
บล.KTBST ประเมินหุ้นไทยวันนี้ (7 ต.ค.)ตลาดรับปัจจัยบวกจากการเก็งกำไรงบไตรมาส 3
บล.KTBST ประเมินหุ้นไทยวันนี้ (7 ต.ค.) ตลาดรับปัจจัยบวกจากการเก็งกำไรงบไตรมาส 3 แต่ยังมีความผันผวนจากแรงเทขาย แนะเลือกหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว
นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (KTBST) ประเมินตลาดหุ้นไทยในวันนี้ (7 ต.ค.) ตลาดต่างประเทศคืนที่ผ่านมา Dow Jones Index ลดลงเล็กน้อย 12 จุด ขณะที่ตลาดยุโรปส่วนใหญ่ลบอ่อนๆ ข่าวในเชิงลบของตลาด คือการรายงานตัวเลขเคลมว่างงานที่ลดลง 5000 ราย สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาด และเป็นตัวเลขเศรษฐกิจอีกตัวนึงที่สะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯขยายตัวดี จนกังวลว่า Fed อาจพลิกมาขึ้นดอกเบี้ย (Fed Fund Rate Implied Probabilities เดือน พ.ย. 23.6% เท่าเดิม แต่ของเดือน ธ.ค.ขยับขึ้นจาก 62.1% เป็น 63.6%) แต่เราเชื่อว่าทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯยังคงดีอยู่ด้วยแรงขับจากทิศทางเศรษฐกิจ แต่มีความกังวลเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยที่ไปมีผลต่อการปรับพอร์ต หรือ Asset Allocation ของบรรดากองทุนต่างๆ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลหลายประเทศก็ส่งสัญญาณว่าดอกเบี้ยกำลังจะปรับตัวขึ้นเช่นกัน เป็นเหตุให้เงินดอลล่าร์แข็งค่าขึ้น และราคาทองคำอ่อนค่าลง ด้าน Goldman Sachs ประเมิน ที่ระดับต่ำกว่า $1,250 เหรียญ เป็นโอกาสในการเข้าซื้อทอง
โดยตัวเลขภาคการจ้างงานสหรัฐฯ ที่จะรายงานคืนนี้ (7) กลายเป็นปัจจัยที่จะมีผลต่อตลาดในวันนี้ คือ นักลงทุนบางส่วน จะชะลอการลงทุน เพื่อรอดูตัวเลขดังกล่าว ผลสำรวจโดย Bloomberg ตัวเลข Non-Farm จะเพิ่มขึ้น 172,000 ตำแหน่ง จากเดือนก่อนเพิ่มขึ้น 151,000 ตำแหน่ง อัตราการว่างงานเท่าเดิม คือ 4.9% ค่าแรงรายชั่วโมง เพิ่ม 0.3% จากเดือนก่อน +0.1%และยังมีประเด็นอื่นๆ ในตลาด คือ นักลงทุนกำลังจับตาดู คือ ฐานะทางการเงินของ Deutsche Bank จะเป็นอย่างไร และค่าเงินปอนด์ ที่ร่วงต่อเนื่องและลงหนักในวันนี้ ล่าสุด อยู่ที่ 1.2745 เหรียญ/ปอนด์ เป็นผลจากข่าวที่ว่าสหราชอาณาจักรจะเดินหน้า BRExit เดือน มี.ค.ปีหน้า
ด้านราคาน้ำมันดิบ WTI ขึ้นมาแตะ $50 เหรียญ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ 9 มิ.ย.59 เป็นต้นมา ปัจจัยระยะสั้นจะเป็น stock น้ำมันดิบที่ลดลงและผู้ผลิตน้ำมันเตรียมลดกำลังการผลิตน้ำมันลง (ทราบผล 12 ต.ค.) บล.KTBST ประเมินราคาน้ำมันดิบ WTI มีโอกาสสูงขึ้น ที่จะแตะ $55 เหรียญ ในระยะ 1 เดือนข้างหน้า แต่ทั้งนี้ ขึ้นกับค่าเงินดอลล่าร์ด้วย ว่าจะแข็งไปกว่านี้หรือไม่ สถานการณ์แบบนี้ ผู้ผลิตน้ำมัน & ถ่านหิน ได้ประโยชน์ตรงส่วนโรงกลั่นน้ำมันและโรงงานปิโตรเคมี (ต้นน้ำ) ก็ได้ประโยชน์รองลงมา
