
ตลาดผลไม้นำเข้าหมื่นล.บูม วัชมนฯเท 30 ล้านอัดกิจกรรมรับเทรนด์สุขภาพโต
วัชมนฟู้ด ลุยตลาดนำเข้าผลไม้หมื่นล้าน อัดงบ 30 ล้านจัดกิจกรรมกระตุ้นยอดขาย เดินสายโรดโชว์-อีเวนต์กว่า 50 ครั้ง พร้อมโปรโมชั่นเที่ยวต่างประเทศ หวังดันยอดขาย 2,700-2,800 ล้าน ชี้คนรักสุขภาพส่งผลให้ตลาดหมื่นล้านโตต่อเนื่อง
[caption id="attachment_105273" align="aligncenter" width="336"]
วิภาวี วัชรากร
กรรมการผู้จัดการ บริษัท วัชมนฟู้ด จำกัด[/caption]
นางสาววิภาวี วัชรากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท วัชมนฟู้ด จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายผลไม้จากต่างประเทศ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ในแต่ละปีบริษัทได้เตรียมงบประมาณกว่า 30 ล้านบาท เพื่อใช้ในการทำกิจกรรมและส่งเสริมการขาย ในทุกช่องทางการจัดจำหน่าย โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมอีเวนต์และโรดโชว์ในแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 50 ครั้ง เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย รวมถึงการรักษาความพึงพอใจของกลุ่มลูกค้า ที่ถือเป็นกลยุทธ์หลักของบริษัท จากแนวทางการดำเนินธุรกิจดังกล่าว ส่งผลให้ช่วง9 เดือนแรกที่ผ่านมา บริษัทยังคงรักษาการเติบโตไว้ได้ในอัตรา 10% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
ปัจจุบันมีฐานลูกค้าสำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มลูกค้าโมเดิร์นเทรดสัดส่วน 60% กลุ่มค้าส่ง 30% และกลุ่มตลาดเพื่อนบ้านสัดส่วน 10% ปัจจุบันมีส่งสินค้าไปจำหน่ายที่สปป.ลาว เมียนมา และกัมพูชา ซึ่งในไตรมาสสุดท้ายบริษัทวางแผนการตลาดด้วยการนำเข้าสินค้าใหม่ อาทิ องุ่นกลิ่นลิ้นจี่ องุ่นแม่มด แอปเปิล และกีวี รวมถึงการจัดทำรายการส่งเสริมการขาย เช่น การจัดรายการ" Win a trip to New Zealand " ที่ร่วมกับเทสโก้ โลตัส เพื่อหาผู้โชคดี จำนวน 3 รางวัล ร่วมทริปท่องเที่ยว ประเทศนิวซีแลนด์ในปีหน้า นอกจากนี้ ยังมีการจัดแพ็กเจกจิ้งพิเศษ และกิจกรรมโรดโชว์
นางสาววิภาวี กล่าวอีกว่า ในปีที่ผ่านมาบริษัทมียอดขาย 2,500 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 10% ในปีนี้คาดว่าจะทำยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 2,700 – 2,800 ล้านบาท ปัจจุบันบริษัทนำเข้าผลไม้จากประเทศนิวซีแลนด์ อเมริกา แอฟริกา เปรู และชิลี เป็นหลัก โดยแบ่งสินค้าออกเป็น 4 ประเภท คือ องุ่น สัดส่วน 40% แอปเปิล สัดส่วน 30% กลุ่มเบอร์รี่ อาทิ สตรอว์เบอร์รี่ เชอร์รี่ สัดส่วน 5% และส้ม สัดส่วน 25% ซึ่งสินค้าที่จำหน่ายครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย อาทิ องุ่นจำหน่ายในระดับราคากิโลกรัมละ 50-60 บาท และกิโลกรัมละ 500-600 บาท
