
บริหารจัดการนํ้า-แก้ไอยูยู 2 เรื่องด่วนวัดฝีมือ ‘ฉัตรชัย’
ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับ 2 เหตุการณ์ใหญ่ คือ 1.เหตุการณ์ฝนตกหนักในหลายพื้นที่ เกิดน้ำท่วม น้ำหลาก บางคนคิดไปไกลหวั่นซ้ำรอยเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปี 2554 และ2.กรณีที่ประเทศไทยยังติดใบเหลืองจากสหภาพยุโรป(อียู)มานานกว่า 1 ปี 5 เดือนเพื่อให้เร่งแก้ไขการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม(ไอยูยู ฟิชชิ่ง) ทั้ง 2 เรื่อง "ฐานเศรษฐกิจ"ฉบับนี้สัมภาษณ์พิเศษ "พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะที่กำกับดูแลกรมชลประทาน และประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเรื่องไอยูยู ถึงสถานะล่าสุดทั้ง 2 เหตุการณ์ รวมถึงความคืบหน้าของแผนปฏิบัติการเพื่อแก้ไขปัญหา
น้ำ 4 เขื่อนหลักสูงสุดรอบ 3 ปี
"พล.อ.ฉัตรชัย" กล่าวถึงเรื่องเร่งด่วนเรื่องแรกคือ การบริหารจัดการน้ำโดยกรมชลประทานว่า จากข้อมูลล่าสุด ( ณ 4 ต.ค.59) น้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยบำรุงแดน และป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำเก็บกักมากสุดในรอบ 3 ปีที่ผ่าน โดยมีปริมาตรน้ำใช้การได้อยู่ที่ 8,208 ล้านลูกบาศก์เมตร จากปี 2558 มีน้ำใช้การได้ 2,900 ล้านลูกบาศก์เมตร และปี 2557 ที่ 5,500 ล้านลูกบาศก์เมตร และปี 2556 อยู่ที่ 6,200 ล้านลูกบาศก์เมตร คาดการณ์ว่าสิ้นฤดูฝนปีนี้ทั้ง 4 เขื่อนจะมีปริมาตรน้ำใช้การได้ใกล้ 9,000 ล้านลูกบาศก์เมตร คือระหว่าง 8,500-9,000 ล้านลูกบาศก์เมตร สถานการณ์เช่นนี้จะทำให้ความมั่นคงในการบริหารจัดการน้ำทั้ง 4 เขื่อนหลักอยู่ในเกณฑ์พอใช้ได้ ไม่ถึงดีมาก
"เช่นเดียวกันกับสถานการณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ 33 เขื่อน(ณ 4 ต.ค.59) มีปริมาตรน้ำใช้การได้อยู่ที่ 21,130 ล้านลูกบาศก์เมตร มากกว่าปีก่อนๆ จึงทำให้การบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งปี 2560 พอใช้การได้ ซึ่งต้องนำมาดูแลใน 3 ด้านหลัก คือ 1.ใช้ในการอุปโภคบริโภค 2.รักษาระบบนิเวศ 3.ดูเรื่องการทำเกษตร พืชไร่ พืชสวน เพราะฉะนั้นการดูแลแบบนี้ในเขตชลประทานในปีหน้าจะทำได้ดีกว่า เพราะมีน้ำต้นทุนเราสูงกว่าทุกปี"
เปิดแผนเก็บน้ำ
ในช่วงนี้ทางกรมอุตุนิยมวิทยาได้มีพยากรณ์ว่ามีร่องมรสุมได้เลื่อนลงมาพาดผ่านภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ซึ่งจากการพยากรณ์ข้างต้นทางกระทรวงเกษตรฯ ได้มีการบริหารจัดการน้ำโดยระบบของชลประทาน เริ่มตั้งแต่เขื่อนเจ้าพระยาขึ้นไปทางด้านเหนือ กับเขื่อนเจ้าพระยาลงมาทางใต้
โดยทางด้านเหนือน้ำท่าปริมาณน้ำฝนตกลงไปอาจจะมีการควบรวมอยู่ในพื้นที่ขัง ที่ลุ่มต่ำบ้าง จะระบายลงสู่แม่น้ำ จะมีลำน้ำใหญ่ๆ 3 สาขาเป็นหลัก ประกอบด้วย ด้านแม่น้ำปิง น่าน และยม เป็นหลัก โดยด้านแม่น้ำปิง มีเขื่อนภูมิพลเป็นที่กักเก็บสำคัญ ณ วันที่ 4 ตุลาคม มีปริมาตรน้ำในอ่าง 6,094 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือสัดส่วน 45% ของความจุ มีปริมาตรน้ำใช้การได้ 2,294 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือสัดส่วน 24% เพราะฉะนั้นยังรับน้ำได้อีกจำนวนมาก
ส่วนเขื่อนสิริกิติ์ซึ่งรับน้ำทางด้านแม่น้ำน่าน ปัจจุบัน มีปริมาณน้ำ 7,229 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 76% ของความจุ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 4,379 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 66% น้ำใช้การได้ ยังรับน้ำได้อีกจำนวนมาก แต่จะมีปัญหาอยู่อีกที่เดียวก็คือ ลุ่มแม่น้ำยม ไม่มีเขื่อนรองรับ แต่ว่าก็ได้ไปบริหารจัดการโดยเจรจากับพื้นที่ทั้งทางสุโขทัยและพิษณุโลกจะใช้วิธีการไปเก็บในแก้มลิง ซึ่งของเดิมมีอยู่แล้วที่ทุ่งทะเลหลวง ก็จะนำน้ำเข้าไปเติมด้วย และแก้มลิงที่จะไปพัฒนาอีก 3 แห่งใหม่ก็จะดึงน้ำเข้าไปเก็บไว้ด้วย ส่วนในปีหน้าจะให้ปรับเปลี่ยนวิธีการทำนาคือให้ชาวนาปลูกข้าวได้ตั้งแต่เดือนเมษายน จะไปเก็บเกี่ยวได้เดือน กรกฎาคมเพื่อเลี่ยงผลกระทบน้ำหลาก สรุปภาพรวมแล้วอยากให้สบายว่าเขื่อนสามารถรองรับน้ำได้อีกจำนวนมาก
สร้างความเข้าใจ-เร่งจ่ายเยียวยา
พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวอีกว่า ส่วนทางด้านใต้ของเขื่อนเจ้าพระยาลงมา ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทานจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปล่อยน้ำจากด้านบนลงมาบ้าง เนื่องจากมีแผนที่จะต้องป้องกันน้ำท่วมในช่วงเดือนตุลาคมที่คาดการณ์ว่าจะมีฝนเข้ามามาก เพื่อไม่ให้เกิดปัญหารุนแรง จำเป็นที่จะต้องระบายน้ำลงในอัตราที่ 2 พันลูกบาศก์เมตร/วินาที ย่อมจะมีผลกระทบกับพื้นที่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งหมด แต่ในกระบวนการจะไม่มีปัญหาสำหรับพื้นที่ที่อยู่ในคันกั้นน้ำ แต่จะมีปัญหาอยู่สำหรับพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ และพื้นที่ในลุ่มต่ำ
"ปัจจุบันมีน้ำท่วมกว่า 10 จังหวัด เป็นการรายงานข้อมูลของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ได้รายงานพื้นที่เกษตรเสียหายกว่า 1.21 แสนไร่ กระทบต่อเกษตรกร 42,658 ครัวเรือน อาทิ สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา อุทัยธานี นครสวรรค์ ชัยนาท พิจิตร พิษณุโลก สุพรรณบุรี เป็นต้น ซึ่งทางท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้กำชับว่าหากมีความเสียหายในพื้นที่เกษตรจะต้องเป็นไปตามระบบราชการคือต้องมีการชดเชยให้ อาทิ นาข้าว ชดเชยได้อัตรา 1,113 บาทต่อไร่ พืชไร่ 1,148 บาทต่อไร่ และพืชสวน 1,690 บาทต่อไร่โดยเร็ว
เร่งทบทวนก.ม.ลูกแก้IUU
ในส่วนของการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายที่เป็นอีกหนึ่งในวาระเร่งด่วนนั้นได้มีการดำเนินการออกกฎหมายลูกของ พ.ร.ก.การประมงปี 2558 กว่า 90 ฉบับเรียบร้อยแล้ว เมื่อมารับตำแหน่งก็จะมาทบทวนว่ากฎหมายที่ออกมาแล้วเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับทุกฝ่าย
"ผมไม่ได้คำนึงถึงใบเหลืองหรือใบแดงเท่าไร เมื่อเข้ามาแล้วจะตั้งเป็นนโยบายว่าอยากมองเห็นการทำประมงที่ยั่งยืน และเกิดความอุดมสมบูรณ์ในทะเลอ่าวไทยและทะเลอันดามันด้วย นี่คือเป้าหมายหลัก
เชื่อว่าถ้าเราสามารถตอบโจทย์การทำประมงแบบยั่งยืนได้ จะสามารถจะไปตอบโจทย์ประมงไอยูยูได้อย่างแน่นอน และผลประโยชน์ที่ดีจะตกอยู่กับพี่น้องประชาชน หรือชาวประมง"
โอบามาชมไทยแก้ถูกทาง
พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางอียู จะมาดูการทำงานของไทยเป็นระยะๆ อยู่แล้ว แต่คราวนี้คิดว่าถ้าเรามีความพร้อม ก็จะส่งทีมงานไปชี้แจงว่าเรามีความคืบหน้าอย่างไร คาดว่าเป็นปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ส่วนทางอียูจะพิจารณาผลลัพธ์อย่างไรเป็นอีกเรื่อง
"สิ่งที่วัดผลได้ว่าเรามาถูกทางแล้วก็คือ ทางประธานาธิบดีบารัก โอบามาของสหรัฐอเมริกา ได้ชื่นชมประเทศไทยในช่วงที่นายกรัฐมนตรีของไทยไปร่วมประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติครั้งที่ 71 ที่นครนิวยอร์ก ใน 3 เรื่อง ซึ่ง 1 ใน3 เรื่องคือการแก้ไขปัญหาไอยูยู ที่เราได้เดินหน้าแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ และยังต้องเดินหน้าต่อไป"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,198 วันที่ 6 - 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559
น้ำ 4 เขื่อนหลักสูงสุดรอบ 3 ปี
"พล.อ.ฉัตรชัย" กล่าวถึงเรื่องเร่งด่วนเรื่องแรกคือ การบริหารจัดการน้ำโดยกรมชลประทานว่า จากข้อมูลล่าสุด ( ณ 4 ต.ค.59) น้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยบำรุงแดน และป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำเก็บกักมากสุดในรอบ 3 ปีที่ผ่าน โดยมีปริมาตรน้ำใช้การได้อยู่ที่ 8,208 ล้านลูกบาศก์เมตร จากปี 2558 มีน้ำใช้การได้ 2,900 ล้านลูกบาศก์เมตร และปี 2557 ที่ 5,500 ล้านลูกบาศก์เมตร และปี 2556 อยู่ที่ 6,200 ล้านลูกบาศก์เมตร คาดการณ์ว่าสิ้นฤดูฝนปีนี้ทั้ง 4 เขื่อนจะมีปริมาตรน้ำใช้การได้ใกล้ 9,000 ล้านลูกบาศก์เมตร คือระหว่าง 8,500-9,000 ล้านลูกบาศก์เมตร สถานการณ์เช่นนี้จะทำให้ความมั่นคงในการบริหารจัดการน้ำทั้ง 4 เขื่อนหลักอยู่ในเกณฑ์พอใช้ได้ ไม่ถึงดีมาก
"เช่นเดียวกันกับสถานการณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ 33 เขื่อน(ณ 4 ต.ค.59) มีปริมาตรน้ำใช้การได้อยู่ที่ 21,130 ล้านลูกบาศก์เมตร มากกว่าปีก่อนๆ จึงทำให้การบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งปี 2560 พอใช้การได้ ซึ่งต้องนำมาดูแลใน 3 ด้านหลัก คือ 1.ใช้ในการอุปโภคบริโภค 2.รักษาระบบนิเวศ 3.ดูเรื่องการทำเกษตร พืชไร่ พืชสวน เพราะฉะนั้นการดูแลแบบนี้ในเขตชลประทานในปีหน้าจะทำได้ดีกว่า เพราะมีน้ำต้นทุนเราสูงกว่าทุกปี"
เปิดแผนเก็บน้ำ
ในช่วงนี้ทางกรมอุตุนิยมวิทยาได้มีพยากรณ์ว่ามีร่องมรสุมได้เลื่อนลงมาพาดผ่านภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ซึ่งจากการพยากรณ์ข้างต้นทางกระทรวงเกษตรฯ ได้มีการบริหารจัดการน้ำโดยระบบของชลประทาน เริ่มตั้งแต่เขื่อนเจ้าพระยาขึ้นไปทางด้านเหนือ กับเขื่อนเจ้าพระยาลงมาทางใต้
โดยทางด้านเหนือน้ำท่าปริมาณน้ำฝนตกลงไปอาจจะมีการควบรวมอยู่ในพื้นที่ขัง ที่ลุ่มต่ำบ้าง จะระบายลงสู่แม่น้ำ จะมีลำน้ำใหญ่ๆ 3 สาขาเป็นหลัก ประกอบด้วย ด้านแม่น้ำปิง น่าน และยม เป็นหลัก โดยด้านแม่น้ำปิง มีเขื่อนภูมิพลเป็นที่กักเก็บสำคัญ ณ วันที่ 4 ตุลาคม มีปริมาตรน้ำในอ่าง 6,094 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือสัดส่วน 45% ของความจุ มีปริมาตรน้ำใช้การได้ 2,294 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือสัดส่วน 24% เพราะฉะนั้นยังรับน้ำได้อีกจำนวนมาก
ส่วนเขื่อนสิริกิติ์ซึ่งรับน้ำทางด้านแม่น้ำน่าน ปัจจุบัน มีปริมาณน้ำ 7,229 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 76% ของความจุ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 4,379 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 66% น้ำใช้การได้ ยังรับน้ำได้อีกจำนวนมาก แต่จะมีปัญหาอยู่อีกที่เดียวก็คือ ลุ่มแม่น้ำยม ไม่มีเขื่อนรองรับ แต่ว่าก็ได้ไปบริหารจัดการโดยเจรจากับพื้นที่ทั้งทางสุโขทัยและพิษณุโลกจะใช้วิธีการไปเก็บในแก้มลิง ซึ่งของเดิมมีอยู่แล้วที่ทุ่งทะเลหลวง ก็จะนำน้ำเข้าไปเติมด้วย และแก้มลิงที่จะไปพัฒนาอีก 3 แห่งใหม่ก็จะดึงน้ำเข้าไปเก็บไว้ด้วย ส่วนในปีหน้าจะให้ปรับเปลี่ยนวิธีการทำนาคือให้ชาวนาปลูกข้าวได้ตั้งแต่เดือนเมษายน จะไปเก็บเกี่ยวได้เดือน กรกฎาคมเพื่อเลี่ยงผลกระทบน้ำหลาก สรุปภาพรวมแล้วอยากให้สบายว่าเขื่อนสามารถรองรับน้ำได้อีกจำนวนมาก
สร้างความเข้าใจ-เร่งจ่ายเยียวยา
พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวอีกว่า ส่วนทางด้านใต้ของเขื่อนเจ้าพระยาลงมา ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทานจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปล่อยน้ำจากด้านบนลงมาบ้าง เนื่องจากมีแผนที่จะต้องป้องกันน้ำท่วมในช่วงเดือนตุลาคมที่คาดการณ์ว่าจะมีฝนเข้ามามาก เพื่อไม่ให้เกิดปัญหารุนแรง จำเป็นที่จะต้องระบายน้ำลงในอัตราที่ 2 พันลูกบาศก์เมตร/วินาที ย่อมจะมีผลกระทบกับพื้นที่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งหมด แต่ในกระบวนการจะไม่มีปัญหาสำหรับพื้นที่ที่อยู่ในคันกั้นน้ำ แต่จะมีปัญหาอยู่สำหรับพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ และพื้นที่ในลุ่มต่ำ
"ปัจจุบันมีน้ำท่วมกว่า 10 จังหวัด เป็นการรายงานข้อมูลของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ได้รายงานพื้นที่เกษตรเสียหายกว่า 1.21 แสนไร่ กระทบต่อเกษตรกร 42,658 ครัวเรือน อาทิ สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา อุทัยธานี นครสวรรค์ ชัยนาท พิจิตร พิษณุโลก สุพรรณบุรี เป็นต้น ซึ่งทางท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้กำชับว่าหากมีความเสียหายในพื้นที่เกษตรจะต้องเป็นไปตามระบบราชการคือต้องมีการชดเชยให้ อาทิ นาข้าว ชดเชยได้อัตรา 1,113 บาทต่อไร่ พืชไร่ 1,148 บาทต่อไร่ และพืชสวน 1,690 บาทต่อไร่โดยเร็ว
เร่งทบทวนก.ม.ลูกแก้IUU
ในส่วนของการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายที่เป็นอีกหนึ่งในวาระเร่งด่วนนั้นได้มีการดำเนินการออกกฎหมายลูกของ พ.ร.ก.การประมงปี 2558 กว่า 90 ฉบับเรียบร้อยแล้ว เมื่อมารับตำแหน่งก็จะมาทบทวนว่ากฎหมายที่ออกมาแล้วเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับทุกฝ่าย
"ผมไม่ได้คำนึงถึงใบเหลืองหรือใบแดงเท่าไร เมื่อเข้ามาแล้วจะตั้งเป็นนโยบายว่าอยากมองเห็นการทำประมงที่ยั่งยืน และเกิดความอุดมสมบูรณ์ในทะเลอ่าวไทยและทะเลอันดามันด้วย นี่คือเป้าหมายหลัก
เชื่อว่าถ้าเราสามารถตอบโจทย์การทำประมงแบบยั่งยืนได้ จะสามารถจะไปตอบโจทย์ประมงไอยูยูได้อย่างแน่นอน และผลประโยชน์ที่ดีจะตกอยู่กับพี่น้องประชาชน หรือชาวประมง"
โอบามาชมไทยแก้ถูกทาง
พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางอียู จะมาดูการทำงานของไทยเป็นระยะๆ อยู่แล้ว แต่คราวนี้คิดว่าถ้าเรามีความพร้อม ก็จะส่งทีมงานไปชี้แจงว่าเรามีความคืบหน้าอย่างไร คาดว่าเป็นปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ส่วนทางอียูจะพิจารณาผลลัพธ์อย่างไรเป็นอีกเรื่อง
"สิ่งที่วัดผลได้ว่าเรามาถูกทางแล้วก็คือ ทางประธานาธิบดีบารัก โอบามาของสหรัฐอเมริกา ได้ชื่นชมประเทศไทยในช่วงที่นายกรัฐมนตรีของไทยไปร่วมประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติครั้งที่ 71 ที่นครนิวยอร์ก ใน 3 เรื่อง ซึ่ง 1 ใน3 เรื่องคือการแก้ไขปัญหาไอยูยู ที่เราได้เดินหน้าแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ และยังต้องเดินหน้าต่อไป"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,198 วันที่ 6 - 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559






