีนี้คาดว่าจะต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 20% จากเป้าหมายเดิมที่คาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้น 40% จากปีก่อน ทั้งนี้เป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกจิจที่ชะลอตัวมาตั้งแต่ต้นปี ส่วนเป้าหมายในปีหน้าตั้งเป้าที่จะเติบโต 35% หรือคิดเป็นยอดขายราว 2,500 ล้านบาท
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,208 วันที่ 10 - 12 พฤศจิกายน 2559
นายสุรชัย ชาญอนุเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคที เรสทัวรองท์จำกัด ผู้บริหารร้านสเต๊กภายใต้แบรนด์ "ซานตาเฟ่สเต็ก" เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมจนถึงปัจจุบัน ภาพรวมธุรกิจร้านอาหารลดลง 25% และคาดว่าตลอดช่วงไตรมาส 4 ภาพรวมธุรกิจร้านอาหารจะลดลง 20% ขณะที่ทั้งปีคาดว่าจะลดลง 10% โดยปัจจัยหลักมาจากสภาพเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัวตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา กอปรกับสถานการณ์ในไตรมาส 4 ทำให้ผู้บริโภคไม่มีอารมณ์ในการจับจ่ายและออกมารับประทานอาหารนอกบ้านซึ่งคาดว่าจะส่งผลไปจนถึงช่วงเทศกาลปีใหม่ คริสมาสต์ที่จะถึงนี้ ซึ่งคาดการณ์ว่าธุรกิจร้านอาหารจะมียอดขายลดลง 25% จากปกติตลอดเดือนธันวาคมภาพรวมธุรกิจร้านอาหารเติบโต 20%
ทั้งนี้ในส่วนของบริษัทเองมีการปรับกลยุทธ์เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพจิตใจของประชาชนโดยรวม ด้วยการหันมาทำกิจกรรมทางการตลาดในรูปแบบบีโลว์เดอะไลน์แทนตลอดช่วง 4 เดือนนับจากนี้ ขณะเดียวกันยังหันมาให้ความสำคัญกับการจัดโปรโมชั่นลดราคาเมนูอาหารลงมาเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายของผู้บริโภค โดยมีการปรับลดราคาลง 30% จากปกติที่แคมเปญลดราคาของบริษัทมีการลดราคาสูงสุดเพียง 25% เท่านั้น เพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขายโค้งท้าย และยังมีการปรับคอนเซ็ปต์กิจกรรมหน้าร้าน ด้วยแคมเปญบีโลวเดอะไลน์ เพื่อลดโทนลงมาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในช่วงนี้อีกด้วย จากเดิมที่บริษัทมีการเตรียมแคมเปญ เพื่อฉลองเทศกาลปีใหม่ไว้เรียบร้อยแล้ว
“ กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักได้แก่ ร้านอาหารประเภทที่นัดกันมาทานเป็นหมู่คณะ เช่น สุกียากี้ชาบูชาบูเป็นต้น ขณะที่ร้านอาหารประเภทที่สามารถนั่งรับประทานได้คนเดียวไม่ได้รับผลกระทบเท่าไรนัก ทั้งนี้เนื่องมาจากสภาพจิตใจของประชาชนหรือกลุ่มผู้บริโภคยังไม่อยู่ในอารมณ์ของการพบปะสังสรรค์มากนัก”
ขณะที่ภาพรวมของธุรกิจร้านอาหารปีหน้า ประเมินว่าจะค่อนข้างซบเซาตลอดช่วง 6 – 12 เดือนและแม้จะอยู่ในสภาวะซบเซาแต่มองว่าธุรกิจร้านอาหารจะยังคงแข่งขันกันรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีทั้งผู้ประกอบการที่หายไปจากท้องตลาด ผู้ประกอบการที่ปิดตัวลง เป็นจำนวนมาก ซึ่งต้องยอมรับว่าธุรกิจร้านอาหารผู้ประกอบการหน้าใหม่เข้ามาแข่งขันในตลาดอย่างต่อเนื่อง และแม้จะมีแบรนด์ที่หายไปจากท้องตลาดเกือบทุกปีแต่จากการที่หลายคนให้ความสนใจในธุรกิจร้านอาหารส่งผลให้มีแบรนด์ใหมเข้ามาทำตลาดทุกๆปี โดยเฉพาะภายหลังจากที่มีการเปิดเออีซี ที่มีแบรนด์จากต่างชาติทะลักเข้ามาทำตลาดจำนวนมาก และยิ่งส่งผลให้ตลาดมีการแข่งขันที่สูงขึ้น เพราะหากแบรนด์ไหนปรับตัวไม่ทันก็มีโอกาสสูญหายไปจากตลาดได้ง่าย
สำหรับแผนงานของบริษัทเพื่อรองรับการแข่งขันในปีหน้า จะให้ความสำคัญกับการนำกลยุทธ์ทางการด้านการลดราคาเข้ามาใช้เพื่อรกะตุ้นการจับจ่ายของผู้บริโภค ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนเพิ่มเมนูใหม่กว่า 20 รายการ จากปีนี้ที่มีเมนูใหม่เพียง 10 รายการ นอกจากนี้ยังได้เตรียมงบประมาณ 100 ล้านบาท ในการขยายสาขาเพิ่ม 20 สาขา จากปีนี้ที่มีการขยายสาขา 15 สาขา แบ่งเป็นสาขาที่บริษัทลงทุนเอง 10 สาขา และสาขาในรูปแบบแฟรนไชส์ 10 สาขา ซึ่งจะส่งผลให้มีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 111 สาขาในปีหน้า
อย่างไรก็ตามในส่วนของยอดขายในปีนี้คาดว่าจะต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 20% จากเป้าหมายเดิมที่คาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้น 40% จากปีก่อน ทั้งนี้เป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกจิจที่ชะลอตัวมาตั้งแต่ต้นปี ส่วนเป้าหมายในปีหน้าตั้งเป้าที่จะเติบโต 35% หรือคิดเป็นยอดขายราว 2,500 ล้านบาท
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,208 วันที่ 10 - 12 พฤศจิกายน 2559






