
เอกชนไทย-สหราชอาณาจักรถกขยายการค้าการลงทุน
รัฐบาลไทย-สหราชอาณาจักรหนุนภาคธุรกิจ 2 ประเทศ เปิดเจรจาลดอุปสรรคการค้า ผลักดันมูลค่าลงทุน เสนอนายกฯไฟเขียวปรับกฎระเบี ยบเอื้อธุรกิจ
สมาชิกสภาผู้นำธุรกิจไทย-สหราชอ าณาจักร (Thai-UK Business Leadership Council) ซึ่งประกอบด้วยฝ่ายไทย 13 องค์กร นำโดย นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานคณะกรรมการสมาชิกฝ่ ายไทย และ ฝ่ายสหราชอาณาจักร 11 องค์กร นำโดยนายไบรอัน เดวิดสัน (Mr. Brian Davidson) เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจั กรประจำประเทศไทย ได้ประชุมร่วมกันเพื่อหารื อแนวทางในการขยายความร่วมมื อของภาคเอกชนในการเพิ่มการค้ าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ
นายเทวินทร์ เปิดเผยว่า การประชุมดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่ องจากการลงนามแถลงการณ์ร่วมว่ าด้วยความร่วมมือทวิภาคีในการจั ดตั้งสภาผู้นำธุรกิจไทย-สหราชอา ณาจักร เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2559 ณ กรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร
สมาชิกทั้งสองฝ่ายจะนำผลสรุ ปจากการประชุมเสนอต่อรั ฐบาลในการปรับปรุงหรือเปลี่ ยนแปลงกฎระเบียบข้อบังคับเพื่ อให้การค้าและการลงทุนเพิ่มขึ้น
นายเทวินทร์ กล่าวว่า สมาชิกฝ่ายไทยได้เสนอประเด็ นไปยังผู้แทนรัฐบาลสหราชอาณาจั กร ในประเด็น
1. การจัดเก็บภาษี (VAT และ Corporate Tax) โดยมีข้อเสนอแนะให้มีการพิ จารณาสิทธิพิเศษทางการค้ าและการลงทุน เพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการเข้ าไปตั้งสำนักงานตัวแทน
2. แรงงาน
- การขอใบอนุญาตทำงานให้กับผู้ที่ มีชำนาญเฉพาะทาง อาทิ พ่อครัว แม่ครัว ในการเข้าไปทำงานในสหราชอาณาจั กร
- การขอใบอนุญาตให้นักศึกษาไทยที่ สำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึ กษาที่สหราชอาณาจักรสามารถฝึ กงานได้เป็นระยะเวลาหนึ่ง หรือสำหรับนักศึกษาไทยที่กำลั งศึกษาในระดับอุดมศึ กษาในประเทศไทยสามารถไปฝึ กงานระยะสั้นได้
3. ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวั ตกรรม โดยอุตสาหกรรมพลังงาน ปิโตรเคมี และวัสดุ เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มี ความสนใจเป็นพิเศษที่จะทำให้เกิ ดความร่วมมือกับภาคอุ ตสาหกรรมของสหราชอาณาจักร
4. เสนอแนะในการดำเนินธุรกิจสำหรั บผู้สูงอายุ โดยฝ่ายไทยมีศักยภาพในด้ านการให้บริการและความพร้อมด้ านบุคคลากร อีกทั้งอาจเกิดธุรกิจต่อเนื่ องในการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร ธุรกิจประกันภัย การผลิตวัสดุเหมาะสมกับผู้สู งอายุ เป็นต้น โดยฝ่ายสหราชอาณาจักร จะสามารถร่วมมือกันในด้านการส่ งเสริมเทคโนโลยี หรือการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้ านการแพทย์ เวชภัณฑ์ เป็นต้น
ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิ ชย์ กล่าวว่า สมาชิกฝ่ายสหราชอาณาจักร ได้ขอให้รัฐบาลไทยพิ จารณาในประเด็นดังนี้
1. การกำหนดมาตรฐานด้านการกำหนดพิ กัดภาษีให้ชัดเจน เพื่อลดเวลาในการเจรจาข้อโต้แย้ ง ทำให้เพิ่มปริมาณการค้าได้
2. การตรวจสอบ การรับรองมาตรฐานให้เป็นระดั บสากล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจ
3. การอนุญาตให้ผู้เชี่ยวชาญพิ เศษสามารถพำนักในประเทศไทยได้ นานขึ้นและได้รั บความสะดวกในการต่ออายุวีซ่า
4. การอนุญาตให้ภาคเอกชนร่วมลงทุ นในกิจการของรัฐบาล เพื่อให้รัฐบาลสามารถหาทุนได้
ในโอกาสเดียวกันภาคเอกชนได้ใช้ โอกาสนี้ในการเปิดการเจรจาธุรกิ จระหว่างสมาชิกด้วยกัน อาทิ บริษัท ปตท. กับ บริษัท Rolls Royceเป็นต้น
นายมาร์ค กานิเยร์ (Mr. Mark Garnier) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการค้ าระหว่างประเทศสหราชอาณาจักร เห็นว่า การประชุมในครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรั บความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของสองประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนจากรั ฐบาลทั้งสองประเทศ เพื่อมุ่งหวังให้เกิดการค้ าและการลงทุนที่เพิ่มขึ้นและส่ งผลให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิ จของทั้งสองประเทศ
ภายหลังจากการประชุม ดร. สุวิทย์ และนายมาร์ค นำคณะสมาชิกสภาผู้นำธุรกิจไทย-ส หราชอาณาจักรเข้าเยี่ ยมคารวะพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อรายงานความคืบหน้าในการดำเนินงาน ประเด็นที่เป็นข้อจำกัด รวมถึงข้อเสนอแนะที่ทำให้การค้าและการลงทุนเพิ่มขึ้น
