thansettakij
thansettakij
‘ไฮเออร์’ชูคอนเซ็ปต์ใหม่ ‘Business Intelligence’

‘ไฮเออร์’ชูคอนเซ็ปต์ใหม่ ‘Business Intelligence’

07 พ.ย. 59 | 06:00 น.
กว่า 14 ปีที่กลุ่มบริษัทไฮเออร์ฯแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่จากแดนมังกรเข้ามาบุกตลาดพร้อมตั้งฐานการผลิต ในเมืองไทย แม้แบรนด์จะยังไม่ขึ้นแท่นเป็นเบอร์ 1 ในใจคนไทยตามเป้าหมายที่คาดหวังไว้ หรือการก้าวสู่ความเป็นท็อป 3 ในตลาด แต่ก็ยังเติบโต ท่ามกลางอุปสรรคสำคัญในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าเมืองไทยที่ถูกผูกขาดโดย มหาอำนาจเครื่องใช้ไฟฟ้าจากญี่ปุ่นและเกาหลีมายาวนาน กอปรกับภาพลักษณ์ของสินค้าจีนสำหรับชาวไทยแล้วยังไม่เป็นที่ประทับใจเท่าที่ควร ยังเป็นโจทย์ใหญ่ “ไฮเออร์” จะต้องหาทางออกให้ได้

แต่ทว่าในตลาดระดับโลกแล้วแล้วชื่อของไฮเออร์ได้รับการยอมรับมานานกว่า 32 ปี พร้อมรั้งอันดับ 1 แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน 7 ปีซ้อน โดยไฮเออร์มีส่วนแบ่งการตลาด 9.8% ของปริมาณการค้าปลีกทั่วโลกในปีที่ผ่านมา (จากการสำรวจโดยยูโรมอนิเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล)

 ลั่นอีก 3-5 ปีครองแชร์ตามเป้า

“ปัจจุบันกลุ่มลูกค้าชาวไทยเชื่อมั่นและยอมรับแบรนด์สินค้าจากจีนมากยิ่งขึ้น แต่ก็ยังน้อยกว่าแบรนด์จากประเทศเกาหลีและญี่ปุ่น ซึ่งตรงจุดนี้เองที่บริษัทต้องพยายามสร้างแบรนด์และความเชื่อมั่นผ่านสินค้าที่มีคุณภาพ และราคาถูกว่าคู่แข่ง 5% ไปยังกลุ่มผู้บริโภค โดยมั่นใจว่าอีก 3-5 ปีข้างหน้าจะสามารถครองส่วนแบ่งทางการตลาดในเมืองไทยได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้” นั่นคือแผนแม่บทของไฮเออร์ในการปูพรมรุกตลาดเมืองไทยที่เน้นการสร้างภาพลักษณ์ของใหม่ของแบรนด์ ภายใต้การนำทัพของ “หยาง เสี้ยวหลิน” ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทไฮเออร์ ประเทศไทยฯ เคยกล่าวไว้เมื่อครั้งเข้ามารับตำแหน่งในประเทศไทยใหม่ๆ

ล่าสุด “ไฮเออร์” ได้เผยแนวคิดการดำเนินธุรกิจแบบอัจฉริยะ ด้วยการเปิดโรงงานอัจฉริยะหรือ Interconnection Factory ซึ่งเป็นต้นแบบของระบบการผลิตที่พัฒนาขึ้นโดยไฮเออร์ รวมถึงระบบวิเคราะห์ธุรกิจอัฉริยะ (Business Intelligence) เพื่อสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้ใน Industry 4.0 ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีทั้ง โรงงานผลิตตู้เย็นในเสิ่นหยาง โรงงานผลิตเครื่องปรับอากาศในเจิ้งโจว และโรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในฝอซาน ซึ่งเชื่อมโยงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน หุ้นส่วน ลูกค้า ผู้บริโภคหรือกระทั่งซัพพลายเออร์เข้าไว้ด้วยกัน

[caption id="attachment_111730" align="aligncenter" width="320"] ตู้ จิ้งกั๋ว ตู้ จิ้งกั๋ว[/caption]

 เปิดแนวคิดปูพรมรุกอาเซียน

นายตู้ จิ้งกั๋ว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ไฮเออร์ เอเชีย เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานในภูมิภาคอาเซี่ยนนับจากนี้จะเน้นรูปแบบการตลาดที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศเวียดนามบริษัทประสบความสำเร็จในแง่ของยอดขายได้เป็นอย่างดี จนสามารถครองส่วนแบ่งทางการตลาดได้กว่า 30% ขึ้นเป็นผู้นำตลาดในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีการนำแบรนด์อื่นในเครือเข้าไปทำตลาด หรือที่บริษัทเรียกว่าการทำตลาดแบบ Duo Brand โดยมีการนำแบรนด์อควา (AQUA) ซึ่งถือเป็นแบรดน์ระดับพรีเมี่ยมที่สร้างขึ้นมาหลังจากควบรวมกิจการซันโยเมื่อปี 2554 แต่ขณะเดียวกันในส่วนของประเทศฟิลิลปปินส์ยังมาประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งบริษัทจำเป็นต้องมีการปรับทิศทางการดำเนินงานเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพตลาด

“ในไทยเราก็มีแผนทำตลาดแบบ Duo Brand เช่นกัน แต่ยังไม่มีแผนงานที่ชัดเจน เบื้องต้นคงต้องดูความพร้อมของตลาดในไทยเสียก่อน ซึ่งต้องมีการศึกษาตลาดให้ดี เพราะทุกผลิตภัณฑ์คือการลงทุน ซึ่งในส่วนของประเทศไทยเองในช่วงปี 2559-2560 จะเป็นช่วงของการโฟกัสการทำตลาดในส่วนของแบรนด์ไฮเออร์ให้แข็งแกรงเสียก่อน ซึ่งมองว่าตลาดไทยมีมีศักยภาพทางการเติบโตที่ดี เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมหลายอย่างเริ่มมีเสถียรภาพแล้ว ขณะที่การแข่งขันในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในเมืองไทยต่อไปจะมีการแข่งขันที่สูงขึ้น ซึ่งมาจาก 3 ชาติหลัก ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลี และจีน โดยเฉพาะแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าจากประเทศจีนที่จมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จกาปัจจุบันที่ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าเมืองไทยมีแบรนด์จากญี่ปุ่นและยุโรปเป็นหลัก”

อย่างไรก็ตามสำหรับรายได้ของบริษัทในภูมิภาคอาเซี่ยนปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 600 ล้านเหรียญดอลล่าสหรัฐ จากรายได้ในภูมิภาคเอเชียทั้งหมดอยู่ที่ 1,500 ล้านเหรียญดอลล่าสหรัฐ จากรายได้ทั่วโลกอยู่ที่รายได้ 30.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และมีผลกำไร 2.89 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

M21320702  โรงงานอัจฉริยะสู่แนวคิด “Business Intelligence”

นอกจากนี้เมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมาบริษัทเปิดตัวโรงงานผลิตเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ “โรงงาน Central Air Conditioner” ที่เมืองเจิ้งโจวภายใต้งบประมาณการลงทุน 400 ล้านหยวน บนพื้นที่ 4หมื่นตร.ม. ซึ่งเป็นรูปแบบโรงงานอัจฉริยะ เป็นแห่งที่ 8 ขึ้น หรือ Interconnection Factory ซึ่งเป็นต้นแบบของระบบการผลิตที่พัฒนาขึ้นโดยไฮเออร์ รวมถึงระบบวิเคราะห์ธุรกิจอัฉริยะ (Business Intelligence) โดยมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 3.38 แสนเครื่องต่อปี ซึ่งมีข้อดีคือสามารถลดของเสียจากการผลิตได้ 35% ลดการสูญเสีย 80% อีกทั้งยังสามารถทำงานได้เร็วขึ้นทั้งระบบ 50% ทั้งนี้แผนงานดังกล่าวเพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้ใน Industry 4.0 ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีทั้ง โรงงานผลิตตู้เย็นในเสิ่นหยาง และโรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในฝอซาน เป็นต้น

แนวโน้มในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนของโลกมีความเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก ผู้บริโภคใช้อินเตอร์เนตกันมากขึ้นในการเลือกสรรผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการเฉพาะตัว โดยระบบการผลิตในอุตสาหกรรมที่เป็นระบบปิดและล้าสมัยไม่สามารถที่จะสนองความต้องการที่เกิดขึ้นได้อีกต่อไป ซึ่งบริษัทต่างๆ จึงจำเป็นต้องรับฟังและตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคเพื่อที่จะสร้างความโดดเด่นในตลาดสินค้า แม้ว่าตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนทั่วโลกจะมีการเติบโตไม่มากนัก แต่ไฮเออร์ก็สามารถรักษาตำแหน่งผู้นำในธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนไว้ได้ ด้วยการปรับโมเดลทางธุรกิจเพื่อตอบรับยุคอินเทอร์เนตและความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน อาทิ Interconnection Factory ซึ่งเป็นต้นแบบของระบบการผลิตที่พัฒนาขึ้นโดยไฮเออร์ รวมถึงระบบวิเคราะห์ธุรกิจอัฉริยะ (Business Intelligence) เพื่อสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้ใน Industry 4.0

 ทุ่ม 300 ล.ขยายโรงงานรุกตลาดพรีเมี่ยม

ด้านนายหยาง เสี้ยวหลิน ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทไฮเออร์ ประเทศไทย เผยว่า สำหรับแผนงานในปีหน้า บริษัทได้เตรียมใช้งบประมาณในการลงทุน 300 ล้านบาทในการขยายกำลังการผลิตที่โรงงานในประเทศไทย เพื่อขยายไลน์การผลิตสินค้าใหม่ในกลุ่มพรีเมี่ยมรุกตลาดเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ เป็นต้น โดยวางเป้าหมายเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดในประเทศไทยปีหน้าติดท็อป 3 ในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าเมืองไทยจากปัจจุบันส่วนแบ่งทางการตลาดสำหรับภาพรวมแบรนด์ในทุกกลุ่มสินค้าของบริษัทอยู่ในลำดับท็อป 10

ขณะที่แผนการสร้างไทยเป็นฐานการส่งออก (HUB) ไปยังภูมิภาคอาเซี่ยนนั้นมองว่าหลังจากที่แบรนด์สามารถขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่งในใองไทยได้แล้ว ก็พร้อมที่จะขยายฐานการผลิตสู่การเป็นฮับของภูมิภาคได้

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,207 วันที่ 6 - 9 พฤศจิกายน 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • business