
เครือข่ายประชาชนปฏิรูปสลากเสนอรัฐแก้พ.ร.บ.สลากฯเน้นธรรมาภิบาล
ผู้ซื้อผู้ขายสลาก เครือข่ายประชาชนและนักวิชาการ เสนอรัฐแก้พ.ร.บ.สลากฯเน้นธรรมาภิบาล ออกรางวัลโปร่งใส มีกลไกคุ้มครองเด็กและผู้บริโภค รวมถึงกลไกดูแลผู้ได้รับผลกระทบ
วันนี้(22 ก.ย.2559) เครือข่ายประชาชนปฏิรูปสลาก ร่วมกับ ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีเสวนา“พ.ร.บ.สลากฯใหม่ เปลี่ยนอย่างไรให้ยั่งยืน”
นายธนากร คมกฤส ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนปฏิรูปสลาก กล่าวว่า เครือข่ายได้ลงพื้นที่จัดเวทีรับฟังความเห็นและข้อเสนอต่อการแก้ไขพ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาล จากตัวแทนประชาชน อาทิ ผู้ซื้อ ผู้ค้ารายย่อย ผู้ค้าที่เป็นผู้พิการ ตัวแทนเด็กเยาวชน ตัวแทนสื่อท้องถิ่น และตัวแทนภาคประชาสังคม ทุกภาคทั่วประเทศจำนวน 300 ราย เสนอข้อคิดเห็น ดังนี้ 1.ต้องจัดสรรรายจากการจำหน่ายสลากฯ โดยการคำนึงถึงประโยชน์ทั้งรัฐบาล ผู้ค้ารายย่อย และกิจการสาธารณะ 2.หากเพิ่มผลิตภัณฑ์สลากใหม่ ต้องผ่านขั้นตอนการศึกษาที่มีความเป็นกลาง และรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย และนำเสนอการปกป้องเด็กและเยาวชน ไม่ให้เข้าถึงได้ง่าย ที่สำคัญต้องแก้ปัญหาผลกระทบที่จะเกิดแก่ผู้ค้ารายย่อยที่จำหน่ายสลากอยู่เดิม 3.การบริหารกิจการสลากฯต้องมีธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีส่วนร่วมทุกฝ่าย โดยเฉพาะการกำกับตรวจสอบการบริหารกองทุน
4.ควรจัดสรรรายเงินรายได้ส่วนหนึ่ง เป็นกองทุนเพื่อสนับสนุนการรณรงค์ให้เกิดการลดละเลิกพนันในสังคม เยียวยาผู้รับผลกระทบ ส่งเสริมความเข้มแข็งของภาคประชาสังคม รวมถึงการจัดสรรสวัสดิการให้แก่ผู้ค้ารายย่อย และ5. ควบคุมราคาการจำหน่ายตามที่กฎหมายกำหนด ต้องมีการคุ้มครองผู้บริโภค การจำกัดการเร่ขายที่นำมาสู่การซื้อสลากโดยไม่ตั้งใจ ปราบปรามการหลอกลวงประชาชน การห้ามไม่ให้มีการโฆษณาหรือส่งเสริมการขายที่กระตุ้นยั่วยุ ออกรางวัลที่โปร่งใส และการให้ความรู้ที่เพียงพอกับประชาชนเพื่อให้เท่าทันการพนัน
รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน กล่าวว่า การบริหารกิจการสลากฯต้องมีธรรมาภิบาล เกิดความโปร่งใส และการรับผิดชอบต่อสังคม หากจะแก้กฎหมายต้องคิดให้หนัก และมองให้กว้าง ต้องแก้ให้มันดีๆไปเลย ซึ่งต้องเน้นโครงสร้างที่เป็นธรรมาภิบาล มีคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการสลากที่มาจากสัดส่วนหลากหลาย เช่น ภาครัฐ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ สื่อมวลชน และต้องไม่ซ้ำซ้อนกับคณะกรรมการบริหาร ที่สำคัญต้องไม่มุ่งหาแต่รายได้อย่างเดียวโดยที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมา อย่าลืมว่าสลากฯถือเป็นการมอมเมาทำให้คนงมงาย อย่างไรก็ตาม ต้องมีกลไกในการคุ้มครองเด็ก คุ้มครองผู้บริโภค และต้องไม่สร้างผลเสียต่อสังคม รวมไปถึงต้องมีกลไกในการเยียวยาบำบัดฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ รณรงค์ให้ตระหนักถึงโทษและพิษภัยการพนันซึ่งสำนักสลากต้องจัดสรรเงินเพื่อมาทำเรื่องพวกนี้