สมาชิกสภาผู้นำธุรกิจไทย-สหราชอ าณาจักร (Thai-UK Business Leadership Council) ซึ่งประกอบด้วยฝ่ายไทย 13 องค์กร นำโดย นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานคณะกรรมการสมาชิกฝ่ ายไทย และ ฝ่ายสหราชอาณาจักร 11 องค์กร นำโดยนายไบรอัน เดวิดสัน (Mr. Brian Davidson) เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจั กรประจำประเทศไทย ได้ประชุมร่วมกันเพื่อหารื อแนวทางในการขยายความร่วมมื อของภาคเอกชนในการเพิ่มการค้ าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ
นายเทวินทร์ เปิดเผยว่า การประชุมดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่ องจากการลงนามแถลงการณ์ร่วมว่ าด้วยความร่วมมือทวิภาคีในการจั ดตั้งสภาผู้นำธุรกิจไทย-สหราชอา ณาจักร เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2559 ณ กรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร
สมาชิกทั้งสองฝ่ายจะนำผลสรุ ปจากการประชุมเสนอต่อรั ฐบาลในการปรับปรุงหรือเปลี่ ยนแปลงกฎระเบียบข้อบังคับเพื่ อให้การค้าและการลงทุนเพิ่มขึ้น
นายเทวินทร์ กล่าวว่า สมาชิกฝ่ายไทยได้เสนอประเด็ นไปยังผู้แทนรัฐบาลสหราชอาณาจั กร ในประเด็น
1. การจัดเก็บภาษี (VAT และ Corporate Tax) โดยมีข้อเสนอแนะให้มีการพิ จารณาสิทธิพิเศษทางการค้ าและการลงทุน เพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการเข้ าไปตั้งสำนักงานตัวแทน
2. แรงงาน
- การขอใบอนุญาตทำงานให้กับผู้ที่ มีชำนาญเฉพาะทาง อาทิ พ่อครัว แม่ครัว ในการเข้าไปทำงานในสหราชอาณาจั กร
- การขอใบอนุญาตให้นักศึกษาไทยที่ สำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึ กษาที่สหราชอาณาจักรสามารถฝึ กงานได้เป็นระยะเวลาหนึ่ง หรือสำหรับนักศึกษาไทยที่กำลั งศึกษาในระดับอุดมศึ กษาในประเทศไทยสามารถไปฝึ กงานระยะสั้นได้
3. ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวั ตกรรม โดยอุตสาหกรรมพลังงาน ปิโตรเคมี และวัสดุ เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มี ความสนใจเป็นพิเศษที่จะทำให้เกิ ดความร่วมมือกับภาคอุ ตสาหกรรมของสหราชอาณาจักร
4. เสนอแนะในการดำเนินธุรกิจสำหรั บผู้สูงอายุ โดยฝ่ายไทยมีศักยภาพในด้ านการให้บริการและความพร้อมด้ านบุคคลากร อีกทั้งอาจเกิดธุรกิจต่อเนื่ องในการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร ธุรกิจประกันภัย การผลิตวัสดุเหมาะสมกับผู้สู งอายุ เป็นต้น โดยฝ่ายสหราชอาณาจักร จะสามารถร่วมมือกันในด้านการส่ งเสริมเทคโนโลยี หรือการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้ านการแพทย์ เวชภัณฑ์ เป็นต้น
ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิ ชย์ กล่าวว่า สมาชิกฝ่ายสหราชอาณาจักร ได้ขอให้รัฐบาลไทยพิ จารณาในประเด็นดังนี้
1. การกำหนดมาตรฐานด้านการกำหนดพิ กัดภาษีให้ชัดเจน เพื่อลดเวลาในการเจรจาข้อโต้แย้ ง ทำให้เพิ่มปริมาณการค้าได้
2. การตรวจสอบ การรับรองมาตรฐานให้เป็นระดั บสากล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจ
3. การอนุญาตให้ผู้เชี่ยวชาญพิ เศษสามารถพำนักในประเทศไทยได้ นานขึ้นและได้รั บความสะดวกในการต่ออายุวีซ่า
4. การอนุญาตให้ภาคเอกชนร่วมลงทุ นในกิจการของรัฐบาล เพื่อให้รัฐบาลสามารถหาทุนได้
ในโอกาสเดียวกันภาคเอกชนได้ใช้ โอกาสนี้ในการเปิดการเจรจาธุรกิ จระหว่างสมาชิกด้วยกัน อาทิ บริษัท ปตท. กับ บริษัท Rolls Royceเป็นต้น
นายมาร์ค กานิเยร์ (Mr. Mark Garnier) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการค้ าระหว่างประเทศสหราชอาณาจักร เห็นว่า การประชุมในครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรั บความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของสองประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนจากรั ฐบาลทั้งสองประเทศ เพื่อมุ่งหวังให้เกิดการค้ าและการลงทุนที่เพิ่มขึ้นและส่ งผลให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิ จของทั้งสองประเทศ
ภายหลังจากการประชุม ดร. สุวิทย์ และนายมาร์ค นำคณะสมาชิกสภาผู้นำธุรกิจไทย-ส หราชอาณาจักรเข้าเยี่ ยมคารวะพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อรายงานความคืบหน้าในการดำเนินงาน ประเด็นที่เป็นข้อจำกัด รวมถึงข้อเสนอแนะที่ทำให้การค้าและการลงทุนเพิ่มขึ้น