ส่วนภาพรวมธุรกิจนำเข้าผลไม้จากต่างประเทศปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง 6-10% โดยเป็นแบ่งเป็น กลุ่มผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ที่มียอดขายมากกว่าปีละ 1,000 ล้านบาท มีประมาณ 2 ราย กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลาง ที่มียอดขายปีละ 400-600 ล้านบาท ประมาณ 7-8 ราย และเป็นกลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็ก ที่มียอดขายต่ำกว่า 100 ล้านบาทอีก กว่า 100 ราย ซึ่งที่ผ่านมาภาวะตลาดมีการแข่งขันที่รุนแรง และมีความผันผวนเรื่องของราคา เพราะธุรกิจนำเข้าและจัดจำหน่ายผลไม้จากต่างประเทศ เป็นธุรกิจที่สามารถเข้ามาทำได้ง่าย แต่ขณะเดียวกันก็ประสบภาวะขาดทุนได้ง่ายเช่นกัน
"ที่ผ่านมาจะมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่บางรายไม่มีเงินทุนหรือระบบการบริหารงานไม่ดีก็ต้องประสบภาวะขายทุน เพราะบางครั้งผลไม้ที่ซื้อมาขายมีปริมาณในตลาดจำนวนมาก มีคนขายเยอะก็ทำให้ราคาลดลง จึงต้องยอมขายขาดทุน หากไม่มีระบบเงินทุนหมุนเวียนที่ดี ผู้ประกอบการก็หายไปจากตลาด ยิ่งปีนี้ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อชะลอตัว จากหลายสาเหตุ ผู้บริโภคมีสินค้าหลากหลายให้เลือกซื้อ และยังมีปัญหาน้ำท่วม ฝนตก ทำให้ตลาดสดขายไม่ดี กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าก็ชะลอการซื้อสินค้าไปจำหน่าย ทำให้ภาพรวมธุรกิจชะลอตัวไปด้วย"
ขณะที่การเติบโตของตลาดผลไม้นำเข้าจากต่างประเทศ นางสาววิภาวี กล่าวว่า ตลาดมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการบริโภคผักและผลไม้มากขึ้น ในกลุ่มผู้บริโภคอายุ 30-45 ปี จากเดิมที่มักจะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุเท่านั้น ทำให้ตลาดผลไม้ได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย แม้ว่าในด้านผู้ประกอบการจะมีบางรายที่ประสบภาวะขาดทุนบ้างก็ตาม แต่ผู้ประกอบการรายเดิมมีการทำตลาดอย่างต่อเนื่อง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,199 วันที่ 9 - 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559
[caption id="attachment_105273" align="aligncenter" width="336"]
กรรมการผู้จัดการ บริษัท วัชมนฟู้ด จำกัด[/caption]
นางสาววิภาวี วัชรากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท วัชมนฟู้ด จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายผลไม้จากต่างประเทศ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ในแต่ละปีบริษัทได้เตรียมงบประมาณกว่า 30 ล้านบาท เพื่อใช้ในการทำกิจกรรมและส่งเสริมการขาย ในทุกช่องทางการจัดจำหน่าย โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมอีเวนต์และโรดโชว์ในแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 50 ครั้ง เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย รวมถึงการรักษาความพึงพอใจของกลุ่มลูกค้า ที่ถือเป็นกลยุทธ์หลักของบริษัท จากแนวทางการดำเนินธุรกิจดังกล่าว ส่งผลให้ช่วง9 เดือนแรกที่ผ่านมา บริษัทยังคงรักษาการเติบโตไว้ได้ในอัตรา 10% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
ปัจจุบันมีฐานลูกค้าสำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มลูกค้าโมเดิร์นเทรดสัดส่วน 60% กลุ่มค้าส่ง 30% และกลุ่มตลาดเพื่อนบ้านสัดส่วน 10% ปัจจุบันมีส่งสินค้าไปจำหน่ายที่สปป.ลาว เมียนมา และกัมพูชา ซึ่งในไตรมาสสุดท้ายบริษัทวางแผนการตลาดด้วยการนำเข้าสินค้าใหม่ อาทิ องุ่นกลิ่นลิ้นจี่ องุ่นแม่มด แอปเปิล และกีวี รวมถึงการจัดทำรายการส่งเสริมการขาย เช่น การจัดรายการ" Win a trip to New Zealand " ที่ร่วมกับเทสโก้ โลตัส เพื่อหาผู้โชคดี จำนวน 3 รางวัล ร่วมทริปท่องเที่ยว ประเทศนิวซีแลนด์ในปีหน้า นอกจากนี้ ยังมีการจัดแพ็กเจกจิ้งพิเศษ และกิจกรรมโรดโชว์
