
เปิดวิสัยทัศน์ผู้ว่าแบงก์ชาติ “วิรไท “ แนะ 4 แนวทางพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน
ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ได้ปาฐกถาพิเศษ “Thailand Agenda 2030: วิสัยทัศน์การพัฒนาใหม่สู่ประเทศไทยที่ยั่งยืน” ในงาน “Thailand SDGs Forum # 3: Thailand Sustainability Journey” เมื่อวันที่ 27 กันยายน ที่ผ่านมาซึ่งจัดโดยมูลนิธิมั่นพัฒนา ร่วมกับสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า
ในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา คงจะไม่มีใครในแวดวงงานด้านพัฒนาที่ไม่ได้ยินคำว่า เป้าหมายการพัฒนาที่ ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals : SDGs ) SDGs เป็นทั้งเป้าหมายและวาระของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ผู้นำจากเกือบทุกประเทศทั่วโลกได้ร่วมกันรับรองว่าจะทำงานร่วมกัน เพื่อยุติความยากจน ความหิวโหย สร้างหลักประกันว่าคนจะมีความเป็นอยู่ที่ดี เสมอภาคและตรงธรรม ตลอดจนรักษาและฟื้นฟูทรัพยากรและระบบนิเวศของโลก
เตือนเร่งพัฒนาก่อนติดกับดัก
ในปี 2015 ที่ประชุมสหประชาชาติได้กำหนด SDGs เป็นกรอบหลักของการพัฒนาในช่วงปี 2016-2030 ต่อยอดจากเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษหรือ Millennium Development Goals ที่เรารู้จักกันดีว่า MDGs ที่ได้ตกลงไว้ตั้งแต่ปี 2000 ถ้าเราจะมุ่งให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน จริง ๆ แล้วเราคงต้องมองไกลกว่า ปี 2030 ช่วง 15 ปีข้างหน้าของ SDGs นี้ อาจถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ทุกประเทศและทุกภาคส่วน ต้องเร่งดำเนินการเพื่อสร้างรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาระยะยาว ถ้าเราไม่ร่วมกันดำเนินการอย่างจริงจัง ในช่วง 15 ปีข้างหน้านี้แล้ว โลกของเราและประเทศของเราอาจจะติดกับดักหลาย ๆ ด้านลึกลงไปอีกยากที่จะหลุดออกมาได้โดยง่าย
ถ้าเรามองย้อนกลับไปในช่วง 15 ปีของ Millennium Development Goals จะพบว่าการพัฒนาที่ เกิดขึ้นได้ทำให้คุณภาพชีวิตของคนในโลกดีขึ้นมากในหลายด้าน ประชากรโลกที่มีรายได้น้อยกว่า 2 เหรียญสหรัฐต่อวัน ลดลงจากร้อยละ 28 เหลือร้อยละ 10 จำนวนผู้ที่เผชิญกับความหิวโหยลดลงจากร้อยละ 15 เหลือร้อยละ 11 และสัดส่วนประชากรที่เข้าถึงแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคที่สะอาด สุขาภิบาลที่ดี และการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้เครื่องชี้อีกหลายด้านสะท้อนได้เป็นอย่างดีว่าโลกของเราได้รับการดูแลเอาใจใส่มากขึ้น เช่น อัตราการ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ต่อหน่วยมูลค่าเพิ่มปรับลดลงร้อยละ 13 และพื้นที่ทะเลหลักของโลกที่มีความ หลากหลายทางชีวภาพได้รับการปกป้องเพิ่มขึ้น ตัวเลขเหล่านี้อาจจะดูน่าพอใจ
กรอบคิด SDGsต้องเท่าทันปัญหา
แต่ถ้าลงในรายละเอียดแล้วจะพบว่า โลกยังมีประชากรอีกกว่า 700 ล้าน คนที่ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ไม่มีแหล่งน้ำที่สะอาดและไม่มีไฟฟ้าใช้ ประชากรในโลกเกือบ 900 ล้านคนยังต้อง อาศัยในชุมชนแออัด ช่องว่างของการพัฒนากว้างขึ้นเมื่อเทียบระหว่างประเทศและภายในประเทศเดียวกัน การพัฒนาที่ผ่านมาส่งผลให้ผู้ยากจนและผู้ด้อยโอกาสจำนวนมากถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ขาดโอกาสที่จะวิ่งตามได้ทัน เกิดปัญหาความขัดแย้งในสังคมรูปแบบใหม่ ๆ ในขณะที่ปัญหาโลกร้อนและระบบนิเวศของโลกส่งผลกระทบ ชัดเจนขึ้นและรุนแรงขึ้น ปัญหาที่เราต้องเผชิญในวันนี้และระยะเวลาข้างหน้านี้จะรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น
แสดงให้เห็นว่าเราจะไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้อย่างยั่งยืนถ้าไม่เปลี่ยนกรอบแนวคิดของการพัฒนา การมุ่ง ทำงานให้มากขึ้นในกรอบเดิม จะไม่เท่าทันต่อการแก้ไขปัญหา เป้าหมาย SDGs เป็นกรอบแนวคิดการพัฒนา ใหม่ ที่อาจจะช่วยให้เรามีโอกาสแก้ไขปัญหาที่เราต้องเผชิญในวันนี้ และวันข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน และตรงธรรม
รายงาน Global Risks Report ประจำปี 2016 ของ World Economic Forum ได้นำเสนอปัญหาที่ เป็นความท้าทายใหญ่ของโลกไว้หลายด้าน ผมอาจจะขอยกตัวอย่างบางด้าน ที่แสดงให้เห็นว่า การพัฒนาหรือการ แก้ปัญหาตามกรอบความคิดเดิมด้วยวิธีการแบบเดิมจะไม่เท่าทันต่อความรุนแรงของปัญหาที่ก าลังเกิดขึ้น ปัญหา แรกเกิดจากความล้มเหลวในการบริหารจัดการ การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ หรือ Climate Change ปัญหานี้จะมีผลกระทบรุนแรงมาก เพราะมีความเชื่อมโยงสูงกับปัญหาอื่น ๆ ศาตราจารย์ Jeffrey Sachs ที่เรา รู้จักกันดี ท่านเป็นผู้มีส่วนสำคัญยิ่งในการผลักดันเป้าหมาย SDGs ได้เคยพูดไว้ว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเป็น จทย์ที่ยากมากอยู่แล้วด้วยตัวของมันเอง แต่การแก้ไขจะยิ่งลำบากมากขึ้นเมื่อเพิ่มปัจจัยจากการขยายตัวของ เมือง กระบวนการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ การขยายตัวของประชากรโลก และการใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรน้ าและดินอย่างเกินพอดี ปัญหาเหล่านี้ล้วนเกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์ทั้งสิ้น
โลกเผชิญภาวะเปลี่ยนเปลี่ยนรุนแรง
รายงานล่าสุดของ Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) แสดงให้เห็นว่าก๊าซเรือน กระจกอยู่ที่ระดับสูงที่สุดในรอบ 800,000 ปี และอุณหภูมิโลกอาจปรับเพิ่มขึ้นในปี 2100 ถึง 2.7 องศาเซลเซียส เทียบกับช่วงก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมแม้ว่าทุกประเทศจะสามารถดำเนินการตามข้อตกลงปารีสเมื่อปี 2015 ได้ก็ตามภาวะโลกร้อนดังกล่าวจะทำให้เกิดความผันผวนของสภาพอากาศอย่างรุนแรง บางพื้นที่จะโดนน้ำท่วมถาวร และบางพื้นที่จะกลายเป็นพื้นที่แห้งแล้งทำประโยชน์ไม่ได้
การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจะเชื่อมโยงกับการขาดแคลนน้าสะอาด ข้อมูลของ World Economic Forum แสดงให้เห็นกว่าร้อยละ 70 ของน้าจืดในโลกถูกใช้เพื่อกิจกรรมทางด้านการเกษตร ตัวเลขดังกล่าวจะสูงถึงร้อยละ 90 ในกลุ่มประเทศด้อยพัฒนา และเราจะต้องการน้าเพื่อการเกษตรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีผลผลิตเพียงพอที่จะเลี้ยงดูประชากรโลกที่กำลังขยายตัว
นอกจากนี้ มีการคาดการณ์ว่าความต้องการน้ำเพื่อการผลิตไฟฟ้าและการอุตสาหกรรมในเอเชียจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 70 ในปี 2030 และความต้องการน้ำในโลกจะมากกว่าอุปทานการใช้น้ำอย่างยั่งยืนถึงร้อยละ 40 ภายในปี 2030 เมื่อมองไกลไปถึงปี 2050 OECD ได้ประมาณการว่าประชากรโลกกว่า 4 พันล้านคนจะอาศัยอยู่ในพื้นที่ขาดแคลนแหล่งน้ำ า ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบ ต่อความมั่นคงด้านอาหารของประชากรโลกในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อมีการขยายตัวของประชากรชนชั้นกลาง ที่บริโภคเนื้อสัตว์ในปริมาณมาก ความต้องการพืชที่เป็นอาหารสัตว์จะสูงขึ้นมาก ในขณะที่พื้นที่เพื่อการเพาะปลูก จะถูกแปรสภาพให้กลายเป็นเมือง โรงงานอุตสาหกรรม และเส้นทางการคมนาคม พื้นที่ป่าจะถูกบุกรุกทำลายมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อแปลงเป็นพื้นที่เกษตรกรรม
สภาพอากาศก่อให้เกิดปัญหาโรคระบาด
ปัญหาอีกด้านหนึ่งที่ World Economic Forum ได้พูดไว้ก็คือการเกิดโรคระบาด วิกฤตไวรัสอีโบลา ในช่วงสองปีที่ผ่านมา หรือการแพร่กระจายของไวรัสซิกาในปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่าการเกิดโรคระบาดยังคงเป็น ปัญหาสำคัญ โดยเฉพาะโรคระบาดประเภทใหม่ ๆ สำหรับทั้งคน สัตว์ และพืช ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของ สภาพภูมิอากาศ ปัจจัยสำคัญที่สุดของการแพร่กระจายของโรค คือการขยายตัวของจำนวนประชากรและการอยู่ ร่วมกันเป็นเมืองแต่ยังขาดแคลนบริการด้านสาธารณสุขพื้นฐานอย่างพอเพียง ยิ่งไปกว่านั้น โรคเหล่านี้ไม่มี พัฒนาการด้านยารักษาอย่างเท่าทัน บริษัทยาขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพจะพัฒนายาสำหรับโรคเหล่านี้ขาดแรงจูงใจที่จะทำเพราะมีผลตอบแทนทางธุรกิจค่อนข้างต่ำ
มีผู้ประมาณการว่าอาจจะมีผู้เสียชีวิตจากโรคระบาดถึงปีละ ประมาณ 10 ล้านคนภายในปี 2050 หากยังไม่มีการจัดการปัญหานี้อย่างจริงจัง ที่สำคัญที่สุดคือเราไม่อาจแน่ใจ ได้ว่าโรคแปลก ๆ ใหม่ ๆ จะไม่เกิดขึ้นในภูมิภาคที่เราอาศัยอยู่ เราจึงต้องเตรียมพร้อมให้ทุกภูมิภาคมีวิธีการ รับมือที่มีประสิทธิผลและรวดเร็วเพียงพอที่จะควบคุมความเสี่ยงไม่ให้ขยายตัวออกไปในวงกว้าง หากเกิดโรคใหม่ ๆ ขึ้น
ปัญหาจากการขัดแย้งขั้วความคิด
นอกจากปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและโรคระบาดแล้ว ปัญหาต่อมาที่ World Economic Forum กล่าวถึงคือปัญหาเสถียรภาพทางสังคม เพราะสถาบันต่าง ๆ ของสังคมไม่สามารถ รับฟังความคิดเห็นของประชาชนกลุ่มต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป และไม่สามารถนำความคิดเห็นดังกล่าวไปสู่การ ปรับเปลี่ยนบริบททางสังคมและการเมืองได้อย่างสันติ หลายเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้แสดงให้เห็นว่าคนใน โลกไม่ไว้เนื้อเชื่อใจในผู้นำองค์กรภาครัฐและภาคธุรกิจ หรือแม้กระทั่งองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรและภาคประชาชน ด้วยกันเอง สถานการณ์เช่นนี้จะเร่งให้เกิดการแบ่งขั้วทางความคิดของคนในสังคมแบบสุดโต่ง จนอาจนำไปสู่ ความขัดแย้ง ความแตกแยกในสังคมและสงครามกลางเมือง ซึ่งแน่นอนว่าสถานการณ์ในลักษณะนี้จะไม่เป็นผลดีต่อการเตรียมรับความเสี่ยงใหม่ ๆ ที่โลกต้องเผชิญ ไม่ส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ถูกที่ควรได้อย่างรวดเร็วทันการณ์
เตือนไทยอย่าชะล่าใจเผชิญโจทย์ท้าทาย
ตัวอย่างปัญหาทั้งสามด้านที่ผมได้กล่าวมาแล้วนั้น เป็นความเสี่ยงใหญ่ที่ประชากรในโลกกำลังเผชิญและ เป็นสาเหตุสำคัญที่เราต้องร่วมกันผลักดันให้การพัฒนาเดินไปในแนวทางของ SDGs สำหรับประเทศไทยเองเรา อาจจะโชคดีที่เราเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารส่วนเกิน แต่เราไม่อาจชะล่าใจได้ว่าความท้าทายต่าง ๆ ที่กำลัง เกิดขึ้น และจะเพิ่มขึ้นในอนาคต จะไม่ส่งผลกระทบต่อเราอย่างรุนแรง การตื่นตัวตอบรับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อนามาขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมจึงเป็นสิ่งที่จำ เป็นยิ่ง แม้ว่าแนวทางการพัฒนาประเทศของเราที่ ผ่านมาจะส่งผลให้คุณภาพชีวิตของคนไทยดีขึ้นมาก
เช่น เมื่อเทียบกับปี 2000 แล้ว สัดส่วนประชากรที่อยู่ใต้เส้น ความยากจนหรือผู้ที่มีรายได้น้อยกว่าวันละ 2 USD ปรับลดลงจากร้อยละ 42 เหลือร้อยละ 11 และอายุขัยเฉลี่ย ของคนไทยปรับเพิ่มขึ้นจาก 70.6 เป็น 74.4 ปี แต่เรายังมีคนที่อยู่ใต้เส้นความยากจนกว่า 7.3 ล้านคน โดยร้อยละ 80 ของคนเหล่านี้อาศัยอยู่ในชนบท เรายังมีประชากรประมาณ 6.7 ล้านคนที่อยู่เหนือเส้นความยากจนไม่มากและ มีความเสี่ยงที่จะกลับไปอยู่ใต้เส้นความยากจนได้ เพราะมีภูมิคุ้มกันต่ าและมีฐานะทางเศรษฐกิจที่เปราะบาง
เครื่องชี้ SDGsไทยหลายด้านยังไม่ดี
นอกจากนี้ถ้าดูเครื่องชี้ SDGs ของประเทศไทยจะพบว่ามีหลายด้านที่เรายังทำได้ไม่ดี เช่น ตัวเลขด้าน สาธารณสุขสะท้อนว่าเรามีจำนวนแพทย์ไม่พอเพียง มีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรสงูมาก และมีอัตรา การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นสูง ในด้านสิ่งแวดล้อม เรามีฝุ่นละเอียดในปริมาณสงู มีปริมาณของเสียและขยะต่อหัวต่อปี ในระดับสูง รวมถึงมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ต่อหัวที่ยังน่าเป็นห่วง ในด้านสังคมเรายังมีอัตรา การเกิดอาชญากรรมสูงและมีประชาชนจำนวนมากที่ยังยอมรับการทุจริตคอร์รัปชันได้ ขณะที่ช่องว่างระหว่าง คนรวยกับคนจนถ่างขึ้น แต่ระบบการศึกษาซึ่งเป็นเครื่องมือที่ส าคัญที่สุดในการท ให้ช่องว่างดังกล่าวแคบลง กลับไม่มีประสิทธิภาพ สะท้อนจากการที่ยังไม่สามารถท าให้เด็กไทยอ่านออกเขียนได้และคิดได้อย่างที่ควรจะเป็น
ไทยยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง
ภายใต้สภาวะที่ระบบเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก การดูแล ให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ต่อเนื่องในระยะสั้น ๆ เป็นสิ่งที่จ าเป็น แต่เราต้องระมัดระวังไม่ให้ปัญหาเฉพาะหน้ามา บดบังเรื่องสำคัญในระยะยาว ประสบการณ์ของเราในช่วงที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นว่าการให้น้ำหนักกับการใช้ ทรัพยากรเพื่อแก้ปัญหาในระยะสั้นมากเกินควร อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ที่จะอยู่กับเราอีกนาน และส่งผลให้ปัญหาระยะยาวไม่ได้รับการแก้ไขอย่างที่ควร ตัวเลขเศรษฐกิจที่เราควรให้ความสำคัญจึงไม่ใช่แค่การ เติบโตของ GDP ในปีนี้หรือปีหน้า แต่ต้องมองไปถึงอัตราการขยายตัวตามศักยภาพของระบบเศรษฐกิจในระยะ ปานกลางถึงระยะยาวด้วย
ปัญหาสังคมสูงวัย-แรงงาน
เราต้องยอมรับความจริงว่า ระบบเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับกับดักเชิงโครงสร้างใน หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นระดับความสามารถทางเทคโนโลยีทั้งในภาคอุตสาหกรรม เกษตร และบริการ กรอบ กฎเกณฑ์กติกาที่อาจจะไม่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่เอื้อต่อการทำธุรกิจยุคใหม่ การขาดประสิทธิภาพของ ระบบราชการ และที่สำคัญคือโครงสร้างของประชากรไทยที่ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดด้านแรงงาน เราจะมีจำนวน ประชากรทรงตัวในอีก 15 ปีข้างหน้าเทียบกับปัจจุบันและหลังจากนั้นจะปรับลดลง สัดส่วนประชากรผู้สูงอายุจะ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 16 ในปัจจุบัน เป็นร้อยละ 27 ในอีก 15 ปีข้างหน้า กล่าวคือในปี 2030 เราจะมีจ านวนคน เท่าเดิมแต่ทุก ๆ ประชากร 4 คนของเรา เราจะประกอบไปด้วยผู้สูงอายุ 1 คน โครงสร้างทางประชากรเช่นนี้จะสร้างปัญหาอีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นฐานะการออมของประเทศ ค่าใช้จ่ายของทั้งภาครัฐและประชาชนในการ รักษาพยาบาล การขาดแคลนบุคลากรในภาคสาธารณสุข การขาดแคลนแรงงานทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ ตลอดไปจนถึงระบบการเมืองที่ผู้สูงอายุจะเป็นกลุ่มฐานเสียงสาคัญ รัฐบาลและพรรคการเมืองจะให้ ความส คัญกับการดูแลผู้สูงอายุ มากกว่าการขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจไปข้างหน้า เหมือนกับที่ หลายประเทศอุตสาหกรรมหลักก าลังติดกับดักอยู่ในเวลานี้ ท่านผู้มีเกียรติครับ
แนะเปลี่ยนกรอบคิด-ทำงานเชิงรุก
เพื่อให้เราก้าวไปสู่ปี 2030 และอนาคตหลังจากนั้นได้อย่างเท่าทันกับความท้าทายที่กำลังเกิดขึ้นนั้น คำถามที่สำคัญไม่ใช่การคาดการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างในอีก 15 ปีข้างหน้า คำถามที่สำคัญกว่าคือว่าเราจะ ปรับตัวอย่างไรให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นได้อย่างเท่าทัน ปัญหาหลายเรื่องถ้าเราปล่อยให้เกิดขึ้นรุนแรงแล้ว เราจะติดกับดัก สถานการณ์จะไหลลงเร็ว จนทำให้หลุดจากกับดัก หรือขึ้นมาจาก หลุมได้ยากลำบากขึ้น ต้องสูญเสียทรัพยากรสูงขึ้นมาก ผมคิดว่าการคิดและการทำให้มากขึ้นในกรอบ ความคิดเดิม อาจจะไม่เพียงพอ การจัดการกับปัญหาหลายเรื่องอาจต้องอาศัยกรอบความคิดใหม่และวิธีการ ทำงานเชิงรุกมากขึ้น ผมขอเสนอมุมมองใน 4 ประเด็นที่เชื่อว่าจะมีส่วนสำคัญที่จะช่วยกันผลักดันให้เราขับเคลื่อน ไปในแนวทางของการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม
เสนอ4 ประเด็นขับเคลื่อนอย่างยั่งยืน
ประเด็นที่หนึ่ง การพัฒนาเพื่อให้เกิดความยั่งยืนไม่ใช่หน้าที่ของเพียงหน่วยงานภาครัฐเท่านั้น และ วิธีการท างานของภาครัฐแบบเดิมจะไม่สามารถตอบโจทย์เรื่องนี้ได้อย่างเท่าทัน เราปฏิเสธไม่ได้ว่าภาครัฐจะต้อง เป็นผู้นำในการแก้ปัญหา และผลักดันให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ปัญหาที่เราต้องเผชิญในอนาคตมีความซับซ้อน และเชื่อมโยงกันในหลายมิติ แต่การทำงานของหน่วยงานภาครัฐยังถูกจำกัดด้วยกรอบกฎเกณฑ์กติกาของแต่ละหน่วยงานมากกว่าที่จะเอาเป้าหมายของการแก้ไขปัญหาเป็นที่ตั้ง ถ้าเราสามารถปรับกระบวนความคิดจากที่มักตั้งโจทย์ว่าหน่วยงานแต่ละหน่วยงานมีกรอบอำนาจเพียงใดและหน่วยงานจะได้ประโยชน์อย่างไรเป็น “ประชาชนและสังคมไทยจะได้ประโยชน์อย่างไร” จะทำให้การแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อนสูงมีโอกาสที่จะเกิด ผลสัมฤทธิ์ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
เปิดพื้นที่ทำงานร่วมของทุกภาคส่วน
นอกจากภาครัฐจะต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานร่วมกันเองแล้ว ภาครัฐต้องยอมรับว่าจะไม่สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ด้วยหน่วยงานภาครัฐเท่านั้น ต้องสนับสนุน เปิดพื้นที่ให้เกิดการทำงานร่วมกัน กับภาคส่วนอื่น ๆ อย่างมีพลัง โดยเฉพาะ สถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยในฐานะผู้นำความคิดเพื่อให้การ แก้ปัญหาที่มีความซับซ้อนตั้งอยู่บนฐานของการรู้ลึกและรู้จริง ภาคประชาชนและประชาสังคมเพื่อให้ประชาชน และชุมชนเป็นเจ้าของแนวทางของการพัฒนา ตลอดจนมีส่วนร่วมแรงร่วมใจขับเคลื่อนและกำกับทิศทางของการพัฒนา
สำหรับภาคธุรกิจปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องมีบทบาทเพิ่มขึ้นมาก เพราะภาคธุรกิจมีทรัพยากร มีข้อมูลและ องค์ความรู้ รวมถึงมีทักษะในการบริหารจัดการที่ดี นอกจากนี้ ปัญหาหลายเรื่องของสังคมไทยมีจุดเริ่มต้นมาจากภาคธุรกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น การใช้ปัจจัยการผลิตที่มีส่วนทำให้ทรัพยากรถูกทาลายลง ตลอดจนถึงการ ทำธุรกิจที่มุ่งแต่ผลประโยชน์ระยะสั้น ๆ ไม่คำนึงถึงผลข้างเคียงต่อสังคม
