
มติ ครม.วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559
เทงบ 5.5 หมื่นล้านก่อสร้างรถไฟทางคู่ 3 เส้นทาง
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี( ครม.) วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 มีมติ อนุมัติการก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ รวม 3 เส้นทาง ระยะทางรวม 403 กิโลเมตร กรอบวงเงินจำนวน 55,000 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย 1.หัวหิน- ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 90 กิโลเมตร วงเงิน 10,239 ล้านบาท 2.นครปฐม-หัวหิน ระยะทาง 105 กิโลเมตร วงเงิน 20,046 ล้านบาท และ 3.ลพบุรี-ปากน้ำโพ ระยะทาง 148 กิโลเมตร วงเงิน 24,722 ล้านบาท ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีเส้นทางรถไฟทางคู่จำนวน 251 กิโลเมตร คิดเป็น 6.2% ของเส้นทางทั้งหมด
โดยวันนี้ ครม.อนุมัติครั้งเดียวคิดเป็นเกือบ 2 เท่าจากเส้นทางที่มีอยู่ ตั้งเป้าลดปัญหาการขนส่งสินค้า และเป็นขบวนรถไฟท้องถิ่นได้ด้วย ทั้งนี้ การอนุมัติครั้งล่าสุดนี้เท่ากับครบทั้ง 7 เส้นทางเร่งด่วนที่จะทำให้ประเทศไทยมีเส้นทางรถไฟทางคู่ รวมทั้งสิ้น 990 กว่ากิโลเมตร รวมงบลงทุนทั้งสิ้น 139,103 ล้านบาท อย่างไรก็ดี จะมีการเวนคืนที่ดินในเส้นทางนครปฐม-หัวหิน จำนวน 24 ไร่ รวมถึงเวนคืนทางข้ามสะพานรถไฟช่วงหัวหิน – ประจวบคีรีขันธ์ และช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ รวม 371ไร่เพื่อทำทางเลี่ยงเมืองใหม่เพื่อไม่ให้กระทบกับพระปรางค์สามยอดโดยจะเร่งก่อสร้าง เส้นทางด้านลางเสร็จสิ้นภายในมีนาคม 63 ส่วนเส้นทางลพบุรี- ปากน้ำโพ จะเสร็จสิ้นเดือนเมษายน 64 ในอนาคตปี 2560 กระทรวงคมนาคมจะเร่งดำเนินการต่อในอีก 7 เส้นทางต่อไปรวมระยะทาง 1,536 กิโลเมตร
สร้างสะพานข้ามแดนบ้านหนองเอี่ยน-สตึงบท 170 ล.
ที่ประชุม ครม.(1 พ.ย.59) อนุมัติการจัดทำและลงนามร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยการก่อสร้างสะพานข้ามพรมแดนแห่งใหม่ที่บ้านหนองเอี่ยน-สตึงบท โดยกระทรวงคมนาคมจะสร้างสะพานเชื่อมไทยกับกัมพูชา เพื่อให้สอดรับกับการเปิดจุดผ่านแดนแห่งใหม่ เน้นการขนส่งสินค้าเป็นหลัก โดยเป็นสะพานข้ามแม่น้ำความยาม 130 เมตร โดยฝั่งไทยจะมีความยาวลาดเชิงสะพานยาว 340 เมตร ฝั่งกัมพูชายาว 150 เมตร ฝั่งไทยมีถนนเชื่อมต่อ 100 เมตร กัมพูชาถนนเชื่อมต่อ 50 เมตร ทั้งนี้ เป็นด่านที่เชื่อมถนนสาย 33 เชื่อมกับถนนหมายเลข 5 ของกัมพูชา โดยรัฐบาลไทยช่วยเหลือแบบให้เปล่าเป็นเงิน 170 ล้านบาท ผ่านกระทรวงคมนาคม โดยฝ่ายไทยจะเป็นผู้ควบคุมก่อสร้าง ออกแบบ และรับผิดชอบค่าก่อสร้างทั้งหมด ยกเว้นค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน ภาษี และค่าธรรมเนียมของกัมพูชา ขณะที่ฝั่งกัมพูชาจะจัดหาสถานที่สำหรับเป็นที่ตั้งสำนักงาน บ้านพักฝั่งกัมพูชา และสิ่งอำนวยความสะดวก เป็นต้น
ทุ่มงบ 6.2 หมื่นล้านให้ กฟภ.พัฒนาระบบส่งและจำหน่ายระยะที่ 1
ที่ประชุม ครม.(1 พ.ย.59) อนุมัติให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ดำเนินโครงการพัฒนาระบบส่งและจำหน่าย ระยะที่ 1 วงเงินลงทุน 62,678.71 ล้านบาท โดยใช้เงินกู้ในประเทศจำนวน 47,009 ล้านบาท และเงินรายได้ กฟภ.จำนวน 15,669.71 ล้านบาท ทั้งนี้ ให้ กฟภ.กู้เงินในประเทศภายในกรอบวงเงินดังกล่าวเพื่อเป็นเงินลงทุนของโครงการดังกล่าว โดยกฟภ.จะทยอยดำเนินการกู้เงินตามความจำเป็นจนกว่างานจะแล้วเสร็จ รวมระยะเวลาการลงทุนทั้งหมด 6 ปี แบ่งเป็น ปี 2559 ลงทุนประมาณ 9,400 ล้านบาท ปี 2560 ลงทุน 17,000 ล้านบาท ปี 2561 ลงทุน 17,500 ล้านบาท ปี 2562 ประมาณ 17,000 ล้านบาท ปี 2563 จำนวน 1,250 ล้านบาท และปี 2564 จำนวน 120 ล้านบาท จากนั้นจะดำเนินการระยะที่สองต่อไป
