
ปรับโมเดลโตดับเบิลดิจิต เอฟเอ็น เอ๊าท์เลท ขยายปีละ 2 แห่ง
“เอฟเอ็น” ปรับโมเดลเอาต์เล็ตคอนเซ็ปต์ใหม่ รวมที่ช็อป กิน เที่ยวในที่เดียวครบ ลุยเดินหน้าขยายปีละ 2 แห่งตามเส้นทางแหล่งท่องเที่ยวด้วยงบลงทุนปีละ 100-120 ล้าน ล่าสุดเปิดสาขา 8 ที่อยุธยา พร้อมวางเป้าหมายสาขาใหม่ช่วยสร้างการเติบโต 2 ดิจิต หลังปรับธุรกิจสู่บริษัทมหาชน
นายเบญจ์เยี่ยม ส่งวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอฟเอ็น แฟคตอรี่ เอ๊าท์เลท จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเอาต์เล็ตแบรนด์เอฟเอ็น (FN) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ทิศทางการดำเนินธุรกิจว่า ได้ปรับโมเดลเอาต์เล็ตเอฟเอ็นใหม่ เพื่อใช้เป็นรูปแบบในการขยายสาขาแห่งใหม่ ด้วยคอนเซ็ปต์รวมสถานที่ซื้อสินค้า ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยวไว้ด้วยกัน จากก่อนหน้าที่เน้นพื้นที่ขายสินค้าแฟชั่นและของใช้ในบ้านเป็นหลัก โดยการขยายสาขาในรูปแบบดังกล่าวจะใช้เม็ดเงินลงทุน 100-120 ล้านบาทต่อสาขา และวางแผนขยายสาขาปีละ 2 แห่ง เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องแบบก้าวกระโดด ภายหลังที่ได้นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
สำหรับโมเดลดังกล่าวจะมีพื้นที่ใช้สอยทั้งหมด 1 หมื่นตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่ขาย 5,000 ตารางเมตร และพื้นที่เช่าอีก 1,000-2,000 ตารางเมตร ที่ประกอบด้วยร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งเปิดให้บุคคลสนใจเข้ามาเช่าเพื่อจัดทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและถ่ายรูป ขณะที่สาขาเดิมจำนวน 7 แห่ง ได้เริ่มทยอยปรับพื้นที่ให้เป็นคอนเซ็ปต์ดังกล่าวบ้างแล้วที่สาขาหัวหินและปากช่อง ซึ่งใช้งบประมาณการปรับปรุง 7-10 ล้านบาทต่อสาขา ส่วนสาขาที่เหลือจะทยอยปรับอย่างต่อเนื่องปีละ 1-2 แห่ง
ล่าสุด บริษัทได้เตรียมเปิดให้บริการเอาต์เล็ตเอฟเอ็น สาขาที่ 8 ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ด้วยคอนเซ็ปต์ใหม่ ที่ใช้สโลแกน “คัดสรรเพื่อชีวิตที่ใช่” บนเนื้อที่ 10 ไร่ ใช้งบประมาณการงทุน 100-120 ล้านบาท ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งจะเป็นสาขาแรกที่มีร้านกาแฟสตาร์บัคส์ ในรูปแบบไดรฟ์ธรู และมีร้านอาหารใหม่เปิดให้บริการ 3 ร้าน ได้แก่ ร้านซูเช็ก (SUZETTE) เป็นร้านจำหน่ายอาหารตะวันตกผสมตะวันออกในเมนูเดียวกัน ร้านย่างกุ้ง จำหน่ายเมนูอาหารเกี่ยวกับกุ้ง และร้านก๋วยเตี๋ยวที่ผู้ประกอบการอยู่ระหว่างคิดชื่อร้าน
“บริษัทได้เริ่มรีแบรนด์องค์กรตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีการปรับโลโกใหม่เล็กน้อย และใช้คอนเซ็ปต์ใหม่ในการขยายสาขา รวมถึงได้เพิ่มบุคลากรมืออาชีพเข้ามาทั้งด้านการเงิน และการตลาด เพื่อสนองการเจริญเติบโต มีการแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระเพิ่มเข้ามา 5 คน จากคณะกรรมการบริษัททั้งสิ้น 10 คน และการเพิ่มคณะอนุกรรมการอีก 4 คณะ อาทิ คณะอนุกรรมการด้านการตรวจสอบ คณะอนุกรรมการบริหารความเสี่ยง เป็นต้น ซึ่งนับจากนี้ธุรกิจจะเติบโตด้วยเลขสองหลัก และเป็นการเติบโตจากการขยายสาขาใหม่ หลังจากช่วงที่ผ่านมาเติบโตตามภาวะเศรษฐกิจ 3-5%”