ปรับน้ำหนักวางรากฐานมุ่งระยะยาว
ประเด็นที่สอง ผมคิดว่าเราจะต้องปรับการให้น้ำหนักจากการ มองระยะสั้นไปสู่การมองระยะยาว การพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นแนวคิดระยะยาว และยาวเกินกว่าปี 2030 ด้วย กระแสต่าง ๆ ที่เราต้องเผชิญในชีวิต ปัจจุบันทำให้เราให้ความสำคัญกับปัญหาระยะสั้น จนลืมคิดถึงผลดีและผลเสียที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว ไม่ว่าจะ เป็นการให้ความส าคัญกับการบริโภคตามกระแสนิยมของสังคมมากกว่าการออมเพื่ออนาคต เราใช้เวลาในการรับ และเชื่อข่าวสารแบบสั้น ๆ ตาม social media มากกว่าที่จะใช้เวลาในการคิดวิเคราะห์เรื่องราวต่าง ๆ เราเรียนหนังสือเพื่อมุ่งหวังแค่ให้สอบได้มากกว่าที่ต้องการจะรู้จริง หรือในบางช่วงเวลา เรามุ่งทำนโยบายเศรษฐกิจเพื่อหวัง ผลต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงสั้น ๆ มากกว่าการเพิ่มศักยภาพของระบบเศรษฐกิจในระยะยาว
การมุ่งทำแต่เรื่องระยะสั้น ต้องใช้ทรัพยากรเช่นกัน หลายเรื่องเป็นการเบียดบังทรัพยากรที่ควรจะใช้ สำาหรับการสร้างฐานระยะยาว การปรับน้ำหนักความส าคัญจากเรื่องระยะสั้นให้เป็นเรื่องระยะยาว จะต้องเริ่มจากพวกเราทุกคน เราคงต้องถามตัวเองว่าชีวิตของเราแต่ละคนในปี 2030 และหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร เรามีเหตุมีผลเพียงพอหรือยังในวิถีชีวิตในปัจจุบัน เราจะพอประมาณในวันนี้เพื่ออนาคตที่ดีกว่าในวันหน้าได้ อย่างไรถ้าเราสามารถนำแนวคิด “พอประมาณและมีเหตุมีผล” มาใช้ในทุกระดับของวิถีชีวิต เศรษฐกิจและสังคม แล้ว เชื่อได้ว่าเราจะสามารถวางรากฐานให้เกิดการพัฒนาได้อย่างยั่งยืนและตรงธรรม
สร้างภูมิคุ้มกันรองรับความเสี่ยง
ประเด็นที่สาม เราต้องให้ความสำคัญกบัการสร้างภูมิคุ้มกันในทุกเรื่องหลักที่เราทำ โลกในอนาคตจะ เป็นโลกที่มีความไม่แน่นอน และผันผวนสูง เราต้องมีกันชนรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดจากภายนอกมากขึ้น ภูมิคุ้มกันต้องสร้างในหลายมิติในระดับประเทศ รัฐบาลก็ต้องระวังรักษาระดับหนี้สาธารณะให้เหมาะสมสามารถ รองรับภาระผูกพันและความเสี่ยงในอนาคตได้ ธนาคารกลางก็ต้องรักษาทุนสำรองให้เพียงพอเพื่อรองรับความ ผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายในโลกและต้องดูแลให้ระบบสถาบันการเงินมีความเข้มแข็ง มีสัดส่วนเงินกองทุนที่ สูงพอ ในระดับธุรกิจต้องระมัดระวังไม่ให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุนสูงเกินควร ต้องกระจายหรือประกันความเสี่ยง หลัก ๆ ที่ธุรกิจต้องเผชิญ และต้องปรับตัวอยู่เสมอ และในระดับประชาชนต้องรักษาระดับเงินออมของตน รักษา สุขภาพ และรักษาจิตใจให้สามารถรับแรงปะทะใหม่ ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้
ในการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อรองรับความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้รุนแรงนั้น คุณภาพของคนไทยจะเป็น ปัจจัยที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าเราจะถูกกระทบโดยเหตุการณ์อะไรก็ตาม คนไทยที่มีความรู้ มีทักษะในการคิดแก้ปัญหา มีสุขภาพกาย สุขภาพใจที่ดี มีความสามารถในการปรับตัวสูง และมีวินัย จะเป็นภูมิคุ้มกันที่ส าคัญที่สุดของ สังคมไทย การพัฒนาคนจะเป็นรากฐานและภูมิคุ้มกันที่สำคัญที่สุด สำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืนและตรงธรรม
ส่งเสริมให้เกิดการปรับตัวรับเปลี่ยนแปลง
ประเด็นสุดท้ายคือเราจะต้องสร้างสภาวะแวดล้อมหรือระบบนิเวศที่ส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็น พลวัต และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วเท่าทันกับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปและความรุนแรง ของปัญหาที่เราจะต้องเผชิญ องค์กรที่เป็นสถาบันหลักต้องมีความเข้มแข็ง มองไปข้างหน้า สามารถเป็นผู้นำความคิด ชี้นำทิศทางของการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรู้ลึกรู้จริง และกล้าที่จะตัดสินใจเปลี่ยนแปลง ระบบนิเวศ จะต้องไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบกฎเกณฑ์กติกาที่ล้าสมัย หรือกรอบกฎเกณฑ์กติกาที่เอื้อรักษาผลประโยชน์แบบเดิม ๆ ของคนกลุ่มเดิม ๆ ที่ไม่เปิดรับการเปลี่ยนแปลง จะต้องส่งเสริมให้คนไทยกล้าที่จะนำเสนอสิ่งใหม่ ๆ ที่แตกต่างไป จากเดิมรวมทั้งจะต้องส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน ลดช่องว่างด้านความรู้และโอกาส เพื่อสร้างความไว้ เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน สังคมไทยและเศรษฐกิจไทยจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างเท่าทันกับความท้าทายใหม่ ๆ ถ้าสังคมไทยยังเป็นสังคมที่ขาดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน เป็นสังคมที่มุ่งมองแบบแยก “ฉัน” แยก “เธอ” มากกว่าที่มองแบบ “เรา” หรือเป็นสังคมที่มองน้ าครึ่งแก้วแบบ “half empty” มากกว่าที่จะเป็น “half full”
ผมเชื่อว่าทั้ง 4 ประเด็นข้างต้นนี้เป็นเรื่องสำคัญที่จะนำไปสู่การขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาอย่างยั่งยืน ของสังคมไทยให้เกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม และจะไม่ใช่เพียงแค่ให้เราบรรลุถึงเป้าหมาย SDGs ในปี 2030 เท่านั้น แต่จะช่วยให้เรามีรากฐานที่แข็งแรงส าหรับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในระยะยาวด้วย แต่ถ้าหากเราไม่ สามารถปรับตัวได้อย่างเท่าทันกับความท้าทายใหม่ ๆ ที่จะใหญ่ขึ้น ซับซ้อนขึ้น และรุนแรงขึ้นได้แล้ว เราอาจจะ ติดกับดักในหลายมิติ ปัญหาต่าง ๆ ที่เราเผชิญอยู่จะไหลลงเร็ว จนเราอาจจะต้องให้ความสำคัญกับการแก้ไข ปัญหาระยะสั้นแบบหมดหน้าตัก ยากที่จะขับเคลื่อนหรือคิดเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน เมื่อถึงเวลานั้น ไม่ใช่ เพียงแค่คนไทยหรือเศรษฐกิจไทยจะแข่งขันไม่ได้เท่านั้น แต่ชีวิตของเราทุกคนก็จะอยู่ยากขึ้นด้วย
ในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา คงจะไม่มีใครในแวดวงงานด้านพัฒนาที่ไม่ได้ยินคำว่า เป้าหมายการพัฒนาที่ ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals : SDGs ) SDGs เป็นทั้งเป้าหมายและวาระของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ผู้นำจากเกือบทุกประเทศทั่วโลกได้ร่วมกันรับรองว่าจะทำงานร่วมกัน เพื่อยุติความยากจน ความหิวโหย สร้างหลักประกันว่าคนจะมีความเป็นอยู่ที่ดี เสมอภาคและตรงธรรม ตลอดจนรักษาและฟื้นฟูทรัพยากรและระบบนิเวศของโลก
เตือนเร่งพัฒนาก่อนติดกับดัก
ในปี 2015 ที่ประชุมสหประชาชาติได้กำหนด SDGs เป็นกรอบหลักของการพัฒนาในช่วงปี 2016-2030 ต่อยอดจากเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษหรือ Millennium Development Goals ที่เรารู้จักกันดีว่า MDGs ที่ได้ตกลงไว้ตั้งแต่ปี 2000 ถ้าเราจะมุ่งให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน จริง ๆ แล้วเราคงต้องมองไกลกว่า ปี 2030 ช่วง 15 ปีข้างหน้าของ SDGs นี้ อาจถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ทุกประเทศและทุกภาคส่วน ต้องเร่งดำเนินการเพื่อสร้างรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาระยะยาว ถ้าเราไม่ร่วมกันดำเนินการอย่างจริงจัง ในช่วง 15 ปีข้างหน้านี้แล้ว โลกของเราและประเทศของเราอาจจะติดกับดักหลาย ๆ ด้านลึกลงไปอีกยากที่จะหลุดออกมาได้โดยง่าย
ถ้าเรามองย้อนกลับไปในช่วง 15 ปีของ Millennium Development Goals จะพบว่าการพัฒนาที่ เกิดขึ้นได้ทำให้คุณภาพชีวิตของคนในโลกดีขึ้นมากในหลายด้าน ประชากรโลกที่มีรายได้น้อยกว่า 2 เหรียญสหรัฐต่อวัน ลดลงจากร้อยละ 28 เหลือร้อยละ 10 จำนวนผู้ที่เผชิญกับความหิวโหยลดลงจากร้อยละ 15 เหลือร้อยละ 11 และสัดส่วนประชากรที่เข้าถึงแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคที่สะอาด สุขาภิบาลที่ดี และการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้เครื่องชี้อีกหลายด้านสะท้อนได้เป็นอย่างดีว่าโลกของเราได้รับการดูแลเอาใจใส่มากขึ้น เช่น อัตราการ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ต่อหน่วยมูลค่าเพิ่มปรับลดลงร้อยละ 13 และพื้นที่ทะเลหลักของโลกที่มีความ หลากหลายทางชีวภาพได้รับการปกป้องเพิ่มขึ้น ตัวเลขเหล่านี้อาจจะดูน่าพอใจ
กรอบคิด SDGsต้องเท่าทันปัญหา
แต่ถ้าลงในรายละเอียดแล้วจะพบว่า โลกยังมีประชากรอีกกว่า 700 ล้าน คนที่ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ไม่มีแหล่งน้ำที่สะอาดและไม่มีไฟฟ้าใช้ ประชากรในโลกเกือบ 900 ล้านคนยังต้อง อาศัยในชุมชนแออัด ช่องว่างของการพัฒนากว้างขึ้นเมื่อเทียบระหว่างประเทศและภายในประเทศเดียวกัน การพัฒนาที่ผ่านมาส่งผลให้ผู้ยากจนและผู้ด้อยโอกาสจำนวนมากถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ขาดโอกาสที่จะวิ่งตามได้ทัน เกิดปัญหาความขัดแย้งในสังคมรูปแบบใหม่ ๆ ในขณะที่ปัญหาโลกร้อนและระบบนิเวศของโลกส่งผลกระทบ ชัดเจนขึ้นและรุนแรงขึ้น ปัญหาที่เราต้องเผชิญในวันนี้และระยะเวลาข้างหน้านี้จะรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น
แสดงให้เห็นว่าเราจะไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้อย่างยั่งยืนถ้าไม่เปลี่ยนกรอบแนวคิดของการพัฒนา การมุ่ง ทำงานให้มากขึ้นในกรอบเดิม จะไม่เท่าทันต่อการแก้ไขปัญหา เป้าหมาย SDGs เป็นกรอบแนวคิดการพัฒนา ใหม่ ที่อาจจะช่วยให้เรามีโอกาสแก้ไขปัญหาที่เราต้องเผชิญในวันนี้ และวันข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน และตรงธรรม
รายงาน Global Risks Report ประจำปี 2016 ของ World Economic Forum ได้นำเสนอปัญหาที่ เป็นความท้าทายใหญ่ของโลกไว้หลายด้าน ผมอาจจะขอยกตัวอย่างบางด้าน ที่แสดงให้เห็นว่า การพัฒนาหรือการ แก้ปัญหาตามกรอบความคิดเดิมด้วยวิธีการแบบเดิมจะไม่เท่าทันต่อความรุนแรงของปัญหาที่ก าลังเกิดขึ้น ปัญหา แรกเกิดจากความล้มเหลวในการบริหารจัดการ การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ หรือ Climate Change ปัญหานี้จะมีผลกระทบรุนแรงมาก เพราะมีความเชื่อมโยงสูงกับปัญหาอื่น ๆ ศาตราจารย์ Jeffrey Sachs ที่เรา รู้จักกันดี ท่านเป็นผู้มีส่วนสำคัญยิ่งในการผลักดันเป้าหมาย SDGs ได้เคยพูดไว้ว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเป็น จทย์ที่ยากมากอยู่แล้วด้วยตัวของมันเอง แต่การแก้ไขจะยิ่งลำบากมากขึ้นเมื่อเพิ่มปัจจัยจากการขยายตัวของ เมือง กระบวนการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ การขยายตัวของประชากรโลก และการใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรน้ าและดินอย่างเกินพอดี ปัญหาเหล่านี้ล้วนเกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์ทั้งสิ้น
โลกเผชิญภาวะเปลี่ยนเปลี่ยนรุนแรง
รายงานล่าสุดของ Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) แสดงให้เห็นว่าก๊าซเรือน กระจกอยู่ที่ระดับสูงที่สุดในรอบ 800,000 ปี และอุณหภูมิโลกอาจปรับเพิ่มขึ้นในปี 2100 ถึง 2.7 องศาเซลเซียส เทียบกับช่วงก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมแม้ว่าทุกประเทศจะสามารถดำเนินการตามข้อตกลงปารีสเมื่อปี 2015 ได้ก็ตามภาวะโลกร้อนดังกล่าวจะทำให้เกิดความผันผวนของสภาพอากาศอย่างรุนแรง บางพื้นที่จะโดนน้ำท่วมถาวร และบางพื้นที่จะกลายเป็นพื้นที่แห้งแล้งทำประโยชน์ไม่ได้
การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจะเชื่อมโยงกับการขาดแคลนน้าสะอาด ข้อมูลของ World Economic Forum แสดงให้เห็นกว่าร้อยละ 70 ของน้าจืดในโลกถูกใช้เพื่อกิจกรรมทางด้านการเกษตร ตัวเลขดังกล่าวจะสูงถึงร้อยละ 90 ในกลุ่มประเทศด้อยพัฒนา และเราจะต้องการน้าเพื่อการเกษตรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีผลผลิตเพียงพอที่จะเลี้ยงดูประชากรโลกที่กำลังขยายตัว
