
ขึงพืดซักฟอก“อนุทิน-ไชยชนก”กล่องดวงใจสีน้ำเงิน
ขึงพืดซักฟอก“อนุทิน-ไชยชนก”กล่องดวงใจสีน้ำเงิน : รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4233
KEY
POINTS
- พรรคฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยมีเป้าหมายหลักคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และ นายไชยชนก ชิดชอบ ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญของพรรคภูมิใจไทย
- ประเด็นหลักที่จะใช้อภิปรายนายอนุทิน คือ ข้อกล่าวหาเรื่อง "ฮั้ว สว." และ "โกงสอบท้องถิ่น" ส่วน นายไชยชนก จะถูกซักฟอกเรื่องโครงการ TH-AI Passport ที่มีข้อสงสัยด้านความโปร่งใส
- ฝ่ายค้านยังไม่เร่งยื่นญัตติในทันที เพื่อรอดูสถานการณ์ทางการเมืองในเดือนกันยายน ซึ่งมี 2 คดีสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล
- เป้าหมายฝ่ายค้าน คือ การนำเสนอข้อมูลและหลักฐานต่อสังคม โดยต้องการให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่า รัฐบาลชุดนี้ยังสมควรได้รับความไว้วางใจให้บริหารต่อไปหรือไม่
สมรภูมิการเมืองรอวันเดือด เมื่อ “ฝ่ายค้าน” ซึ่งมีพรรคประชาชนเป็นแกนนำ เริ่มขยับหมากเตรียมเปิดเกมตรวจสอบรัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” อย่างเป็นทางการ โดยวางเป้าหมายสำคัญไว้ที่การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 เพื่อเปิดเวทีให้ฝ่ายค้านนำข้อมูลและหลักฐานออกมาซักถามการทำงานของรัฐบาล พร้อมชี้ให้เห็นถึงปัญหา ความบกพร่อง และ ข้อสงสัยที่สะสมมาตลอดช่วงการบริหารราชการแผ่นดินที่ผ่านมา
เบื้องต้น “พรรคร่วมฝ่ายค้าน” มีความเห็นตรงกันว่า จะเดินหน้าอภิปรายไม่ไว้วางใจ และเตรียมพิจารณารายชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายเป็นรายบุคคล โดย 2 ชื่อที่ถูกล็อกไว้แล้ว คือ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย( มท.1) กับ “ไชยชนก ชิดชอบ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)
การวางชื่อ 2 คีย์แมนขึ้นเป็นเป้าหมายหลัก สะท้อนว่า ศึกซักฟอกรอบนี้อาจไม่ได้มุ่งเพียงการตรวจสอบการบริหารงานในภาพรวม แต่จะเจาะไปยัง “จุดอ่อนเฉพาะตัว” ของนายกฯ และ รัฐมนตรี ที่เป็น “กล่องดวงใจสีน้ำเงิน” ซึ่งฝ่ายค้านมองว่า มีประเด็นให้ติดตามตรวจสอบ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน และ โครงการขนาดใหญ่ของรัฐ
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านยังไม่ได้เร่งยื่นญัตติในทันที เพราะกำลังประเมิน “จังหวะการเมือง” อย่างละเอียด โดยเฉพาะสถานการณ์ในเดือนกันยายน ซึ่งถูกจับตาว่า เป็นเดือนแห่ง “มรสุมการเมือง” จากคดีสำคัญ 2 เรื่องที่อาจเปลี่ยนกระดานการเมืองได้ทั้งระบบ
ตั้ง“โรม”ประสานฝ่ายค้านลุยซักฟอก
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือ วิปฝ่ายค้าน ยืนยันว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านได้หารือกันแล้ว และมีความเห็นร่วมกันที่จะเดินหน้ายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 โดยจะดำเนินการให้เร็วที่สุด
ขณะเดียวกัน พรรคร่วมฝ่ายค้านชุดปัจจุบันมีสมาชิกเพิ่มขึ้นจากเดิม โดย พรรคไทรวมพลัง เข้ามาร่วมทำงานด้วย ทำให้การประสานข้อมูลระหว่างฝ่ายค้านหลายพรรคมีความสำคัญมากขึ้น
