thansettakij
thansettakij
วัลลภ ตรีฤกษ์งาม ขึ้นแท่นผู้บริหารสูงสุด‘ซูซูกิ’

วัลลภ ตรีฤกษ์งาม ขึ้นแท่นผู้บริหารสูงสุด‘ซูซูกิ’

04 พ.ย. 59 | 07:18 น.
อัปเดตล่าสุด :04 พ.ย. 59 | 14:18 น.
เมื่อเอ่ยถึงฐานการผลิตรถยนต์หลักของโลก แน่นอนประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในฐานการผลิตที่สำคัญไม่แพ้ประเทศอื่นๆปัจจุบันบริษัทฯผู้ผลิตรถยนต์ทั้งจากแบรนด์ญี่ปุ่น ยุโรป สหรัฐอเมริกา และและอื่นๆอีกหลากหลายแบรนด์ต่างเข้ามายึดหัวหาดไทยกันเกือบครบทุกยี่ห้อ

นอกเหนือจากความสำคัญของไทยที่เป็นฐานการผลิตเพื่อป้อนให้กับตลาดในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศแล้ว ในแง่ของการบริหารองค์กร เริ่มมีการให้ความสำคัญโดยยกตำแหน่งหัวเรือใหญ่ให้กับคนไทยเป็นผู้กุมบังเหียน สำหรับค่ายซูซูกิ ก็เช่นเดียวกัน ได้มีการแต่งตั้งลูกหม้ออย่าง “วัลลภ ตรีฤกษ์งาม” ให้ดำรงตำแหน่ง กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่เพิ่งจะมีผลเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2559 ถือเป็นตำแหน่งที่สูงสุดของผู้บริหารคนไทยในซูซูกิ ที่ยังไม่มีใครได้รับตำแหน่งดังกล่าวมาก่อน

“วัลลภ” เล่าย้อนกลับไปถึงวันแรกของการเข้ามาอยู่ภายใต้ชายคาของซูซูกิว่า เริ่มทำงานวันแรกเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2552 ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย)จำกัด โดยมีรหัสพนักงาน 004 ส่วนรหัส 001-003 นั้นจะเป็นผู้บริหารที่มาจากญี่ปุ่น และปัจจุบันรหัสพนักงานสามอันดับแรกนั้นก็เดินทางกลับไปยังญี่ปุ่นกันหมดแล้ว

“ตอนที่เริ่มงานครั้งแรก ซูซูกิยังไม่มีโรงงาน ยังไม่มีอะไรเลย เรามีส่วนร่วมตั้งแต่การเดินทางไปดูที่ดินโรงงาน ที่ยังเป็นดินแดง จนเริ่มตอกเสาเข็ม ถือได้ว่าเราเป็นส่วนหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ซูซูกิในประเทศไทยก็ว่าได้ และในวันที่ภาคภูมิใจที่สุดคือวันเปิดโรงงานแห่งแรกที่จังหวัดระยอง โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นประธานในพิธีเปิด”

ความภาคภูมิใจต่อมาคือการเปิดตัวรถยนต์รุ่นแรกของซูซูกิ ต่อตลาดประเทศไทยในปี 2555 โดยเป็นรถที่เข้าร่วมโครงการ อีโคคาร์ 1 ในรุ่น สวิฟท์ ซึ่งหลังจากเปิดตัวก็ได้สร้างกระแสการตอบรับที่ดีด้วยยอดจองที่ล้นหลาม หลังจากนั้นซูซูกิก็มีการเปิดตัวรถในโครงการอีโคคาร์ 1 ออกมาอีกสองรุ่นได้แก่ ซูซูกิ เซเลริโอ และซูซูกิ เซียส โดยคาดว่าภายในสิ้นปีนี้รถอีโคคาร์ของซูซูกิจะมียอดขายครบ 1 แสนคัน นอกจากนั้นแล้วซูซูกิยังมีรถอีก 2 รุ่นที่ทำตลาดคือ ซูซูกิ เออร์ติก้า รถเอนกประสงค์ 7 ที่นั่ง และซูซูกิ แครี่ รถเพื่อการพาณิชย์ ซึ่งแน่นอนว่าซูซูกิยังไม่หยุดที่จะเดินหน้าพัฒนารถรุ่นใหม่ๆสู่ตลาดในอนาคต และไม่หยุดที่จะลงทุนในประเทศไทยดังจะเห็นจากการเข้าร่วมในโครงการรถอีโคคาร์ เฟส 2 ที่คาดว่าจะเริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่างในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และการขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายจากปัจจุบันที่มีกว่า 100 แห่ง ก็จะเพิ่มเป็น 120 แห่งในปี 2560