นอกจากนี้ มีการคาดการณ์ว่าความต้องการน้ำเพื่อการผลิตไฟฟ้าและการอุตสาหกรรมในเอเชียจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 70 ในปี 2030 และความต้องการน้ำในโลกจะมากกว่าอุปทานการใช้น้ำอย่างยั่งยืนถึงร้อยละ 40 ภายในปี 2030 เมื่อมองไกลไปถึงปี 2050 OECD ได้ประมาณการว่าประชากรโลกกว่า 4 พันล้านคนจะอาศัยอยู่ในพื้นที่ขาดแคลนแหล่งน้ำ า ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบ ต่อความมั่นคงด้านอาหารของประชากรโลกในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อมีการขยายตัวของประชากรชนชั้นกลาง ที่บริโภคเนื้อสัตว์ในปริมาณมาก ความต้องการพืชที่เป็นอาหารสัตว์จะสูงขึ้นมาก ในขณะที่พื้นที่เพื่อการเพาะปลูก จะถูกแปรสภาพให้กลายเป็นเมือง โรงงานอุตสาหกรรม และเส้นทางการคมนาคม พื้นที่ป่าจะถูกบุกรุกทำลายมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อแปลงเป็นพื้นที่เกษตรกรรม
สภาพอากาศก่อให้เกิดปัญหาโรคระบาด
ปัญหาอีกด้านหนึ่งที่ World Economic Forum ได้พูดไว้ก็คือการเกิดโรคระบาด วิกฤตไวรัสอีโบลา ในช่วงสองปีที่ผ่านมา หรือการแพร่กระจายของไวรัสซิกาในปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่าการเกิดโรคระบาดยังคงเป็น ปัญหาสำคัญ โดยเฉพาะโรคระบาดประเภทใหม่ ๆ สำหรับทั้งคน สัตว์ และพืช ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของ สภาพภูมิอากาศ ปัจจัยสำคัญที่สุดของการแพร่กระจายของโรค คือการขยายตัวของจำนวนประชากรและการอยู่ ร่วมกันเป็นเมืองแต่ยังขาดแคลนบริการด้านสาธารณสุขพื้นฐานอย่างพอเพียง ยิ่งไปกว่านั้น โรคเหล่านี้ไม่มี พัฒนาการด้านยารักษาอย่างเท่าทัน บริษัทยาขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพจะพัฒนายาสำหรับโรคเหล่านี้ขาดแรงจูงใจที่จะทำเพราะมีผลตอบแทนทางธุรกิจค่อนข้างต่ำ
มีผู้ประมาณการว่าอาจจะมีผู้เสียชีวิตจากโรคระบาดถึงปีละ ประมาณ 10 ล้านคนภายในปี 2050 หากยังไม่มีการจัดการปัญหานี้อย่างจริงจัง ที่สำคัญที่สุดคือเราไม่อาจแน่ใจ ได้ว่าโรคแปลก ๆ ใหม่ ๆ จะไม่เกิดขึ้นในภูมิภาคที่เราอาศัยอยู่ เราจึงต้องเตรียมพร้อมให้ทุกภูมิภาคมีวิธีการ รับมือที่มีประสิทธิผลและรวดเร็วเพียงพอที่จะควบคุมความเสี่ยงไม่ให้ขยายตัวออกไปในวงกว้าง หากเกิดโรคใหม่ ๆ ขึ้น
ปัญหาจากการขัดแย้งขั้วความคิด
นอกจากปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและโรคระบาดแล้ว ปัญหาต่อมาที่ World Economic Forum กล่าวถึงคือปัญหาเสถียรภาพทางสังคม เพราะสถาบันต่าง ๆ ของสังคมไม่สามารถ รับฟังความคิดเห็นของประชาชนกลุ่มต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป และไม่สามารถนำความคิดเห็นดังกล่าวไปสู่การ ปรับเปลี่ยนบริบททางสังคมและการเมืองได้อย่างสันติ หลายเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้แสดงให้เห็นว่าคนใน โลกไม่ไว้เนื้อเชื่อใจในผู้นำองค์กรภาครัฐและภาคธุรกิจ หรือแม้กระทั่งองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรและภาคประชาชน ด้วยกันเอง สถานการณ์เช่นนี้จะเร่งให้เกิดการแบ่งขั้วทางความคิดของคนในสังคมแบบสุดโต่ง จนอาจนำไปสู่ ความขัดแย้ง ความแตกแยกในสังคมและสงครามกลางเมือง ซึ่งแน่นอนว่าสถานการณ์ในลักษณะนี้จะไม่เป็นผลดีต่อการเตรียมรับความเสี่ยงใหม่ ๆ ที่โลกต้องเผชิญ ไม่ส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ถูกที่ควรได้อย่างรวดเร็วทันการณ์
เตือนไทยอย่าชะล่าใจเผชิญโจทย์ท้าทาย
ตัวอย่างปัญหาทั้งสามด้านที่ผมได้กล่าวมาแล้วนั้น เป็นความเสี่ยงใหญ่ที่ประชากรในโลกกำลังเผชิญและ เป็นสาเหตุสำคัญที่เราต้องร่วมกันผลักดันให้การพัฒนาเดินไปในแนวทางของ SDGs สำหรับประเทศไทยเองเรา อาจจะโชคดีที่เราเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารส่วนเกิน แต่เราไม่อาจชะล่าใจได้ว่าความท้าทายต่าง ๆ ที่กำลัง เกิดขึ้น และจะเพิ่มขึ้นในอนาคต จะไม่ส่งผลกระทบต่อเราอย่างรุนแรง การตื่นตัวตอบรับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อนามาขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมจึงเป็นสิ่งที่จำ เป็นยิ่ง แม้ว่าแนวทางการพัฒนาประเทศของเราที่ ผ่านมาจะส่งผลให้คุณภาพชีวิตของคนไทยดีขึ้นมาก
เช่น เมื่อเทียบกับปี 2000 แล้ว สัดส่วนประชากรที่อยู่ใต้เส้น ความยากจนหรือผู้ที่มีรายได้น้อยกว่าวันละ 2 USD ปรับลดลงจากร้อยละ 42 เหลือร้อยละ 11 และอายุขัยเฉลี่ย ของคนไทยปรับเพิ่มขึ้นจาก 70.6 เป็น 74.4 ปี แต่เรายังมีคนที่อยู่ใต้เส้นความยากจนกว่า 7.3 ล้านคน โดยร้อยละ 80 ของคนเหล่านี้อาศัยอยู่ในชนบท เรายังมีประชากรประมาณ 6.7 ล้านคนที่อยู่เหนือเส้นความยากจนไม่มากและ มีความเสี่ยงที่จะกลับไปอยู่ใต้เส้นความยากจนได้ เพราะมีภูมิคุ้มกันต่ าและมีฐานะทางเศรษฐกิจที่เปราะบาง
เครื่องชี้ SDGsไทยหลายด้านยังไม่ดี
นอกจากนี้ถ้าดูเครื่องชี้ SDGs ของประเทศไทยจะพบว่ามีหลายด้านที่เรายังทำได้ไม่ดี เช่น ตัวเลขด้าน สาธารณสุขสะท้อนว่าเรามีจำนวนแพทย์ไม่พอเพียง มีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรสงูมาก และมีอัตรา การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นสูง ในด้านสิ่งแวดล้อม เรามีฝุ่นละเอียดในปริมาณสงู มีปริมาณของเสียและขยะต่อหัวต่อปี ในระดับสูง รวมถึงมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ต่อหัวที่ยังน่าเป็นห่วง ในด้านสังคมเรายังมีอัตรา การเกิดอาชญากรรมสูงและมีประชาชนจำนวนมากที่ยังยอมรับการทุจริตคอร์รัปชันได้ ขณะที่ช่องว่างระหว่าง คนรวยกับคนจนถ่างขึ้น แต่ระบบการศึกษาซึ่งเป็นเครื่องมือที่ส าคัญที่สุดในการท ให้ช่องว่างดังกล่าวแคบลง กลับไม่มีประสิทธิภาพ สะท้อนจากการที่ยังไม่สามารถท าให้เด็กไทยอ่านออกเขียนได้และคิดได้อย่างที่ควรจะเป็น
ไทยยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง
ภายใต้สภาวะที่ระบบเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก การดูแล ให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ต่อเนื่องในระยะสั้น ๆ เป็นสิ่งที่จ าเป็น แต่เราต้องระมัดระวังไม่ให้ปัญหาเฉพาะหน้ามา บดบังเรื่องสำคัญในระยะยาว ประสบการณ์ของเราในช่วงที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นว่าการให้น้ำหนักกับการใช้ ทรัพยากรเพื่อแก้ปัญหาในระยะสั้นมากเกินควร อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ที่จะอยู่กับเราอีกนาน และส่งผลให้ปัญหาระยะยาวไม่ได้รับการแก้ไขอย่างที่ควร ตัวเลขเศรษฐกิจที่เราควรให้ความสำคัญจึงไม่ใช่แค่การ เติบโตของ GDP ในปีนี้หรือปีหน้า แต่ต้องมองไปถึงอัตราการขยายตัวตามศักยภาพของระบบเศรษฐกิจในระยะ ปานกลางถึงระยะยาวด้วย
ปัญหาสังคมสูงวัย-แรงงาน
เราต้องยอมรับความจริงว่า ระบบเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับกับดักเชิงโครงสร้างใน หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นระดับความสามารถทางเทคโนโลยีทั้งในภาคอุตสาหกรรม เกษตร และบริการ กรอบ กฎเกณฑ์กติกาที่อาจจะไม่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่เอื้อต่อการทำธุรกิจยุคใหม่ การขาดประสิทธิภาพของ ระบบราชการ และที่สำคัญคือโครงสร้างของประชากรไทยที่ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดด้านแรงงาน เราจะมีจำนวน ประชากรทรงตัวในอีก 15 ปีข้างหน้าเทียบกับปัจจุบันและหลังจากนั้นจะปรับลดลง สัดส่วนประชากรผู้สูงอายุจะ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 16 ในปัจจุบัน เป็นร้อยละ 27 ในอีก 15 ปีข้างหน้า กล่าวคือในปี 2030 เราจะมีจ านวนคน เท่าเดิมแต่ทุก ๆ ประชากร 4 คนของเรา เราจะประกอบไปด้วยผู้สูงอายุ 1 คน โครงสร้างทางประชากรเช่นนี้จะสร้างปัญหาอีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นฐานะการออมของประเทศ ค่าใช้จ่ายของทั้งภาครัฐและประชาชนในการ รักษาพยาบาล การขาดแคลนบุคลากรในภาคสาธารณสุข การขาดแคลนแรงงานทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ ตลอดไปจนถึงระบบการเมืองที่ผู้สูงอายุจะเป็นกลุ่มฐานเสียงสาคัญ รัฐบาลและพรรคการเมืองจะให้ ความส คัญกับการดูแลผู้สูงอายุ มากกว่าการขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจไปข้างหน้า เหมือนกับที่ หลายประเทศอุตสาหกรรมหลักก าลังติดกับดักอยู่ในเวลานี้ ท่านผู้มีเกียรติครับ
แนะเปลี่ยนกรอบคิด-ทำงานเชิงรุก
เพื่อให้เราก้าวไปสู่ปี 2030 และอนาคตหลังจากนั้นได้อย่างเท่าทันกับความท้าทายที่กำลังเกิดขึ้นนั้น คำถามที่สำคัญไม่ใช่การคาดการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างในอีก 15 ปีข้างหน้า คำถามที่สำคัญกว่าคือว่าเราจะ ปรับตัวอย่างไรให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นได้อย่างเท่าทัน ปัญหาหลายเรื่องถ้าเราปล่อยให้เกิดขึ้นรุนแรงแล้ว เราจะติดกับดัก สถานการณ์จะไหลลงเร็ว จนทำให้หลุดจากกับดัก หรือขึ้นมาจาก หลุมได้ยากลำบากขึ้น ต้องสูญเสียทรัพยากรสูงขึ้นมาก ผมคิดว่าการคิดและการทำให้มากขึ้นในกรอบ ความคิดเดิม อาจจะไม่เพียงพอ การจัดการกับปัญหาหลายเรื่องอาจต้องอาศัยกรอบความคิดใหม่และวิธีการ ทำงานเชิงรุกมากขึ้น ผมขอเสนอมุมมองใน 4 ประเด็นที่เชื่อว่าจะมีส่วนสำคัญที่จะช่วยกันผลักดันให้เราขับเคลื่อน ไปในแนวทางของการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม
เสนอ4 ประเด็นขับเคลื่อนอย่างยั่งยืน
ประเด็นที่หนึ่ง การพัฒนาเพื่อให้เกิดความยั่งยืนไม่ใช่หน้าที่ของเพียงหน่วยงานภาครัฐเท่านั้น และ วิธีการท างานของภาครัฐแบบเดิมจะไม่สามารถตอบโจทย์เรื่องนี้ได้อย่างเท่าทัน เราปฏิเสธไม่ได้ว่าภาครัฐจะต้อง เป็นผู้นำในการแก้ปัญหา และผลักดันให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ปัญหาที่เราต้องเผชิญในอนาคตมีความซับซ้อน และเชื่อมโยงกันในหลายมิติ แต่การทำงานของหน่วยงานภาครัฐยังถูกจำกัดด้วยกรอบกฎเกณฑ์กติกาของแต่ละหน่วยงานมากกว่าที่จะเอาเป้าหมายของการแก้ไขปัญหาเป็นที่ตั้ง ถ้าเราสามารถปรับกระบวนความคิดจากที่มักตั้งโจทย์ว่าหน่วยงานแต่ละหน่วยงานมีกรอบอำนาจเพียงใดและหน่วยงานจะได้ประโยชน์อย่างไรเป็น “ประชาชนและสังคมไทยจะได้ประโยชน์อย่างไร” จะทำให้การแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อนสูงมีโอกาสที่จะเกิด ผลสัมฤทธิ์ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
เปิดพื้นที่ทำงานร่วมของทุกภาคส่วน
นอกจากภาครัฐจะต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานร่วมกันเองแล้ว ภาครัฐต้องยอมรับว่าจะไม่สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ด้วยหน่วยงานภาครัฐเท่านั้น ต้องสนับสนุน เปิดพื้นที่ให้เกิดการทำงานร่วมกัน กับภาคส่วนอื่น ๆ อย่างมีพลัง โดยเฉพาะ สถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยในฐานะผู้นำความคิดเพื่อให้การ แก้ปัญหาที่มีความซับซ้อนตั้งอยู่บนฐานของการรู้ลึกและรู้จริง ภาคประชาชนและประชาสังคมเพื่อให้ประชาชน และชุมชนเป็นเจ้าของแนวทางของการพัฒนา ตลอดจนมีส่วนร่วมแรงร่วมใจขับเคลื่อนและกำกับทิศทางของการพัฒนา
สำหรับภาคธุรกิจปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องมีบทบาทเพิ่มขึ้นมาก เพราะภาคธุรกิจมีทรัพยากร มีข้อมูลและ องค์ความรู้ รวมถึงมีทักษะในการบริหารจัดการที่ดี นอกจากนี้ ปัญหาหลายเรื่องของสังคมไทยมีจุดเริ่มต้นมาจากภาคธุรกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น การใช้ปัจจัยการผลิตที่มีส่วนทำให้ทรัพยากรถูกทาลายลง ตลอดจนถึงการ ทำธุรกิจที่มุ่งแต่ผลประโยชน์ระยะสั้น ๆ ไม่คำนึงถึงผลข้างเคียงต่อสังคม
ปรับน้ำหนักวางรากฐานมุ่งระยะยาว