ด้านปัจจัยในประเทศ ตลาดเริ่มเก็งงบไตรมาสที่ 3 กันแล้ว นักลงทุนเริ่มมองเศรษฐกิจดีขึ้นจากแรงกระตุ้นจากภาครัฐ อีกทั้งตัวเลขส่งออกของเราเองไม่ควรแย่ไปกว่านี้ ภาพเหล่านี้ไปในทางบวกต่อตลาด แต่ด้วยเป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์ อีกทั้งนักลงทุนในตลาดต่างประเทศ อาจอยากเห็นตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯก่อน ภาพของตลาดจึงน่าจะออกไปในทาง side way มากกว่า แต่โดยรวมๆ ถ้ามองข้ามวันหยุดไป เรายังมองตลาดมีทิศทางที่ดี
ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนยังคงเช่นเดียวกับวันก่อนที่มองว่าตลาดช่วงสั้นๆ ยังมีความผันผวนจากการซื้อ-ขายจากนักลงทุนกลุ่มใหญ่คือ สถาบันฯและนักลงทุนต่างประเทศ ที่ยังไม่แน่นอนว่าจะอยู่ฝั่งใดระหว่าง ซื้อหรือขาย บล.KTBST ยังแนะนำให้ลงทุนในกรอบเวลาสั้นๆ และควรพิจารณาจากหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวหรือหุ้นที่มีการประเมินกำไรไตรมาสที่ 3 ประกอบกันไปด้วย หุ้นที่มีรายได้เป็นเงินดอลล่าร์หรือมีธุรกิจในต่างประเทศ รวมถึงหุ้นขนาดใหญ่ที่มีผลการดำเนินงานที่ไม่อิงกับภาวะเศรษฐกิจมากนักไว้ก่อน หุ้นที่น่าสนใจสำหรับการเก็งกำไรช่วงสั้นได้แก่ PTTEP , BANPU , CPALL , MINT , BLA , WICE , PLANB มองกรอบดัชนีในวันนี้ที่ 1,505-1,522 จุด
นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (KTBST) ประเมินตลาดหุ้นไทยในวันนี้ (7 ต.ค.) ตลาดต่างประเทศคืนที่ผ่านมา Dow Jones Index ลดลงเล็กน้อย 12 จุด ขณะที่ตลาดยุโรปส่วนใหญ่ลบอ่อนๆ ข่าวในเชิงลบของตลาด คือการรายงานตัวเลขเคลมว่างงานที่ลดลง 5000 ราย สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาด และเป็นตัวเลขเศรษฐกิจอีกตัวนึงที่สะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯขยายตัวดี จนกังวลว่า Fed อาจพลิกมาขึ้นดอกเบี้ย (Fed Fund Rate Implied Probabilities เดือน พ.ย. 23.6% เท่าเดิม แต่ของเดือน ธ.ค.ขยับขึ้นจาก 62.1% เป็น 63.6%) แต่เราเชื่อว่าทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯยังคงดีอยู่ด้วยแรงขับจากทิศทางเศรษฐกิจ แต่มีความกังวลเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยที่ไปมีผลต่อการปรับพอร์ต หรือ Asset Allocation ของบรรดากองทุนต่างๆ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลหลายประเทศก็ส่งสัญญาณว่าดอกเบี้ยกำลังจะปรับตัวขึ้นเช่นกัน เป็นเหตุให้เงินดอลล่าร์แข็งค่าขึ้น และราคาทองคำอ่อนค่าลง ด้าน Goldman Sachs ประเมิน ที่ระดับต่ำกว่า $1,250 เหรียญ เป็นโอกาสในการเข้าซื้อทอง