ในชั้นเตรียมการ “รังสิมันต์ โรม” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ถูกวางให้เป็นหัวเรือหลักในการประสานงานกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อรวบรวมรายชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปราย ประเด็นอภิปราย รวมถึงจัดทำรายละเอียดญัตติ
ล็อกซักฟอก“ฮั้ว สว.-โกงสอบ”
หากแกะรอยจากท่าทีของ นายพริษฐ์ ซึ่งออกมาเตือนนายกฯ และพรรคภูมิใจไทยว่า อย่าพยายามใช้กลไกทางสภาปิดกั้นการอภิปรายเรื่อง “ฮั้ว สว.” และ “โกงสอบท้องถิ่น” ย่อมสะท้อนว่าทั้ง 2 เรื่องน่าจะถูกวางไว้ในบัญชีประเด็นสำคัญของฝ่ายค้าน ที่จะมีการอภิปรายฯ
โดยเฉพาะ “คดีฮั้ว สว.” ที่ฝ่ายค้านมองว่า ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา แต่เกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือของกระบวนการทางการเมืองและการได้มาซึ่งอำนาจในรัฐสภา
เมื่อมีการกล่าวถึงเครือข่ายทางการเมือง ที่เชื่อมโยงกับบุคคลในพรรคภูมิใจไทย การนำเรื่องนี้เข้าสู่เวทีอภิปราย จึงอาจกลายเป็นการเปิดข้อมูลและหลักฐานโยงฝ่ายการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่
อีกประเด็นที่มีโอกาสถูกขยายผล คือ กรณี “โกงสอบท้องถิ่น” ซึ่งฝ่ายค้านอาจใช้เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการตั้งคำถามไปถึง “อนุทิน” ในฐานะ รมว.มหาดไทย
โจทย์สำคัญคือ ฝ่ายค้านสามารถตั้งคำถามในระดับนโยบายและความรับผิดชอบของผู้กำกับดูแลได้ว่า กระทรวงมหาดไทยมีระบบป้องกัน ตรวจสอบ และกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด
หากฝ่ายค้านสามารถพิสูจน์ให้เห็นว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงความผิดเฉพาะบุคคล แต่สะท้อนถึงความล้มเหลวเชิงระบบ ย่อมทำให้ประเด็นนี้มีน้ำหนักทางการเมืองมากขึ้น
ที่สำคัญยังสามารถเชื่อมโยงกับภาพใหญ่ของประเทศไทย ในการยกระดับมาตรฐานด้านธรรมาภิบาลและการต่อต้านการทุจริต โดยเฉพาะเส้นทางการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD
จุดนี้จึงอาจทำให้เรื่องที่เริ่มต้นจาก “โกงสอบท้องถิ่น” ถูกยกระดับกลายเป็นคำถามถึงมาตรฐานการบริหารประเทศได้
AI Passport หลอน“ไชยชนก”
ขณะที่ชื่อ “ไชยชนก ชิดชอบ” ถูกล็อกเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของฝ่ายค้าน ประเด็นที่ถูกจับตามองย่อมหนีไม่พ้นภารกิจในดีอี โดยเฉพาะโครงการ TH-AI Passport
ฝ่ายค้านติดตามโครงการดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของวงเงิน การออกแบบโครงการ รวมถึงรายละเอียดของ ทีโออาร์ ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีลักษณะเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการบางราย ที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นนายทุนให้กับพรรคสีน้ำเงิน
หากฝ่ายค้านสามารถรวบรวมข้อมูลเชิงลึกได้มากพอ ประเด็นนี้อาจกลายเป็นหนึ่งใน “หมัดเด็ด” ที่ใช้ตั้งคำถามต่อรัฐมนตรีดีอีว่า การใช้งบประมาณระดับพันล้านบาท มีความคุ้มค่า โปร่งใส และ ตอบโจทย์ประชาชนจริงหรือไม่
กันยายน 2 คดีมรสุมค่ายน้ำเงิน
เหตุผลที่ฝ่ายค้านยังไม่เร่งเปิดเกมเต็มตัว ยังมีปัจจัยสำคัญจาก “ปฏิทินคดีการเมือง” ที่กำลังเดินเข้าสู่จุดชี้ขาด เดือน “กันยายน” ถูกจับตาเป็นพิเศษจาก 2 คดีสำคัญ ได้แก่ คดีฮั้ว สว. และ คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง
วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีกำหนดนัดลงมติคดี “ฮั้ว สว.” ว่าจะเดินหน้าส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาหรือไม่
จากนั้น วันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญมีกำหนดวินิจฉัยกรณีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
โดยเฉพาะคดีหลัง หากคำวินิจฉัยออกมาในทางที่เห็นว่า การมีบาร์โค้ด หรือ คิวอาร์โค้ด กระทบต่อหลักการลงคะแนนเป็นความลับ ผลกระทบทางการเมือง อาจลุกลามไปถึงการเลือกตั้ง สส. เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 สถานะของ สส. และ รัฐบาลอนุทิน ปัจจุบัน
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ฝ่ายค้านต้อง “รอดู” ก่อนเดินหมากใหญ่ เพราะหากกระดานการเมืองเปลี่ยนจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ การเตรียมซักฟอกที่วางไว้ก่อนหน้า อาจกลายเป็นเกมที่ไม่จำเป็นต้องเล่น หรืออย่างน้อยต้องปรับยุทธศาสตร์ใหม่ทั้งหมด
รัฐบาลพร้อมตอบทุกข้อหา
ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลยังคงแสดงท่าทีว่า ไม่หวั่นต่อศึกซักฟอก “ภราดร ปริศนานันทกุล” รมต.ประจำสำนักนายกฯ และ สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ระบุว่า รัฐบาลยินดีหากฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะถือเป็นอำนาจโดยชอบของฝ่ายค้าน และเป็นกลไกตามรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบรัฐบาล รัฐบาลพร้อมตอบคำถามและข้อกล่าวหาทุกประเด็น แต่ขอให้รอญัตติที่ฝ่ายค้านยื่นต่อประธานสภาฯ เสียก่อน จึงจะทราบว่าประเด็นใดจะถูกนำมาอภิปราย
ในส่วนของข้อกล่าวหาเกี่ยวกับคดี “ฮั้ว สว.” พรรคภูมิใจไทยยังยืนยันจุดยืนเดิมว่า พรรคไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา และหัวหน้าพรรคได้ทำหนังสือถึงสมาชิกพรรคเพื่อไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าวแล้ว
“ล้มรัฐบาล-ล้มความเชื่อมั่น”
ศึกซักฟอกครั้งนี้อาจไม่ได้อยู่ที่คำถามว่า ฝ่ายค้านจะสามารถโค่น “รัฐบาลอนุทิน” ด้วยเสียงในสภาได้หรือไม่
เพราะในเชิงตัวเลข ฝ่ายรัฐบาลยังมีเสียงข้างมาก นายพริษฐ์ เองก็ยอมรับว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจอาจไม่ได้หมายความว่า จะสามารถล้มรัฐบาลได้ทันที แต่เป้าหมายสำคัญคือ การนำเสนอข้อมูลและหลักฐานต่อสังคม
ฝ่ายค้านต้องการให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่า รัฐบาลชุดนี้ยังสมควรได้รับความไว้วางใจหรือไม่ หากรัฐบาลสามารถชี้แจงข้อกล่าวหาได้อย่างมีน้ำหนัก ศึกซักฟอกก็อาจกลายเป็นเวทีที่ช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้รัฐบาล
แต่หากฝ่ายค้านสามารถเปิดข้อมูลที่รัฐบาลตอบไม่ได้ หรือ พบข้อเท็จจริงที่กระทบต่อความน่าเชื่อถือของรัฐมนตรีโดยตรง ผลทางการเมืองก็อาจรุนแรงกว่าตัวเลขการลงมติในสภา
ความพ่ายแพ้ในการลงมติ อาจไม่ได้หมายถึงการแพ้ในทางการเมืองเสมอไป และชัยชนะในการลงมติก็ไม่ได้หมายความว่า จะชนะใจประชาชน
ปลายทางอยู่ที่ “ความเชื่อมั่น”จากประชาชน ซึ่งพรรคประชาชนก็ตั้งเป้าหมายไว้กับเรื่องนี้เป็นหลัก...
รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4233