วันนี้(22 ก.ย.2559) เครือข่ายประชาชนปฏิรูปสลาก ร่วมกับ ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีเสวนา“พ.ร.บ.สลากฯใหม่ เปลี่ยนอย่างไรให้ยั่งยืน”
นายธนากร คมกฤส ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนปฏิรูปสลาก กล่าวว่า เครือข่ายได้ลงพื้นที่จัดเวทีรับฟังความเห็นและข้อเสนอต่อการแก้ไขพ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาล จากตัวแทนประชาชน อาทิ ผู้ซื้อ ผู้ค้ารายย่อย ผู้ค้าที่เป็นผู้พิการ ตัวแทนเด็กเยาวชน ตัวแทนสื่อท้องถิ่น และตัวแทนภาคประชาสังคม ทุกภาคทั่วประเทศจำนวน 300 ราย เสนอข้อคิดเห็น ดังนี้ 1.ต้องจัดสรรรายจากการจำหน่ายสลากฯ โดยการคำนึงถึงประโยชน์ทั้งรัฐบาล ผู้ค้ารายย่อย และกิจการสาธารณะ 2.หากเพิ่มผลิตภัณฑ์สลากใหม่ ต้องผ่านขั้นตอนการศึกษาที่มีความเป็นกลาง และรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย และนำเสนอการปกป้องเด็กและเยาวชน ไม่ให้เข้าถึงได้ง่าย ที่สำคัญต้องแก้ปัญหาผลกระทบที่จะเกิดแก่ผู้ค้ารายย่อยที่จำหน่ายสลากอยู่เดิม 3.การบริหารกิจการสลากฯต้องมีธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีส่วนร่วมทุกฝ่าย โดยเฉพาะการกำกับตรวจสอบการบริหารกองทุน
4.ควรจัดสรรรายเงินรายได้ส่วนหนึ่ง เป็นกองทุนเพื่อสนับสนุนการรณรงค์ให้เกิดการลดละเลิกพนันในสังคม เยียวยาผู้รับผลกระทบ ส่งเสริมความเข้มแข็งของภาคประชาสังคม รวมถึงการจัดสรรสวัสดิการให้แก่ผู้ค้ารายย่อย และ5. ควบคุมราคาการจำหน่ายตามที่กฎหมายกำหนด ต้องมีการคุ้มครองผู้บริโภค การจำกัดการเร่ขายที่นำมาสู่การซื้อสลากโดยไม่ตั้งใจ ปราบปรามการหลอกลวงประชาชน การห้ามไม่ให้มีการโฆษณาหรือส่งเสริมการขายที่กระตุ้นยั่วยุ ออกรางวัลที่โปร่งใส และการให้ความรู้ที่เพียงพอกับประชาชนเพื่อให้เท่าทันการพนัน
รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน กล่าวว่า การบริหารกิจการสลากฯต้องมีธรรมาภิบาล เกิดความโปร่งใส และการรับผิดชอบต่อสังคม หากจะแก้กฎหมายต้องคิดให้หนัก และมองให้กว้าง ต้องแก้ให้มันดีๆไปเลย ซึ่งต้องเน้นโครงสร้างที่เป็นธรรมาภิบาล มีคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการสลากที่มาจากสัดส่วนหลากหลาย เช่น ภาครัฐ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ สื่อมวลชน และต้องไม่ซ้ำซ้อนกับคณะกรรมการบริหาร ที่สำคัญต้องไม่มุ่งหาแต่รายได้อย่างเดียวโดยที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมา อย่าลืมว่าสลากฯถือเป็นการมอมเมาทำให้คนงมงาย อย่างไรก็ตาม ต้องมีกลไกในการคุ้มครองเด็ก คุ้มครองผู้บริโภค และต้องไม่สร้างผลเสียต่อสังคม รวมไปถึงต้องมีกลไกในการเยียวยาบำบัดฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ รณรงค์ให้ตระหนักถึงโทษและพิษภัยการพนันซึ่งสำนักสลากต้องจัดสรรเงินเพื่อมาทำเรื่องพวกนี้






