thansettakij
thansettakij
เปิด 5 ผลดีต่อ “รัฐบาลอนุทิน" หลังเงินกู้ 4 แสนล้านฉลุย

เปิด 5 ผลดีต่อ “รัฐบาลอนุทิน" หลังเงินกู้ 4 แสนล้านฉลุย

09 ก.ค. 69 | 08:29 น.
อัปเดตล่าสุด :09 ก.ค. 69 | 08:50 น.

เปิด 5 ผลดีต่อ“รัฐบาลอนุทิน" หลังเงินกู้ 4 แสนล้านฉลุย : รายงานพิเศษ โดย... ธวัชชัย อินทรประดิษฐ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

  • ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ช่วยเสริมความชอบธรรมและเสถียรภาพทางการเมืองให้แก่รัฐบาล
  • ปลดล็อกเงินกู้ก้อนที่สองวงเงิน 2 แสนล้านบาท เพื่อให้รัฐบาลนำไปขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรม
  • สร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนและภาคธุรกิจ ทำให้โครงการลงทุนของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด และยานยนต์ไฟฟ้าสามารถเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ที่มีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 วินิจฉัยว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 นอกจากจะปลดล็อกการใช้เงินกู้ของรัฐบาลแล้ว ยังถือเป็น "ชัยชนะทางกฎหมาย" ที่ส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล

แม้ฝ่ายค้านยังสามารถตรวจสอบรายละเอียดการใช้งบประมาณในแต่ละโครงการได้ต่อไป แต่ในทางการเมือง คำวินิจฉัยครั้งนี้ช่วยลดแรงกดดันต่อรัฐบาล และเปิดพื้นที่ให้ฝ่ายบริหารเดินหน้าผลักดันนโยบายสำคัญได้เต็มที่

1. เพิ่มความชอบธรรมให้รัฐบาล

ก่อนหน้านี้ พรรคฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงินอาจไม่เข้าเงื่อนไข "เหตุฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วน" ตามรัฐธรรมนูญ หากศาลวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ อาจส่งผลกระทบต่อความชอบธรรมของรัฐบาล และเปิดช่องให้เกิดแรงสั่นสะเทือนทางการเมือง

แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทำให้รัฐบาลสามารถยืนยันได้ว่า การใช้อำนาจฝ่ายบริหารเป็นไปตามกรอบกฎหมาย ลดแรงโจมตีในประเด็นความชอบด้วยกฎหมายของการออก พ.ร.ก.

2. ปลดล็อกเงินกู้ 2 แสนล้านบาท เดินหน้าผลงานรัฐบาล

ผลโดยตรงของคำวินิจฉัย คือ การเปิดทางให้รัฐบาลนำเงินกู้ ก้อนที่สอง วงเงิน 200,000 ล้านบาท มาใช้ได้ทันที

งบประมาณดังกล่าวถือเป็น "กระสุนทางนโยบาย" ที่รัฐบาลสามารถนำไปผลักดันมาตรการสำคัญ ทั้งการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) การเปลี่ยนรถสาธารณะเป็นรถไฟฟ้า โครงการโซลาร์รูฟภาคประชาชน การพัฒนา Smart Grid และ การลงทุนด้านพลังงานสะอาด

การมีงบประมาณก้อนใหญ่ในมือ ยังช่วยให้รัฐบาลสามารถเร่งสร้างผลงานที่ประชาชนเห็นเป็นรูปธรรม ก่อนเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของวาระรัฐบาล

                            มติศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดี พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท

3. เสริมเสถียรภาพรัฐบาล

ในทางการเมือง คำวินิจฉัยครั้งนี้ช่วยลดปัจจัยเสี่ยงที่อาจกระทบเสถียรภาพของรัฐบาลผสม

เมื่อประเด็นข้อกฎหมายได้รับการยุติ พรรคแกนนำรัฐบาลและพรรคร่วมสามารถเดินหน้าผลักดันนโยบายร่วมกันได้มากขึ้น ขณะที่แรงกดดันจากฝ่ายค้านในประเด็นความชอบด้วยกฎหมายของ พ.ร.ก. ก็ลดลง

นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับหน่วยงานราชการในการเร่งเสนอโครงการ เพราะไม่ต้องกังวลว่าการใช้งบประมาณจะสะดุดจากข้อพิพาททางกฎหมาย

4. เปิดเกมนโยบาย "พลังงาน" เป็นผลงานชูโรงรัฐบาล 

เงินกู้ก้อนที่สองไม่ได้มีเป้าหมายเพียงกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ถูกออกแบบให้รองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ (Energy Transition) หลายกระทรวงเตรียมเสนอโครงการทันที ไม่ว่าจะเป็น

กระทรวงคมนาคม ผลักดันรถโดยสารสาธารณะไฟฟ้า 80,000 คัน

กระทรวงมหาดไทย สนับสนุนโซลาร์รูฟ 400,000 ครัวเรือน

กระทรวงการคลัง อุดหนุนการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าผ่านระบบสินเชื่อ

กระทรวงพลังงาน ลงทุน Smart Grid และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในภาคเกษตร

หากโครงการเหล่านี้เดินหน้าได้ตามแผน ก็จะกลายเป็นผลงานเชิงรูปธรรมของรัฐบาล และช่วยสร้างภาพลักษณ์การเป็นรัฐบาลที่ผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

5. สร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดและภาคธุรกิจ

อีกผลบวกสำคัญ คือ การสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชน นักลงทุน และสถาบันการเงิน

เมื่อข้อกฎหมายได้รับการยุติ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการใช้เงินกู้ลดลง ทำให้โครงการลงทุนภาครัฐสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างต่อเนื่อง ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า โซลาร์เซลล์ และโครงสร้างพื้นฐาน มีโอกาสได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินลงทุนของภาครัฐ

ฝ่ายค้านยังตรวจสอบได้แม้รัฐบาลผ่านด่านศาล

แม้รัฐบาลจะได้รับผลบวกจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ได้หมายความว่าการใช้เงินกู้จะพ้นจากการตรวจสอบ

ฝ่ายค้านยังสามารถติดตามและตรวจสอบการจัดสรรงบประมาณ ความคุ้มค่าของโครงการ ความโปร่งใสในการใช้จ่าย รวมถึงผลสัมฤทธิ์ของแต่ละมาตรการได้ผ่านกลไกของรัฐสภาและองค์กรตรวจสอบ 

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการรับรองความชอบด้วยกฎหมายของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แต่ยังช่วยปลดล็อกข้อจำกัดสำคัญของ “รัฐบาลอนุทิน” ทั้งในด้านกฎหมาย เสถียรภาพรัฐบาล และการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม บทพิสูจน์สำคัญจากนี้ จะไม่ใช่เพียงการ "กู้เงินได้" แต่คือการบริหารเม็ดเงินกว่า 200,000 ล้านบาท ที่เหลือ ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ยกระดับความมั่นคงด้านพลังงาน และตอบโจทย์ความคาดหวังของประชาชนได้มากน้อยเพียงใด 

เพราะนั่นจะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของรัฐบาลในทางการเมืองมากกว่าคำวินิจฉัยของศาลเพียงอย่างเดียว

รายงานพิเศษ โดย...ฐานเศรษฐกิจออนไลน์