
สธ.เร่งจัดทำแนวทางการดูแลหญิงตั้งครรภ์ฯจากโรคติดเชื้อไวรัสซิกา
กระทรวงสาธารณสุข เร่งจัดทำแนวทางดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่อยู่ในพื้นที่พบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสซิกาหรือติดเชื้อไวรัสซิกา รวมทั้งทารกศีรษะเล็กจากแม่ติดเชื้อ ย้ำทุกมาตรการที่ดำเนินการเป็นการลงทุนเพื่อให้ประชาชนปลอดภัย พร้อมกำชับทุกพื้นที่เข้มการกำจัดลูกน้ำยุงลาย ชี้สถานที่ที่ยังพบลูกน้ำยุงลายในภาชนะสูงคือ ศาสนสถาน โรงเรียน โรงงานและโรงพยาบาล
วันนี้ (3 ต.ค.2559) ที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค ประชุมศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน กรณีโรคติดเชื้อไวรัสซิกา เพื่อรับทราบสถานการณ์ ผลการดำเนินการ มาตรการการดำเนินการเพิ่มเติมและแนวทางการสื่อสารความเสี่ยงเพื่อให้ประชาชนเข้าใจ ไม่ตื่นตระหนก และให้สัมภาษณ์ว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้ดำเนินการเฝ้าระวัง ควบคุมป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสซิกาอย่างเต็มที่ โดยในกลุ่มเสี่ยงหญิงตั้งครรภ์ในพื้นที่ที่พบผู้ป่วยหรือสงสัยว่าติดเชื้อทุกคนจะต้องได้รับการตรวจทางห้องปฏิบัติการว่าติดเชื้อไวรัสซิกาหรือไม่ เพื่อวางแผนการดูแลต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้คณะกรรมการด้านวิชาการ ศึกษาต่อเนื่องให้มีข้อมูลเพียงพอเพื่อจัดทำแนวทางการบริหารจัดการ เช่น หญิงวัยเจริญพันธ์ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร หากหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อต้องดำเนินการอย่างไร และเด็กที่เกิดมาศีรษะเล็กต้องวางแผนดูแลต่อเนื่องอย่างไร
ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวต่อว่าขอให้เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ขณะนี้ประชาชนกำลังตื่นตัวในเรื่องการป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสซิกา ให้เร่งเสริมความเข้มข้นของระบบป้องกันควบคุมโรคอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในเรื่องการกำจัดลูกน้ำยุงลาย เพราะจะได้ผลในการควบคุมโรคที่เกิดจากยุงลายทั้งหมด ที่สำคัญคือโรคไข้เลือดออก ข้อมูลจากสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค ตั้งแต่มกราคมถึง 27 กันยายน 2559 พบผู้ป่วย 44,396 คน เสียชีวิต 33 ราย ซึ่งน้อยกว่าปี 2558 ในช่วงเวลาเดียวกันถึงร้อยละ 50.73 ทั้งนี้เป็นผลจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนโดยเฉพาะประชาชน ที่ตื่นตัวในการกำจัดลูกน้ำยุงลาย อย่างไรก็ตาม ยังพบพื้นที่ที่ยังมีปัญหาลูกน้ำยุงลายสูงคือ ศาสนสถานพบร้อยละ 60.47 โรงเรียนร้อยละ 41.40 โรงงานร้อยละ 38.10 และโรงพยาบาลร้อยละ 27.59 ส่วนในบ้านประชาชนแหล่งที่พบลูกน้ำยุงลายในภาชนะมากที่สุดคือภาชนะที่เก็บน้ำใช้พบถึงร้อยละ 70 รวมทั้งในภาชนะที่ไม่ใช้ประโยชน์ และยางรถเก่า
ด้าน นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขอให้กรมควบคุมโรค เร่งรัดดำเนินการเพิ่มเติม ดังนี้ 1.จัดระบบเฝ้าระวัง ตรวจคัดกรอง และรายงานผู้ติดเชื้อไวรัสซิกาที่มีอาการทางระบบประสาท 2.จัดระบบเฝ้าระวัง ตรวจคัดกรองและรายงานเด็กศีรษะเล็กที่คลอดจากแม่ติดเชื้อไวรัสซิกา 3.ดำเนินการตามข้อเสนอของคณะกรรมการด้านวิชาการ ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 ที่เสนอให้กระทรวงสาธารณสุขเฝ้าระวังในหญิงตั้งครรภ์อย่างเข้มข้น และบริหารจัดการหญิงตั้งครรภ์ในพื้นที่ที่พบผู้ป่วย หรือติดเชื้อไวรัสซิกา อาทิ ปรับปรุงแนวทางการดูแล จัดระบบการคัดกรอง จัดทำแนวทางการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่สงสัยจะติดเชื้อไวรัสซิกา หรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการพบผู้ติดเชื้อไวรัสซิกา โดยมีผู้แทนกรมควบคุมโรค กรมการแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ราชวิทยาลัยสูติกรรม กุมารเวชกรรม จิตแพทย์ รังสีการแพทย์ เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ การสนับสนุนงบประมาณในการตรวจคัดกรอง ตรวจวินิจฉัยโรค และการวิจัย