ประเด็นที่สอง ผมคิดว่าเราจะต้องปรับการให้น้ำหนักจากการ มองระยะสั้นไปสู่การมองระยะยาว การพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นแนวคิดระยะยาว และยาวเกินกว่าปี 2030 ด้วย กระแสต่าง ๆ ที่เราต้องเผชิญในชีวิต ปัจจุบันทำให้เราให้ความสำคัญกับปัญหาระยะสั้น จนลืมคิดถึงผลดีและผลเสียที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว ไม่ว่าจะ เป็นการให้ความส าคัญกับการบริโภคตามกระแสนิยมของสังคมมากกว่าการออมเพื่ออนาคต เราใช้เวลาในการรับ และเชื่อข่าวสารแบบสั้น ๆ ตาม social media มากกว่าที่จะใช้เวลาในการคิดวิเคราะห์เรื่องราวต่าง ๆ เราเรียนหนังสือเพื่อมุ่งหวังแค่ให้สอบได้มากกว่าที่ต้องการจะรู้จริง หรือในบางช่วงเวลา เรามุ่งทำนโยบายเศรษฐกิจเพื่อหวัง ผลต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงสั้น ๆ มากกว่าการเพิ่มศักยภาพของระบบเศรษฐกิจในระยะยาว
การมุ่งทำแต่เรื่องระยะสั้น ต้องใช้ทรัพยากรเช่นกัน หลายเรื่องเป็นการเบียดบังทรัพยากรที่ควรจะใช้ สำาหรับการสร้างฐานระยะยาว การปรับน้ำหนักความส าคัญจากเรื่องระยะสั้นให้เป็นเรื่องระยะยาว จะต้องเริ่มจากพวกเราทุกคน เราคงต้องถามตัวเองว่าชีวิตของเราแต่ละคนในปี 2030 และหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร เรามีเหตุมีผลเพียงพอหรือยังในวิถีชีวิตในปัจจุบัน เราจะพอประมาณในวันนี้เพื่ออนาคตที่ดีกว่าในวันหน้าได้ อย่างไรถ้าเราสามารถนำแนวคิด “พอประมาณและมีเหตุมีผล” มาใช้ในทุกระดับของวิถีชีวิต เศรษฐกิจและสังคม แล้ว เชื่อได้ว่าเราจะสามารถวางรากฐานให้เกิดการพัฒนาได้อย่างยั่งยืนและตรงธรรม
สร้างภูมิคุ้มกันรองรับความเสี่ยง
ประเด็นที่สาม เราต้องให้ความสำคัญกบัการสร้างภูมิคุ้มกันในทุกเรื่องหลักที่เราทำ โลกในอนาคตจะ เป็นโลกที่มีความไม่แน่นอน และผันผวนสูง เราต้องมีกันชนรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดจากภายนอกมากขึ้น ภูมิคุ้มกันต้องสร้างในหลายมิติในระดับประเทศ รัฐบาลก็ต้องระวังรักษาระดับหนี้สาธารณะให้เหมาะสมสามารถ รองรับภาระผูกพันและความเสี่ยงในอนาคตได้ ธนาคารกลางก็ต้องรักษาทุนสำรองให้เพียงพอเพื่อรองรับความ ผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายในโลกและต้องดูแลให้ระบบสถาบันการเงินมีความเข้มแข็ง มีสัดส่วนเงินกองทุนที่ สูงพอ ในระดับธุรกิจต้องระมัดระวังไม่ให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุนสูงเกินควร ต้องกระจายหรือประกันความเสี่ยง หลัก ๆ ที่ธุรกิจต้องเผชิญ และต้องปรับตัวอยู่เสมอ และในระดับประชาชนต้องรักษาระดับเงินออมของตน รักษา สุขภาพ และรักษาจิตใจให้สามารถรับแรงปะทะใหม่ ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้
ในการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อรองรับความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้รุนแรงนั้น คุณภาพของคนไทยจะเป็น ปัจจัยที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าเราจะถูกกระทบโดยเหตุการณ์อะไรก็ตาม คนไทยที่มีความรู้ มีทักษะในการคิดแก้ปัญหา มีสุขภาพกาย สุขภาพใจที่ดี มีความสามารถในการปรับตัวสูง และมีวินัย จะเป็นภูมิคุ้มกันที่ส าคัญที่สุดของ สังคมไทย การพัฒนาคนจะเป็นรากฐานและภูมิคุ้มกันที่สำคัญที่สุด สำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืนและตรงธรรม
ส่งเสริมให้เกิดการปรับตัวรับเปลี่ยนแปลง
ประเด็นสุดท้ายคือเราจะต้องสร้างสภาวะแวดล้อมหรือระบบนิเวศที่ส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็น พลวัต และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วเท่าทันกับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปและความรุนแรง ของปัญหาที่เราจะต้องเผชิญ องค์กรที่เป็นสถาบันหลักต้องมีความเข้มแข็ง มองไปข้างหน้า สามารถเป็นผู้นำความคิด ชี้นำทิศทางของการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรู้ลึกรู้จริง และกล้าที่จะตัดสินใจเปลี่ยนแปลง ระบบนิเวศ จะต้องไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบกฎเกณฑ์กติกาที่ล้าสมัย หรือกรอบกฎเกณฑ์กติกาที่เอื้อรักษาผลประโยชน์แบบเดิม ๆ ของคนกลุ่มเดิม ๆ ที่ไม่เปิดรับการเปลี่ยนแปลง จะต้องส่งเสริมให้คนไทยกล้าที่จะนำเสนอสิ่งใหม่ ๆ ที่แตกต่างไป จากเดิมรวมทั้งจะต้องส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน ลดช่องว่างด้านความรู้และโอกาส เพื่อสร้างความไว้ เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน สังคมไทยและเศรษฐกิจไทยจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างเท่าทันกับความท้าทายใหม่ ๆ ถ้าสังคมไทยยังเป็นสังคมที่ขาดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน เป็นสังคมที่มุ่งมองแบบแยก “ฉัน” แยก “เธอ” มากกว่าที่มองแบบ “เรา” หรือเป็นสังคมที่มองน้ าครึ่งแก้วแบบ “half empty” มากกว่าที่จะเป็น “half full”
ผมเชื่อว่าทั้ง 4 ประเด็นข้างต้นนี้เป็นเรื่องสำคัญที่จะนำไปสู่การขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาอย่างยั่งยืน ของสังคมไทยให้เกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม และจะไม่ใช่เพียงแค่ให้เราบรรลุถึงเป้าหมาย SDGs ในปี 2030 เท่านั้น แต่จะช่วยให้เรามีรากฐานที่แข็งแรงส าหรับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในระยะยาวด้วย แต่ถ้าหากเราไม่ สามารถปรับตัวได้อย่างเท่าทันกับความท้าทายใหม่ ๆ ที่จะใหญ่ขึ้น ซับซ้อนขึ้น และรุนแรงขึ้นได้แล้ว เราอาจจะ ติดกับดักในหลายมิติ ปัญหาต่าง ๆ ที่เราเผชิญอยู่จะไหลลงเร็ว จนเราอาจจะต้องให้ความสำคัญกับการแก้ไข ปัญหาระยะสั้นแบบหมดหน้าตัก ยากที่จะขับเคลื่อนหรือคิดเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน เมื่อถึงเวลานั้น ไม่ใช่ เพียงแค่คนไทยหรือเศรษฐกิจไทยจะแข่งขันไม่ได้เท่านั้น แต่ชีวิตของเราทุกคนก็จะอยู่ยากขึ้นด้วย






