
ไทยยูเนี่ยนประกาศยอดขายไตรมาสที่ 3 แตะ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) รายงานยอดขายรวมของกลุ่มบริษัท ในไตรมาสที่ 3 ประจำปี 2559 เพิ่มขึ้น 7.7 เปอร์เซ็นต์ จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน สามารถทำยอดขายรวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้ถึง 35,128 ล้านบาท หรือ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯในไตรมาสนี้ นับเป็นไตรมาสที่สองติดต่อกันที่ไทยยูเนี่ยนกรุ๊ป สามารถรายงานยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์
กำไรขั้นต้นลดลง 12.4 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสที่สามของปีนี้ ในขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นเท่ากับ 14.1 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับ 17.3 เปอร์เซ็นต์ซึ่งเป็นอัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาสที่ 3 ปี 2558 ในไตรมาสนี้ กำไรขั้นต้นและอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงเป็นผลมาจากวัตถุดิบปลาแซลมอนมีราคาสูงต่อเนื่อง และราคาวัตถุดิบปลาทูน่าที่สูงกว่าที่คาดไว้ ในขณะที่มีผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนเท่ากับ 30 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การควบคุมต้นทุนต่าง ๆ อย่างเข้มงวด มีส่วนช่วยลดผลกระทบจากราคาวัตถุดิบที่สูงและผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าว ทำให้อัตราค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารต่อยอดขายเท่ากับ 8.7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 4 ปี รวมทั้งเป็นผลกระทบที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงาน ดังนั้น กำไรสุทธิยังคงอยู่ในระดับคงที่ ลดลงเพียง 1.9 เปอร์เซ็นต์ จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และกำไรสุทธิรวมทั้งสิ้น 1,594 ล้านบาท
ในช่วงระยะเวลา 9 เดือนที่ผ่านมา (เดือนมกราคมถึงเดือนกันยายน 2559) ยอดขายในสหรัฐอเมริกายังคงมีบทบาทสำคัญต่อรายได้ของบริษัทอย่างต่อเนื่อง คิดเป็น 39 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายทั้งหมด ตลาดในประเทศคิดเป็น 8 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายทั้งหมด ในขณะที่ตลาดยุโรปคิดเป็น 33 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 29.4 เปอร์เซ็นต์ในปี 2558 ทั้งปี ยอดขายในญี่ปุ่นคิดเป็น 6 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายทั้งหมด
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป กล่าวว่าจากตัวเลขยอดขายในไตรมาสนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการผลิตภัณฑ์ของเราที่มีอยู่สูง ถึงแม้ว่าสถานการณ์ของตลาดยังมีความท้าทายในเรื่องวัตถุดิบและสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ดีอย่างต่อเนื่องในตลาดหลากหลายแห่งทั่วโลก ถึงแม้สถานการณ์จะเป็นเช่นนั้น เรายังสามารถทำกำไรได้อย่างแข็งแกร่ง แม้จะมีข้อจำกัดด้านตลาดมากยิ่งขึ้น
ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2559 ยอดขายจากแบรนด์ของไทยยูเนี่ยนยังคงที่เช่นเดิมคือคิดเป็น 43 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายทั้งหมด ที่เหลือมาจากธุรกิจรับจ้างผลิต สำหรับยอดขายธุรกิจอาหารทะเลแช่เยือกแข็งและแช่เย็นประจำไตรมาสที่ 3 ปี 2559 เพิ่มขึ้นถึง 15.1 พันล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 14.7 เปอร์เซ็นต์จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ยอดขายที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากการรวมกิจการของเชซ์ นูส์ (Chez Nous) เข้าเป็นส่วนหนึ่งของไทยยูเนี่ยนในไตรมาสที่ 3 นอกจากนี้การส่งออกกุ้งของบริษัทดีขึ้น รวมทั้งการรวมรายได้จาก รูเก้น ฟิช (Rugen Fisch) ในประเทศเยอรมนี นอกจากนี้ยอดขายจากสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงและสินค้ามูลค่าเพิ่ม ก็เพิ่มขึ้น 5,257 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 28.3 เปอร์เซ็นต์ จากปีที่แล้ว
กำไรขั้นต้นลดลง 12.4 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสที่สามของปีนี้ ในขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นเท่ากับ 14.1 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับ 17.3 เปอร์เซ็นต์ซึ่งเป็นอัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาสที่ 3 ปี 2558 ในไตรมาสนี้ กำไรขั้นต้นและอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงเป็นผลมาจากวัตถุดิบปลาแซลมอนมีราคาสูงต่อเนื่อง และราคาวัตถุดิบปลาทูน่าที่สูงกว่าที่คาดไว้ ในขณะที่มีผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนเท่ากับ 30 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การควบคุมต้นทุนต่าง ๆ อย่างเข้มงวด มีส่วนช่วยลดผลกระทบจากราคาวัตถุดิบที่สูงและผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าว ทำให้อัตราค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารต่อยอดขายเท่ากับ 8.7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 4 ปี รวมทั้งเป็นผลกระทบที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงาน ดังนั้น กำไรสุทธิยังคงอยู่ในระดับคงที่ ลดลงเพียง 1.9 เปอร์เซ็นต์ จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และกำไรสุทธิรวมทั้งสิ้น 1,594 ล้านบาท
ในช่วงระยะเวลา 9 เดือนที่ผ่านมา (เดือนมกราคมถึงเดือนกันยายน 2559) ยอดขายในสหรัฐอเมริกายังคงมีบทบาทสำคัญต่อรายได้ของบริษัทอย่างต่อเนื่อง คิดเป็น 39 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายทั้งหมด ตลาดในประเทศคิดเป็น 8 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายทั้งหมด ในขณะที่ตลาดยุโรปคิดเป็น 33 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 29.4 เปอร์เซ็นต์ในปี 2558 ทั้งปี ยอดขายในญี่ปุ่นคิดเป็น 6 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายทั้งหมด
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป กล่าวว่าจากตัวเลขยอดขายในไตรมาสนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการผลิตภัณฑ์ของเราที่มีอยู่สูง ถึงแม้ว่าสถานการณ์ของตลาดยังมีความท้าทายในเรื่องวัตถุดิบและสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ดีอย่างต่อเนื่องในตลาดหลากหลายแห่งทั่วโลก ถึงแม้สถานการณ์จะเป็นเช่นนั้น เรายังสามารถทำกำไรได้อย่างแข็งแกร่ง แม้จะมีข้อจำกัดด้านตลาดมากยิ่งขึ้น
ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2559 ยอดขายจากแบรนด์ของไทยยูเนี่ยนยังคงที่เช่นเดิมคือคิดเป็น 43 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายทั้งหมด ที่เหลือมาจากธุรกิจรับจ้างผลิต สำหรับยอดขายธุรกิจอาหารทะเลแช่เยือกแข็งและแช่เย็นประจำไตรมาสที่ 3 ปี 2559 เพิ่มขึ้นถึง 15.1 พันล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 14.7 เปอร์เซ็นต์จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ยอดขายที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากการรวมกิจการของเชซ์ นูส์ (Chez Nous) เข้าเป็นส่วนหนึ่งของไทยยูเนี่ยนในไตรมาสที่ 3 นอกจากนี้การส่งออกกุ้งของบริษัทดีขึ้น รวมทั้งการรวมรายได้จาก รูเก้น ฟิช (Rugen Fisch) ในประเทศเยอรมนี นอกจากนี้ยอดขายจากสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงและสินค้ามูลค่าเพิ่ม ก็เพิ่มขึ้น 5,257 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 28.3 เปอร์เซ็นต์ จากปีที่แล้ว






