thansettakij
thansettakij
4 ด่านร้อน รับเปิดสภา 25 ส.ค. 69 เดิมพันรัฐบาลน้ำเงิน

4 ด่านร้อน รับเปิดสภา 25 ส.ค. 69 เดิมพันรัฐบาลน้ำเงิน

4 ด่านร้อนรับเปิดสภา 25 ส.ค. 69 เดิมพันรัฐบาลน้ำเงิน : รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4229

KEY

POINTS

  • การเปิดประชุมสภาฯ ในวันที่ 25 ส.ค. 69 จะเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลอนุทิน ที่ต้องเผชิญกับ 4 ประเด็นการเมืองร้อน
  • 4 วาระสำคัญที่รอการพิจารณา ได้แก่ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท, ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570, การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ
  • การอภิปรายไม่ไว้วางใจถือเป็นด่านที่ใหญ่ที่สุด โดยฝ่ายค้านเตรียมหยิบยกประเด็นทุจริตสอบท้องถิ่นและข้อกล่าวหา "ฮั้ว สว." มาตรวจสอบรัฐบาลด้วย

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่เตรียมกลับมาเปิดฉากอีกครั้ง ในวันที่ 25 สิงหาคม-22 ธันวาคม 2569 กำลังถูกจับตาอย่างมาก เพราะจะเป็นสมัยประชุมที่รัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” ต้องเผชิญบททดสอบทางการเมืองอย่างเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก

“วาระร้อน” ที่รออยู่ทั้งในสภาและนอกสภา มีตั้งแต่พระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท, ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2570, การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไปจนถึง ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ

 

ขณะเดียวกัน ยังมี “ปัจจัยแทรกซ้อน” ที่ฝ่ายค้านโยงไปยังรัฐบาล โดยเฉพาะผลการตรวจสอบประเด็นการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ “ฮั้ว สว.” และกรณีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตสอบข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น

ทั้งหมดหากฝ่ายค้าน ที่มี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เป็นผู้นำ สามารถเชื่อมโยงประเด็นต่างๆ ให้กลายเป็นภาพเดียวกันได้ ก็อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาล และพรรคแกนนำรัฐบาลในระยะยาว

4 วาระใหญ่รอเปิดฉาก

จากปฏิทินงานรัฐสภา มีอย่างน้อย 4 เรื่องสำคัญ ที่รอเข้าสู่การพิจารณา และแต่ละเรื่องล้วนมีมิติทางการเมืองแตกต่างกันออกไป

เรื่องแรก คือ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤติพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงิน 4 แสนล้านบาท

ประเด็นนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และมีการส่งคำวินิจฉัยกลางมายังสำนักงานเลขาธิการสภาฯ แล้ว

ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงที่เรื่องนี้ จะถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในช่วงต้นของการเปิดสมัยประชุม โดย กรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาล ประเมินว่าอาจเข้าสู่วาระในวันที่ 26 สิงหาคม

สำหรับรัฐบาล ประเด็นนี้ถือเป็น “ด่านแรก” ที่ต้องแสดงให้เห็นว่าสามารถอธิบายเหตุผลและความจำเป็นของการกู้เงินได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะข้อกังวลของฝ่ายค้านเกี่ยวกับการนำเงินไปใช้ในส่วนของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

แม้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะเปิดทางให้ พ.ร.ก.เดินหน้าต่อ แต่ศาลยังวางหลักเกี่ยวกับการดำเนินการของฝ่ายบริหารไว้อย่างชัดเจน ทั้งการรักษาวินัยการเงินการคลัง การคำนึงถึงฐานะการเงินการคลังของประเทศ และการใช้จ่ายให้เป็นไปตามกฎหมาย มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้

เมื่อเข้าสู่สภา ฝ่ายค้านยังมีพื้นที่ในการตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า ความจำเป็น และวิธีการใช้เงิน ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่รัฐบาลต้องเตรียมคำตอบให้ละเอียด

“งบ 70”ด่านสำคัญของรัฐบาล

เรื่องที่สอง คือ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ซึ่งรอการพิจารณาในวาระ 2-3   กรวีร์ ปริศนานันทกุล ในฐานะกรรมาธิการงบประมาณประเมินว่า การพิจารณาในชั้น กมธ.จะแล้วเสร็จในวันที่ 2 กันยายน ก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ในช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือนกันยายน โดยเบื้องต้นวางกรอบไว้ 3 วัน

เป็นอีกหนึ่งวาระที่ฝ่ายค้านสามารถใช้ตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างเข้มข้น เพราะงบประมาณไม่ใช่เพียงตัวเลขรายรับ-รายจ่าย แต่สะท้อนทิศทางการบริหารประเทศของรัฐบาลโดยตรง 
โดยเฉพาะนโยบายที่ใช้งบประมาณจำนวนมาก นโยบายในลักษณะ “จ่าย แจก จบ” ที่ฝ่ายค้านตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคม

                                          4 ด่านร้อน รับเปิดสภา 25 ส.ค. 69 เดิมพันรัฐบาลน้ำเงิน

แก้รธน.“นับหนึ่ง”ฉบับใหม่

เรื่องที่สาม คือ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อเพิ่มหมวดว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขณะนี้วิปรัฐบาลยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลาที่แน่นอน เนื่องจากต้องรอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของภาคประชาชน ซึ่งได้แจ้งความจำนงต่อประธานรัฐสภาเพื่อรวบรวมรายชื่อประชาชนเสนอร่างเข้ามาประกบกับร่างของฝ่ายการเมือง

ดังนั้น การแก้รัฐธรรมนูญจึงยังมี “ตัวแปรเรื่องเวลา” เข้ามาเกี่ยวข้อง หากกระบวนการเข้าชื่อและตรวจสอบของภาคประชาชนเดินหน้าได้รวดเร็ว รัฐสภาอาจสามารถเริ่มพิจารณาเรื่องนี้ได้ภายในสมัยประชุมแรก แต่หากขั้นตอนล่าช้า วาระดังกล่าวก็อาจถูกเลื่อนออกไป

อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอนุทิน

เรื่องที่สี่ คือ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งจะเป็นสนามใหญ่ที่สุดของรัฐบาลอนุทิน ทั้งนี้ ระหว่างปิดสมัยประชุมสภาฯ พรรคประชาชนในฐานะแกนนำฝ่ายค้าน รวมถึง พรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินหน้าตรวจสอบรัฐบาล โดยมีการสะสมข้อมูลเพื่อไว้ใช้อภิปราย

ประเด็นที่ถูกจับตา ได้แก่ ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการ “ทุจริตสอบท้องถิ่น” ซึ่งฝ่ายค้านพยายามตั้งคำถามไปถึงการกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย ที่มีฝ่ายการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันยังมีประเด็น “ฮั้ว สว.” ซึ่งฝ่ายค้านเตรียมนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสอบรัฐบาล

รวมถึงโครงการ TH-AI Passport ซึ่งฝ่ายค้านบางส่วนตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับรายละเอียดของทีโออาร์ และการดำเนินโครงการ โดยมี ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย เป็นผู้รับผิดชอบกำกับดูแล

“อนุทิน”ไม่หวั่นศึกซักฟอก

ท่าทีของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ล่าสุด สะท้อนว่า รัฐบาลเลือกใช้ยุทธศาสตร์ “พร้อมตอบทุกเรื่อง” มากกว่าการตั้งรับหรือปฏิเสธเวทีอภิปราย

โดยระหว่างภารกิจเยือนออสเตรเลีย วันที่ 20 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ยืนยันว่า ไม่มีปัญหา หากฝ่ายค้านจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะคณะรัฐมนตรีพร้อมชี้แจงทุกประเด็นผ่านกลไกของรัฐสภา

นายกรัฐมนตรีได้กำหนดกรอบไว้ว่า หากเป็นเรื่องผลงานของรัฐมนตรีแต่ละคน ก็ให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเป็นผู้ตอบโดยตรง เช่น เรื่องนโยบาย AI ให้ ไชยชนก ชิดชอบ เป็นผู้ชี้แจง เรื่องเงินกู้ งบประมาณ หรือ เศรษฐกิจ ให้เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นผู้ตอบ

ย้ำ“ฮั้ว สว.”ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล 

ขณะเดียวกัน มีความพยายามแยกความรับผิดชอบของรัฐบาล ออกจาก ข้อกล่าวหาที่อยู่นอกเหนือการบริหารของรัฐบาล โดยเฉพาะกรณี “ฮั้ว สว.” ซึ่ง นายกฯ อนุทิน ย้ำว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับวุฒิสภา รัฐบาลกับวุฒิสภาถือเป็นคนละสถาบันกัน วุฒิสภาอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติ เราไม่ก้าวก่ายหรือล่วงล้ำข้ามแดนอำนาจกันและกัน

“ถ้ามีการฮั้วกันจริงก็เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ แต่พวกผมไม่ได้เกี่ยวข้อง รัฐบาลเข้ามาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ” นายกฯ อนุทิน ระบุ

ประเด็น “ฮั้ว สว.” หาก กกต. มีข้อสรุปในช่วงปลายเดือนสิงหาคม หรือเดือนกันยายน กรณีนี้ก็มีโอกาสกลายเป็น “ข่าวการเมืองร้อน” และหากมีการส่งเรื่องต่อถึงศาลฎีกา โดยมีเกิดกระบวนการที่พาดพิงถึงบุคคลหรือเครือข่ายทางการเมือง ก็ย่อมเพิ่มแรงกดดันต่อพรรคภูมิใจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

4 ด่านในสภา-2 ระเบิดนอกสภา

หากประเมินสถานการณ์ทางการเมืองของ “รัฐบาลอนุทิน” ในสมัยประชุมที่จะถึงนี้ อาจแบ่งออกได้เป็น “4 ด่านในสภา” และ “2 ระเบิดนอกสภา”

4 ด่านในสภา ได้แก่ 1.พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นบททดสอบเรื่องวินัยการเงินการคลังและความคุ้มค่า 2.งบประมาณปี 2570 ซึ่งจะเป็นเวทีตรวจสอบนโยบายและการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล 

3.การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นบททดสอบจุดยืนทางการเมืองของรัฐบาลต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และ 4.การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งเป็นการวัดเสถียรภาพความแข็งแรงของรัฐบาล

ส่วน 2 ระเบิดนอกสภา คือ คดีฮั้ว สว. และ ปมทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถควบคุมจังหวะ หรือทิศทางของกระบวนการตรวจสอบได้ทั้งหมด

ในทางการเมือง ผลของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ได้มีเพียงตัวเลขการลงมติว่าใครได้มากกว่าใคร เพราะแม้จะ “ชนะในสภา” แต่หากพ่ายแพ้ “ความเชื่อมั่น-ความไว้วางใจจากประชาชน” รัฐบาลอยู่ต่อไปก็ลำบาก

นี่คือโจทย์สำคัญของ “รัฐบาลน้ำเงิน” ในการเปิดสมัยประชุมสภาครั้งนี้
 

รายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4229