วันนี้ (3 ต.ค.2559) ที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค ประชุมศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน กรณีโรคติดเชื้อไวรัสซิกา เพื่อรับทราบสถานการณ์ ผลการดำเนินการ มาตรการการดำเนินการเพิ่มเติมและแนวทางการสื่อสารความเสี่ยงเพื่อให้ประชาชนเข้าใจ ไม่ตื่นตระหนก และให้สัมภาษณ์ว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้ดำเนินการเฝ้าระวัง ควบคุมป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสซิกาอย่างเต็มที่ โดยในกลุ่มเสี่ยงหญิงตั้งครรภ์ในพื้นที่ที่พบผู้ป่วยหรือสงสัยว่าติดเชื้อทุกคนจะต้องได้รับการตรวจทางห้องปฏิบัติการว่าติดเชื้อไวรัสซิกาหรือไม่ เพื่อวางแผนการดูแลต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้คณะกรรมการด้านวิชาการ ศึกษาต่อเนื่องให้มีข้อมูลเพียงพอเพื่อจัดทำแนวทางการบริหารจัดการ เช่น หญิงวัยเจริญพันธ์ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร หากหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อต้องดำเนินการอย่างไร และเด็กที่เกิดมาศีรษะเล็กต้องวางแผนดูแลต่อเนื่องอย่างไร
ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวต่อว่าขอให้เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ขณะนี้ประชาชนกำลังตื่นตัวในเรื่องการป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสซิกา ให้เร่งเสริมความเข้มข้นของระบบป้องกันควบคุมโรคอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในเรื่องการกำจัดลูกน้ำยุงลาย เพราะจะได้ผลในการควบคุมโรคที่เกิดจากยุงลายทั้งหมด ที่สำคัญคือโรคไข้เลือดออก ข้อมูลจากสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค ตั้งแต่มกราคมถึง 27 กันยายน 2559 พบผู้ป่วย 44,396 คน เสียชีวิต 33 ราย ซึ่งน้อยกว่าปี 2558 ในช่วงเวลาเดียวกันถึงร้อยละ 50.73 ทั้งนี้เป็นผลจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนโดยเฉพาะประชาชน ที่ตื่นตัวในการกำจัดลูกน้ำยุงลาย อย่างไรก็ตาม ยังพบพื้นที่ที่ยังมีปัญหาลูกน้ำยุงลายสูงคือ ศาสนสถานพบร้อยละ 60.47 โรงเรียนร้อยละ 41.40 โรงงานร้อยละ 38.10 และโรงพยาบาลร้อยละ 27.59 ส่วนในบ้านประชาชนแหล่งที่พบลูกน้ำยุงลายในภาชนะมากที่สุดคือภาชนะที่เก็บน้ำใช้พบถึงร้อยละ 70 รวมทั้งในภาชนะที่ไม่ใช้ประโยชน์ และยางรถเก่า
ด้าน นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขอให้กรมควบคุมโรค เร่งรัดดำเนินการเพิ่มเติม ดังนี้ 1.จัดระบบเฝ้าระวัง ตรวจคัดกรอง และรายงานผู้ติดเชื้อไวรัสซิกาที่มีอาการทางระบบประสาท 2.จัดระบบเฝ้าระวัง ตรวจคัดกรองและรายงานเด็กศีรษะเล็กที่คลอดจากแม่ติดเชื้อไวรัสซิกา 3.ดำเนินการตามข้อเสนอของคณะกรรมการด้านวิชาการ ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 ที่เสนอให้กระทรวงสาธารณสุขเฝ้าระวังในหญิงตั้งครรภ์อย่างเข้มข้น และบริหารจัดการหญิงตั้งครรภ์ในพื้นที่ที่พบผู้ป่วย หรือติดเชื้อไวรัสซิกา อาทิ ปรับปรุงแนวทางการดูแล จัดระบบการคัดกรอง จัดทำแนวทางการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่สงสัยจะติดเชื้อไวรัสซิกา หรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการพบผู้ติดเชื้อไวรัสซิกา โดยมีผู้แทนกรมควบคุมโรค กรมการแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ราชวิทยาลัยสูติกรรม กุมารเวชกรรม จิตแพทย์ รังสีการแพทย์ เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ การสนับสนุนงบประมาณในการตรวจคัดกรอง ตรวจวินิจฉัยโรค และการวิจัย