สำหรับเป้าหมายผลการดำเนินงานในปีนี้คาดว่าจะรักษาการเติบโตเป็นไปตามทิศทางเศรษฐกิจ จากปีที่ผ่านมาทำยอดขายได้ 1,000 ล้านบาท ซึ่งทิศทางธุรกิจค้าปลีกตามพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว ยังเชื่อว่าจะเติบโตต่อเนื่อง เพราะพฤติกรรมคนไทยยังนิยมเดินทางท่องเที่ยวและซื้อสินค้า ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทเนื่องจากมีสาขาอยู่เส้นทางการเดินทางท่องเที่ยว และจำหน่ยสินค้าแฟชั่นและของใช้ภายในบ้าน ส่วนภาวะการแข่งขันในปัจจุบัน ถือว่าส่งผลดีที่ช่วยในด้านการกระตุ้นตลาดให้เติบโตและดึงให้กลุ่มลูกค้าเข้าใช้บริการเพิ่มมากขึ้นด้วย
ล่าสุด บริษัทได้แต่งตั้งผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นสามัญ จำนวน 250 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท หรือคิดเป็นมูลค่า 125 ล้านบาท ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนิตี้ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด โดยเคาะราคา ไอพีโอ ที่ 3.88 บาทต่อหุ้น และเตรียมเปิดจองวันที่ 7- 9 พฤศจิกายนนี้ และมีกำหนดการที่จะเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(SET) ในวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,207 วันที่ 6 - 9 พฤศจิกายน 2559
นายเบญจ์เยี่ยม ส่งวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอฟเอ็น แฟคตอรี่ เอ๊าท์เลท จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเอาต์เล็ตแบรนด์เอฟเอ็น (FN) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ทิศทางการดำเนินธุรกิจว่า ได้ปรับโมเดลเอาต์เล็ตเอฟเอ็นใหม่ เพื่อใช้เป็นรูปแบบในการขยายสาขาแห่งใหม่ ด้วยคอนเซ็ปต์รวมสถานที่ซื้อสินค้า ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยวไว้ด้วยกัน จากก่อนหน้าที่เน้นพื้นที่ขายสินค้าแฟชั่นและของใช้ในบ้านเป็นหลัก โดยการขยายสาขาในรูปแบบดังกล่าวจะใช้เม็ดเงินลงทุน 100-120 ล้านบาทต่อสาขา และวางแผนขยายสาขาปีละ 2 แห่ง เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องแบบก้าวกระโดด ภายหลังที่ได้นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
สำหรับโมเดลดังกล่าวจะมีพื้นที่ใช้สอยทั้งหมด 1 หมื่นตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่ขาย 5,000 ตารางเมตร และพื้นที่เช่าอีก 1,000-2,000 ตารางเมตร ที่ประกอบด้วยร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งเปิดให้บุคคลสนใจเข้ามาเช่าเพื่อจัดทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและถ่ายรูป ขณะที่สาขาเดิมจำนวน 7 แห่ง ได้เริ่มทยอยปรับพื้นที่ให้เป็นคอนเซ็ปต์ดังกล่าวบ้างแล้วที่สาขาหัวหินและปากช่อง ซึ่งใช้งบประมาณการปรับปรุง 7-10 ล้านบาทต่อสาขา ส่วนสาขาที่เหลือจะทยอยปรับอย่างต่อเนื่องปีละ 1-2 แห่ง
ล่าสุด บริษัทได้เตรียมเปิดให้บริการเอาต์เล็ตเอฟเอ็น สาขาที่ 8 ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ด้วยคอนเซ็ปต์ใหม่ ที่ใช้สโลแกน “คัดสรรเพื่อชีวิตที่ใช่” บนเนื้อที่ 10 ไร่ ใช้งบประมาณการงทุน 100-120 ล้านบาท ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งจะเป็นสาขาแรกที่มีร้านกาแฟสตาร์บัคส์ ในรูปแบบไดรฟ์ธรู และมีร้านอาหารใหม่เปิดให้บริการ 3 ร้าน ได้แก่ ร้านซูเช็ก (SUZETTE) เป็นร้านจำหน่ายอาหารตะวันตกผสมตะวันออกในเมนูเดียวกัน ร้านย่างกุ้ง จำหน่ายเมนูอาหารเกี่ยวกับกุ้ง และร้านก๋วยเตี๋ยวที่ผู้ประกอบการอยู่ระหว่างคิดชื่อร้าน
“บริษัทได้เริ่มรีแบรนด์องค์กรตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีการปรับโลโกใหม่เล็กน้อย และใช้คอนเซ็ปต์ใหม่ในการขยายสาขา รวมถึงได้เพิ่มบุคลากรมืออาชีพเข้ามาทั้งด้านการเงิน และการตลาด เพื่อสนองการเจริญเติบโต มีการแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระเพิ่มเข้ามา 5 คน จากคณะกรรมการบริษัททั้งสิ้น 10 คน และการเพิ่มคณะอนุกรรมการอีก 4 คณะ อาทิ คณะอนุกรรมการด้านการตรวจสอบ คณะอนุกรรมการบริหารความเสี่ยง เป็นต้น ซึ่งนับจากนี้ธุรกิจจะเติบโตด้วยเลขสองหลัก และเป็นการเติบโตจากการขยายสาขาใหม่ หลังจากช่วงที่ผ่านมาเติบโตตามภาวะเศรษฐกิจ 3-5%”
สำหรับเป้าหมายผลการดำเนินงานในปีนี้คาดว่าจะรักษาการเติบโตเป็นไปตามทิศทางเศรษฐกิจ จากปีที่ผ่านมาทำยอดขายได้ 1,000 ล้านบาท ซึ่งทิศทางธุรกิจค้าปลีกตามพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว ยังเชื่อว่าจะเติบโตต่อเนื่อง เพราะพฤติกรรมคนไทยยังนิยมเดินทางท่องเที่ยวและซื้อสินค้า ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทเนื่องจากมีสาขาอยู่เส้นทางการเดินทางท่องเที่ยว และจำหน่ยสินค้าแฟชั่นและของใช้ภายในบ้าน ส่วนภาวะการแข่งขันในปัจจุบัน ถือว่าส่งผลดีที่ช่วยในด้านการกระตุ้นตลาดให้เติบโตและดึงให้กลุ่มลูกค้าเข้าใช้บริการเพิ่มมากขึ้นด้วย
ล่าสุด บริษัทได้แต่งตั้งผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นสามัญ จำนวน 250 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท หรือคิดเป็นมูลค่า 125 ล้านบาท ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนิตี้ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด โดยเคาะราคา ไอพีโอ ที่ 3.88 บาทต่อหุ้น และเตรียมเปิดจองวันที่ 7- 9 พฤศจิกายนนี้ และมีกำหนดการที่จะเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(SET) ในวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,207 วันที่ 6 - 9 พฤศจิกายน 2559