ขยายเวลาจ่ายช่วยเกษตรไร่ละพันออกไปอีก 2 เดือน
ที่ประชุม ครม. (1 พ.ย.59) เห็นชอบให้ทบทวนมติ ครม.เรื่องโครงการสนับสนุนช่วยเหลือต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรปลูกข้าวปีการผลิต 2559/2560 หรือ โครงการไร่ละ 1,000 บาท ทั้งนี้ เมื่อ 21 มิถุนายน ที่ผ่านมา เห็นชอบในหลักการและกรอบวงเงินงบประมาณในโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2559/60 ซึ่งกำหนดให้สิ้นสุดระยะเวลาโครงการในวันที่ 31 ตุลาคม 2559 และภาคใต้ กำหนดให้สิ้นสุดระยะเวลาในวันที่ 31 ธันวาคม 2559 นั้น ทั้งนี้ เนื่องจาก ธ.ก.ส.ไม่สามารถโอนเงินได้ทันตามกรอบเวลา โดย ณ วันที่ 25 ตุลาคม 2559 สามารถโอนเงินให้เกษตรกรประมาณ 2.2 ล้านราย รวมวงเงิน 19,000 ล้านบาท เนื่องจากเกษตรกรบางส่วนอยู่ระหว่างการขึ้นทะเบียน และคณะกรรมการระดับอำเภออยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูล เป็นต้น จึงเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาดำเนินการจากสิ้นสุดวันที่ 31 ตุลาคม 2559 เป็น 31 ธันวาคม 2559 และภาคใต้จากสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2559 เป็น 28 กุมภาพันธ์ 2560
ยกเว้นภาษีเพื่อส่งเสริมการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์
ที่ประชุม ครม.(1 พ.ย.59) อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่...) พ.ศ...(มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์) โดยเป็นการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บุคคลธรรมดา บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้ที่ได้จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียมจากการรับชำระเงินด้วยบัตรเดบิตผ่านอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี( ครม.) วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 มีมติ อนุมัติการก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ รวม 3 เส้นทาง ระยะทางรวม 403 กิโลเมตร กรอบวงเงินจำนวน 55,000 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย 1.หัวหิน- ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 90 กิโลเมตร วงเงิน 10,239 ล้านบาท 2.นครปฐม-หัวหิน ระยะทาง 105 กิโลเมตร วงเงิน 20,046 ล้านบาท และ 3.ลพบุรี-ปากน้ำโพ ระยะทาง 148 กิโลเมตร วงเงิน 24,722 ล้านบาท ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีเส้นทางรถไฟทางคู่จำนวน 251 กิโลเมตร คิดเป็น 6.2% ของเส้นทางทั้งหมด
โดยวันนี้ ครม.อนุมัติครั้งเดียวคิดเป็นเกือบ 2 เท่าจากเส้นทางที่มีอยู่ ตั้งเป้าลดปัญหาการขนส่งสินค้า และเป็นขบวนรถไฟท้องถิ่นได้ด้วย ทั้งนี้ การอนุมัติครั้งล่าสุดนี้เท่ากับครบทั้ง 7 เส้นทางเร่งด่วนที่จะทำให้ประเทศไทยมีเส้นทางรถไฟทางคู่ รวมทั้งสิ้น 990 กว่ากิโลเมตร รวมงบลงทุนทั้งสิ้น 139,103 ล้านบาท อย่างไรก็ดี จะมีการเวนคืนที่ดินในเส้นทางนครปฐม-หัวหิน จำนวน 24 ไร่ รวมถึงเวนคืนทางข้ามสะพานรถไฟช่วงหัวหิน – ประจวบคีรีขันธ์ และช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ รวม 371ไร่เพื่อทำทางเลี่ยงเมืองใหม่เพื่อไม่ให้กระทบกับพระปรางค์สามยอดโดยจะเร่งก่อสร้าง เส้นทางด้านลางเสร็จสิ้นภายในมีนาคม 63 ส่วนเส้นทางลพบุรี- ปากน้ำโพ จะเสร็จสิ้นเดือนเมษายน 64 ในอนาคตปี 2560 กระทรวงคมนาคมจะเร่งดำเนินการต่อในอีก 7 เส้นทางต่อไปรวมระยะทาง 1,536 กิโลเมตร
สร้างสะพานข้ามแดนบ้านหนองเอี่ยน-สตึงบท 170 ล.