นางสาววิภาวี กล่าวอีกว่า ในปีที่ผ่านมาบริษัทมียอดขาย 2,500 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 10% ในปีนี้คาดว่าจะทำยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 2,700 – 2,800 ล้านบาท ปัจจุบันบริษัทนำเข้าผลไม้จากประเทศนิวซีแลนด์ อเมริกา แอฟริกา เปรู และชิลี เป็นหลัก โดยแบ่งสินค้าออกเป็น 4 ประเภท คือ องุ่น สัดส่วน 40% แอปเปิล สัดส่วน 30% กลุ่มเบอร์รี่ อาทิ สตรอว์เบอร์รี่ เชอร์รี่ สัดส่วน 5% และส้ม สัดส่วน 25% ซึ่งสินค้าที่จำหน่ายครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย อาทิ องุ่นจำหน่ายในระดับราคากิโลกรัมละ 50-60 บาท และกิโลกรัมละ 500-600 บาท
ส่วนภาพรวมธุรกิจนำเข้าผลไม้จากต่างประเทศปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง 6-10% โดยเป็นแบ่งเป็น กลุ่มผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ที่มียอดขายมากกว่าปีละ 1,000 ล้านบาท มีประมาณ 2 ราย กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลาง ที่มียอดขายปีละ 400-600 ล้านบาท ประมาณ 7-8 ราย และเป็นกลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็ก ที่มียอดขายต่ำกว่า 100 ล้านบาทอีก กว่า 100 ราย ซึ่งที่ผ่านมาภาวะตลาดมีการแข่งขันที่รุนแรง และมีความผันผวนเรื่องของราคา เพราะธุรกิจนำเข้าและจัดจำหน่ายผลไม้จากต่างประเทศ เป็นธุรกิจที่สามารถเข้ามาทำได้ง่าย แต่ขณะเดียวกันก็ประสบภาวะขาดทุนได้ง่ายเช่นกัน
"ที่ผ่านมาจะมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่บางรายไม่มีเงินทุนหรือระบบการบริหารงานไม่ดีก็ต้องประสบภาวะขายทุน เพราะบางครั้งผลไม้ที่ซื้อมาขายมีปริมาณในตลาดจำนวนมาก มีคนขายเยอะก็ทำให้ราคาลดลง จึงต้องยอมขายขาดทุน หากไม่มีระบบเงินทุนหมุนเวียนที่ดี ผู้ประกอบการก็หายไปจากตลาด ยิ่งปีนี้ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อชะลอตัว จากหลายสาเหตุ ผู้บริโภคมีสินค้าหลากหลายให้เลือกซื้อ และยังมีปัญหาน้ำท่วม ฝนตก ทำให้ตลาดสดขายไม่ดี กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าก็ชะลอการซื้อสินค้าไปจำหน่าย ทำให้ภาพรวมธุรกิจชะลอตัวไปด้วย"
ขณะที่การเติบโตของตลาดผลไม้นำเข้าจากต่างประเทศ นางสาววิภาวี กล่าวว่า ตลาดมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการบริโภคผักและผลไม้มากขึ้น ในกลุ่มผู้บริโภคอายุ 30-45 ปี จากเดิมที่มักจะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุเท่านั้น ทำให้ตลาดผลไม้ได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย แม้ว่าในด้านผู้ประกอบการจะมีบางรายที่ประสบภาวะขาดทุนบ้างก็ตาม แต่ผู้ประกอบการรายเดิมมีการทำตลาดอย่างต่อเนื่อง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,199 วันที่ 9 - 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559






