thansettakij
thansettakij
กรมแพทย์แผนไทยชี้ใช้ยาสมุนไพรต้องสมเหตุผล

กรมแพทย์แผนไทยชี้ใช้ยาสมุนไพรต้องสมเหตุผล

03 พ.ย. 59 | 08:26 น.
อัปเดตล่าสุด :03 พ.ย. 59 | 15:26 น.
นพ.ปราโมทย์  เสถียรรัตน์  รองอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศนโยบายให้ทุกโรงพยาบาลทุกแห่งส่งเสริม“การใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล” และกำหนดเป็นแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพสาขาที่ 15 นั้น  ทางด้านกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข  ซึ่งมีภารกิจในการพัฒนาการแพทย์แผนไทย  ซึ่งเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมให้มีคุณภาพ มาตรฐานทัดเทียมการแพทย์แผนปัจจุบัน ได้ขานรับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ในด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผล

ปัจจุบันนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการใช้ยาจากสมุนไพรนั้นได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากโรงพยาบาลต่างๆ เพราะมีงานศึกษาวิจัยเพิ่มเติมมากขึ้น และการผลิตยาจากสมุนไพรก็มีมาตรฐานไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ายาแผนปัจจุบัน รวมทั้งเห็นความสำคัญของการใช้ยาจากสมุนไพรว่าจะสร้างฐานที่มั่นคงทางเศรษฐกิจและการพึ่งตนเองของประเทศได้ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทางกรมมีความห่วงใยคือการใช้ยาจากสมุนไพรที่เหมาะสม  บนหลักฐานเชิงประจักษ์  เพราะถึงอย่างไรยาจากสมุนไพรก็คือยา จึงควรใช้เมื่อจำเป็นและใช้ด้วยความเหมาะสม  ซึ่งเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทางกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย ฯ ได้หารือกับสภาเภสัชกรรมในการจัดทำฐานข้อมูลสมุนไพรเพื่อรองรับการใช้งานของบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะเภสัชกรที่ต้องทำงานด้านยา  การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร  การคุ้มครองผู้บริโภค และการส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งในระยะเวลา 1 ปีแรกนั้นจำเป็นจะต้องได้ฐานข้อมูลการใช้ยาจากสมุนไพรที่ใช้บ่อยในสถานพยาบาล ที่บุคลากรทางการแพทย์สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้

รศ. (พิเศษ) ภก.กิตติ พิทักษ์นิตินันท์  สมาชิกสภาเภสัชกรรมและสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกมีฐานข้อมูลด้านสมุนไพรอยู่แล้ว  แต่ว่าเน้นไปทางตำรับยาแผนไทยที่มีการบันทึกในตำราการแพทย์แผนไทย  แต่ในขณะนี้ทางกรมจะขยายฐานข้อมูลให้กว้างขึ้น  เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์การใช้ยาจากสมุนไพรที่มากขึ้นทั้งในและนอกสถานพยาบาล  โดยสภาเภสัชกรรมจะรวบรวมข้อมูลงานวิจัยที่สมาชิกสภา อันได้แก่  อาจารย์ในคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่างๆ และเภสัชกรที่ทำงานด้านสมุนไพร  รวมทั้งประสานข้อมูลจากหน่วยงานเครือข่ายต่างๆ มาใส่ในฐานข้อมูลเพื่อให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เพราะการลงทุนทำฐานข้อมูลนั้นใช้งบประมาณสูง  จึงไม่ควรแยกกันทำ  แต่ควรประสานความร่วมมือกัน”