ที่ประชุม ครม.(1 พ.ย.59) อนุมัติการจัดทำและลงนามร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยการก่อสร้างสะพานข้ามพรมแดนแห่งใหม่ที่บ้านหนองเอี่ยน-สตึงบท โดยกระทรวงคมนาคมจะสร้างสะพานเชื่อมไทยกับกัมพูชา เพื่อให้สอดรับกับการเปิดจุดผ่านแดนแห่งใหม่ เน้นการขนส่งสินค้าเป็นหลัก โดยเป็นสะพานข้ามแม่น้ำความยาม 130 เมตร โดยฝั่งไทยจะมีความยาวลาดเชิงสะพานยาว 340 เมตร ฝั่งกัมพูชายาว 150 เมตร ฝั่งไทยมีถนนเชื่อมต่อ 100 เมตร กัมพูชาถนนเชื่อมต่อ 50 เมตร ทั้งนี้ เป็นด่านที่เชื่อมถนนสาย 33 เชื่อมกับถนนหมายเลข 5 ของกัมพูชา โดยรัฐบาลไทยช่วยเหลือแบบให้เปล่าเป็นเงิน 170 ล้านบาท ผ่านกระทรวงคมนาคม โดยฝ่ายไทยจะเป็นผู้ควบคุมก่อสร้าง ออกแบบ และรับผิดชอบค่าก่อสร้างทั้งหมด ยกเว้นค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน ภาษี และค่าธรรมเนียมของกัมพูชา ขณะที่ฝั่งกัมพูชาจะจัดหาสถานที่สำหรับเป็นที่ตั้งสำนักงาน บ้านพักฝั่งกัมพูชา และสิ่งอำนวยความสะดวก เป็นต้น
ทุ่มงบ 6.2 หมื่นล้านให้ กฟภ.พัฒนาระบบส่งและจำหน่ายระยะที่ 1
ที่ประชุม ครม.(1 พ.ย.59) อนุมัติให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ดำเนินโครงการพัฒนาระบบส่งและจำหน่าย ระยะที่ 1 วงเงินลงทุน 62,678.71 ล้านบาท โดยใช้เงินกู้ในประเทศจำนวน 47,009 ล้านบาท และเงินรายได้ กฟภ.จำนวน 15,669.71 ล้านบาท ทั้งนี้ ให้ กฟภ.กู้เงินในประเทศภายในกรอบวงเงินดังกล่าวเพื่อเป็นเงินลงทุนของโครงการดังกล่าว โดยกฟภ.จะทยอยดำเนินการกู้เงินตามความจำเป็นจนกว่างานจะแล้วเสร็จ รวมระยะเวลาการลงทุนทั้งหมด 6 ปี แบ่งเป็น ปี 2559 ลงทุนประมาณ 9,400 ล้านบาท ปี 2560 ลงทุน 17,000 ล้านบาท ปี 2561 ลงทุน 17,500 ล้านบาท ปี 2562 ประมาณ 17,000 ล้านบาท ปี 2563 จำนวน 1,250 ล้านบาท และปี 2564 จำนวน 120 ล้านบาท จากนั้นจะดำเนินการระยะที่สองต่อไป
ขยายเวลาจ่ายช่วยเกษตรไร่ละพันออกไปอีก 2 เดือน
ที่ประชุม ครม. (1 พ.ย.59) เห็นชอบให้ทบทวนมติ ครม.เรื่องโครงการสนับสนุนช่วยเหลือต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรปลูกข้าวปีการผลิต 2559/2560 หรือ โครงการไร่ละ 1,000 บาท ทั้งนี้ เมื่อ 21 มิถุนายน ที่ผ่านมา เห็นชอบในหลักการและกรอบวงเงินงบประมาณในโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2559/60 ซึ่งกำหนดให้สิ้นสุดระยะเวลาโครงการในวันที่ 31 ตุลาคม 2559 และภาคใต้ กำหนดให้สิ้นสุดระยะเวลาในวันที่ 31 ธันวาคม 2559 นั้น ทั้งนี้ เนื่องจาก ธ.ก.ส.ไม่สามารถโอนเงินได้ทันตามกรอบเวลา โดย ณ วันที่ 25 ตุลาคม 2559 สามารถโอนเงินให้เกษตรกรประมาณ 2.2 ล้านราย รวมวงเงิน 19,000 ล้านบาท เนื่องจากเกษตรกรบางส่วนอยู่ระหว่างการขึ้นทะเบียน และคณะกรรมการระดับอำเภออยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูล เป็นต้น จึงเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาดำเนินการจากสิ้นสุดวันที่ 31 ตุลาคม 2559 เป็น 31 ธันวาคม 2559 และภาคใต้จากสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2559 เป็น 28 กุมภาพันธ์ 2560
ยกเว้นภาษีเพื่อส่งเสริมการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์
ที่ประชุม ครม.(1 พ.ย.59) อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่...) พ.ศ...(มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์) โดยเป็นการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บุคคลธรรมดา บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้ที่ได้จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียมจากการรับชำระเงินด้วยบัตรเดบิตผ่านอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์