“มาถึงตอนนี้ก็ต้องบอกว่า ถ้าไม่มีซูซูกิวันนั้น ก็ไม่มีวัลลภในวันนี้ เพราะองค์กรนี้ ครอบครัวนี้ เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้ ซึ่งเราไม่คิดว่าจะได้รับโอกาสเหล่านั้น และเราเชื่อเสมอว่าเมื่อโอกาสมันเข้ามา เราต้องทำให้ดีกว่า 100 % เพราะโอกาสไม่ได้มาง่ายๆ”

จากวันนั้นถึงวันนี้ กับบทบาทหน้าที่ใหม่ที่ได้รับมา “วัลลภ” กล่าวว่า การได้รับตำแหน่งสูงสุดของผู้บริหารคนไทยในบริษัทถือเป็นเกียรติอย่างมาก ซึ่งการบริหารจัดการหรือการดำเนินกลยุทธ์หลังจากนี้จะต้องวางกรอบยุทธศาสตร์ต่างๆและมีการตัดสินใจมากขึ้น รวมไปถึงมีความชัดเจนและมีความรวดเร็วในการบริหารงาน

ส่วนรูปแบบหรือแนวทางทำงานที่ทำมาตลอด 7 ปี จะยังคงปฏิบัติต่อไป โดยเฉพาะการทำงานที่เกินเงินเดือนเข้าไว้ และทำทุกอย่างด้วยตนเอง ซึ่งภาพลักษณ์ภายนอกที่หลายคนเห็นอาจจะมองว่าทำไมคนๆเดียวทำทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นทำประชาสัมพันธ์ ทำการตลาด คุยกับลูกค้า คุยกับตัวแทนจำหน่าย หรือ ติดต่อภาครัฐฯ ซึ่งทั้งหมดที่ทำถือเป็นการเรียนรู้รอบด้าน ทำให้ตอบทุกโจทย์ทุกความต้องการได้ กลยุทธ์ต่างๆที่วางไว้ก็เดินได้รวดเร็ว

แม้จะบอกเล่าว่าคนเดียวทำทุกอย่างตั้งแต่การขายไปจนถึงการบริหารภาพรวม แต่การขับเคลื่อนขององค์กรนั้น จะต้องพึ่งพาทีมเวิร์คด้วย โดยทุกคนในองค์กรจะไม่ได้เป็นเจ้านายลูกน้องแต่เป็นพี่เป็นน้อง เป็นครอบครัวเดียวกัน

“เราไม่เพียงแต่ผลิตรถเพื่อเน้นยอดขายเท่านั้น สิ่งที่เราทำควบคู่คือการรับฟังหรือพูดคุยกับลูกค้า , คาร์คลับกลุ่มต่างๆของซูซูกิ เพราะเราเชื่อว่าเสียงสะท้อนของกลุ่มแฟนคลับเหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการปรับปรุงส่วนต่างๆอาทิการบริการหลังการขาย หรือความต้องการของลูกค้า ไม่เพียงเท่านั้นการพูดคุยกับตัวแทนจำหน่ายก็เป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญ โดยเรามีการสื่อสารร่วมกัน มีการอบรมเพื่อให้เกิดคุณภาพมาตรฐานที่ดีให้กับลูกค้า ซึ่งผลจากการให้ความสำคัญดังกล่าวก็ทำให้เราได้รับความไว้วางใจอยู่ในอันดับที่ 4 จากการศึกษาวิจัยดัชนีด้านบริการงานขายของกลุ่มรถยนต์แบรนด์ยอดนิยมในประเทศไทยประจำปี 2559 โดย เจ.ดี. พาวเวอร์”

คุณวัลลภ กล่าวทิ้งท้ายว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ทำ มีเป้าหมายคือความรู้สึกดีใจของลูกค้า ดีใจที่ได้ขับขี่รถของซูซูกิ รู้สึกไม่ผิดหวังที่เลือกซูซูกิ เพราะทุกวันนี้คนอยู่กับรถมากกว่าบ้าน รถถือเป็นปัจจัยที่ 5 ของชีวิต ดังนั้นเป้าหมายของเราคือทำทุกสิ่งอย่างให้ลูกค้ามีความสุข....นี่คือเป้าหมายของซูซูกิ!!!!

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,206 วันที่ 3 - 5 พฤศจิกายน 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • business