
วิเคราะห์สถานการณ์ราคาทองคำประจำวันนี้(4 ต.ค.59)
บทวิเคราะห์สถานการณ์ราคาทองคำแท่ง ประจำวันที่ 4 ตุลาคม 2559 โดยบริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
คำแนะนำ
หากราคายืนเหนือ 1,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เปิดสถานะซื้อ(ตัดขาดทุนหากหลุด 1,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์) แต่หากราคาทองคำดีดตัวขึ้นยังไม่สามารถยืนเหนือ 1,319 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อาจพิจารณาเปิดสถานะขายเพื่อทำกำไรระยะสั้น
หากราคาทองคำไม่สามารถ break out กรอบราคาด้านบนหรือไม่สามารถยืนเหนือแนวต้าน 1,319 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อาจเกิดแรงขายตามมาอาจส่งผล ทำให้ราคายังคงมีโอกาสขยับลงทดสอบแนวรับบริเวณ 1,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากทะลุแนวต้านแรกไปได้ แนวต้านถัดไปอยู่ในโซน 1,328 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ทองคำ:ดอลลาร์ต่อออนซ์
แนวรับ 1,300 1,293 1,285
แนวต้าน 1,319 1,328 1,339
ปัจจัยพื้นฐาน ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง 4.35 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยราคาทองคำได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ หลัง ISM ระบุว่า ดัชนีภาคการผลิตของ ISM พุ่งขึ้นแตะระดับ 51.5 ในเดือนก.ย. เพิ่มขึ้นจากระดับ 49.4 ในเดือนส.ค.และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ 50.3 ซึ่งดัชนีที่อยู่เหนือระดับ 50 บ่งชี้ถึงภาวะขยายตัวหลังจากอยู่ในภาวะหดตัวในเดือนส.ค. นอกจากนี้ตัวเลขภาคการผลิตที่แข็งแกร่งยังส่งผลให้เกิดกระแสการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ โดยสัญญาอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นบ่งชี้ว่ามีความเป็นไปได้ถึง 62.1% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ.ค. อย่างไรก็ตามความชัดเจนในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดอาจขึ้นอยู่กับตัวเลขในตลาดแรงงานและความเห็นของเจ้าหน้าที่เฟดที่จะมีการเปิดเผยและมีแถลงการณ์ในวันศุกร์นี้ ขณะที่วันนี้แนะนำนักลงทุนติดตามการโต้วาทีของผู้สมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐที่จะจัดขึ้นในวันที่ 4 ต.ค.ตามเวลาสหรัฐซึ่งตรงกับเช้าวันพุธที่ 5 ต.ค.ตามเวลาไทย
คำแนะนำ
หากราคายืนเหนือ 1,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เปิดสถานะซื้อ(ตัดขาดทุนหากหลุด 1,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์) แต่หากราคาทองคำดีดตัวขึ้นยังไม่สามารถยืนเหนือ 1,319 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อาจพิจารณาเปิดสถานะขายเพื่อทำกำไรระยะสั้น
ทองคำ:ดอลลาร์ต่อออนซ์
แนวรับ 1,300 1,293 1,285
แนวต้าน 1,319 1,328 1,339
ปัจจัยพื้นฐาน ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง 4.35 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยราคาทองคำได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ หลัง ISM ระบุว่า ดัชนีภาคการผลิตของ ISM พุ่งขึ้นแตะระดับ 51.5 ในเดือนก.ย. เพิ่มขึ้นจากระดับ 49.4 ในเดือนส.ค.และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ 50.3 ซึ่งดัชนีที่อยู่เหนือระดับ 50 บ่งชี้ถึงภาวะขยายตัวหลังจากอยู่ในภาวะหดตัวในเดือนส.ค. นอกจากนี้ตัวเลขภาคการผลิตที่แข็งแกร่งยังส่งผลให้เกิดกระแสการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ โดยสัญญาอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นบ่งชี้ว่ามีความเป็นไปได้ถึง 62.1% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ.ค. อย่างไรก็ตามความชัดเจนในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดอาจขึ้นอยู่กับตัวเลขในตลาดแรงงานและความเห็นของเจ้าหน้าที่เฟดที่จะมีการเปิดเผยและมีแถลงการณ์ในวันศุกร์นี้ ขณะที่วันนี้แนะนำนักลงทุนติดตามการโต้วาทีของผู้สมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐที่จะจัดขึ้นในวันที่ 4 ต.ค.ตามเวลาสหรัฐซึ่งตรงกับเช้าวันพุธที่ 5 ต.ค.ตามเวลาไทย