โดยตัวเลขภาคการจ้างงานสหรัฐฯ ที่จะรายงานคืนนี้ (7) กลายเป็นปัจจัยที่จะมีผลต่อตลาดในวันนี้ คือ นักลงทุนบางส่วน จะชะลอการลงทุน เพื่อรอดูตัวเลขดังกล่าว ผลสำรวจโดย Bloomberg ตัวเลข Non-Farm จะเพิ่มขึ้น 172,000 ตำแหน่ง จากเดือนก่อนเพิ่มขึ้น 151,000 ตำแหน่ง อัตราการว่างงานเท่าเดิม คือ 4.9% ค่าแรงรายชั่วโมง เพิ่ม 0.3% จากเดือนก่อน +0.1%และยังมีประเด็นอื่นๆ ในตลาด คือ นักลงทุนกำลังจับตาดู คือ ฐานะทางการเงินของ Deutsche Bank จะเป็นอย่างไร และค่าเงินปอนด์ ที่ร่วงต่อเนื่องและลงหนักในวันนี้ ล่าสุด อยู่ที่ 1.2745 เหรียญ/ปอนด์ เป็นผลจากข่าวที่ว่าสหราชอาณาจักรจะเดินหน้า BRExit เดือน มี.ค.ปีหน้า
ด้านราคาน้ำมันดิบ WTI ขึ้นมาแตะ $50 เหรียญ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ 9 มิ.ย.59 เป็นต้นมา ปัจจัยระยะสั้นจะเป็น stock น้ำมันดิบที่ลดลงและผู้ผลิตน้ำมันเตรียมลดกำลังการผลิตน้ำมันลง (ทราบผล 12 ต.ค.) บล.KTBST ประเมินราคาน้ำมันดิบ WTI มีโอกาสสูงขึ้น ที่จะแตะ $55 เหรียญ ในระยะ 1 เดือนข้างหน้า แต่ทั้งนี้ ขึ้นกับค่าเงินดอลล่าร์ด้วย ว่าจะแข็งไปกว่านี้หรือไม่ สถานการณ์แบบนี้ ผู้ผลิตน้ำมัน & ถ่านหิน ได้ประโยชน์ตรงส่วนโรงกลั่นน้ำมันและโรงงานปิโตรเคมี (ต้นน้ำ) ก็ได้ประโยชน์รองลงมา
ด้านปัจจัยในประเทศ ตลาดเริ่มเก็งงบไตรมาสที่ 3 กันแล้ว นักลงทุนเริ่มมองเศรษฐกิจดีขึ้นจากแรงกระตุ้นจากภาครัฐ อีกทั้งตัวเลขส่งออกของเราเองไม่ควรแย่ไปกว่านี้ ภาพเหล่านี้ไปในทางบวกต่อตลาด แต่ด้วยเป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์ อีกทั้งนักลงทุนในตลาดต่างประเทศ อาจอยากเห็นตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯก่อน ภาพของตลาดจึงน่าจะออกไปในทาง side way มากกว่า แต่โดยรวมๆ ถ้ามองข้ามวันหยุดไป เรายังมองตลาดมีทิศทางที่ดี
ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนยังคงเช่นเดียวกับวันก่อนที่มองว่าตลาดช่วงสั้นๆ ยังมีความผันผวนจากการซื้อ-ขายจากนักลงทุนกลุ่มใหญ่คือ สถาบันฯและนักลงทุนต่างประเทศ ที่ยังไม่แน่นอนว่าจะอยู่ฝั่งใดระหว่าง ซื้อหรือขาย บล.KTBST ยังแนะนำให้ลงทุนในกรอบเวลาสั้นๆ และควรพิจารณาจากหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวหรือหุ้นที่มีการประเมินกำไรไตรมาสที่ 3 ประกอบกันไปด้วย หุ้นที่มีรายได้เป็นเงินดอลล่าร์หรือมีธุรกิจในต่างประเทศ รวมถึงหุ้นขนาดใหญ่ที่มีผลการดำเนินงานที่ไม่อิงกับภาวะเศรษฐกิจมากนักไว้ก่อน หุ้นที่น่าสนใจสำหรับการเก็งกำไรช่วงสั้นได้แก่ PTTEP , BANPU , CPALL , MINT , BLA , WICE , PLANB มองกรอบดัชนีในวันนี้ที่ 1,505-1,522 จุด






