
เปิด 5 ผลดีต่อ “รัฐบาลอนุทิน" หลังเงินกู้ 4 แสนล้านฉลุย
เปิด 5 ผลดีต่อ“รัฐบาลอนุทิน" หลังเงินกู้ 4 แสนล้านฉลุย : รายงานพิเศษ โดย... ธวัชชัย อินทรประดิษฐ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
KEY
POINTS
- ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ช่วยเสริมความชอบธรรมและเสถียรภาพทางการเมืองให้แก่รัฐบาล
- ปลดล็อกเงินกู้ก้อนที่สองวงเงิน 2 แสนล้านบาท เพื่อให้รัฐบาลนำไปขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรม
- สร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนและภาคธุรกิจ ทำให้โครงการลงทุนของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด และยานยนต์ไฟฟ้าสามารถเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ที่มีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 วินิจฉัยว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 นอกจากจะปลดล็อกการใช้เงินกู้ของรัฐบาลแล้ว ยังถือเป็น "ชัยชนะทางกฎหมาย" ที่ส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล
แม้ฝ่ายค้านยังสามารถตรวจสอบรายละเอียดการใช้งบประมาณในแต่ละโครงการได้ต่อไป แต่ในทางการเมือง คำวินิจฉัยครั้งนี้ช่วยลดแรงกดดันต่อรัฐบาล และเปิดพื้นที่ให้ฝ่ายบริหารเดินหน้าผลักดันนโยบายสำคัญได้เต็มที่
1. เพิ่มความชอบธรรมให้รัฐบาล
ก่อนหน้านี้ พรรคฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงินอาจไม่เข้าเงื่อนไข "เหตุฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วน" ตามรัฐธรรมนูญ หากศาลวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ อาจส่งผลกระทบต่อความชอบธรรมของรัฐบาล และเปิดช่องให้เกิดแรงสั่นสะเทือนทางการเมือง
แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทำให้รัฐบาลสามารถยืนยันได้ว่า การใช้อำนาจฝ่ายบริหารเป็นไปตามกรอบกฎหมาย ลดแรงโจมตีในประเด็นความชอบด้วยกฎหมายของการออก พ.ร.ก.
2. ปลดล็อกเงินกู้ 2 แสนล้านบาท เดินหน้าผลงานรัฐบาล
ผลโดยตรงของคำวินิจฉัย คือ การเปิดทางให้รัฐบาลนำเงินกู้ ก้อนที่สอง วงเงิน 200,000 ล้านบาท มาใช้ได้ทันที
งบประมาณดังกล่าวถือเป็น "กระสุนทางนโยบาย" ที่รัฐบาลสามารถนำไปผลักดันมาตรการสำคัญ ทั้งการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) การเปลี่ยนรถสาธารณะเป็นรถไฟฟ้า โครงการโซลาร์รูฟภาคประชาชน การพัฒนา Smart Grid และ การลงทุนด้านพลังงานสะอาด
การมีงบประมาณก้อนใหญ่ในมือ ยังช่วยให้รัฐบาลสามารถเร่งสร้างผลงานที่ประชาชนเห็นเป็นรูปธรรม ก่อนเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของวาระรัฐบาล
3. เสริมเสถียรภาพรัฐบาล
ในทางการเมือง คำวินิจฉัยครั้งนี้ช่วยลดปัจจัยเสี่ยงที่อาจกระทบเสถียรภาพของรัฐบาลผสม
เมื่อประเด็นข้อกฎหมายได้รับการยุติ พรรคแกนนำรัฐบาลและพรรคร่วมสามารถเดินหน้าผลักดันนโยบายร่วมกันได้มากขึ้น ขณะที่แรงกดดันจากฝ่ายค้านในประเด็นความชอบด้วยกฎหมายของ พ.ร.ก. ก็ลดลง
นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับหน่วยงานราชการในการเร่งเสนอโครงการ เพราะไม่ต้องกังวลว่าการใช้งบประมาณจะสะดุดจากข้อพิพาททางกฎหมาย
4. เปิดเกมนโยบาย "พลังงาน" เป็นผลงานชูโรงรัฐบาล
เงินกู้ก้อนที่สองไม่ได้มีเป้าหมายเพียงกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ถูกออกแบบให้รองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ (Energy Transition) หลายกระทรวงเตรียมเสนอโครงการทันที ไม่ว่าจะเป็น
กระทรวงคมนาคม ผลักดันรถโดยสารสาธารณะไฟฟ้า 80,000 คัน
กระทรวงมหาดไทย สนับสนุนโซลาร์รูฟ 400,000 ครัวเรือน
กระทรวงการคลัง อุดหนุนการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าผ่านระบบสินเชื่อ
กระทรวงพลังงาน ลงทุน Smart Grid และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในภาคเกษตร
หากโครงการเหล่านี้เดินหน้าได้ตามแผน ก็จะกลายเป็นผลงานเชิงรูปธรรมของรัฐบาล และช่วยสร้างภาพลักษณ์การเป็นรัฐบาลที่ผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
5. สร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดและภาคธุรกิจ
อีกผลบวกสำคัญ คือ การสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชน นักลงทุน และสถาบันการเงิน
เมื่อข้อกฎหมายได้รับการยุติ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการใช้เงินกู้ลดลง ทำให้โครงการลงทุนภาครัฐสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างต่อเนื่อง ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า โซลาร์เซลล์ และโครงสร้างพื้นฐาน มีโอกาสได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินลงทุนของภาครัฐ
ฝ่ายค้านยังตรวจสอบได้แม้รัฐบาลผ่านด่านศาล
แม้รัฐบาลจะได้รับผลบวกจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ได้หมายความว่าการใช้เงินกู้จะพ้นจากการตรวจสอบ
ฝ่ายค้านยังสามารถติดตามและตรวจสอบการจัดสรรงบประมาณ ความคุ้มค่าของโครงการ ความโปร่งใสในการใช้จ่าย รวมถึงผลสัมฤทธิ์ของแต่ละมาตรการได้ผ่านกลไกของรัฐสภาและองค์กรตรวจสอบ
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการรับรองความชอบด้วยกฎหมายของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แต่ยังช่วยปลดล็อกข้อจำกัดสำคัญของ “รัฐบาลอนุทิน” ทั้งในด้านกฎหมาย เสถียรภาพรัฐบาล และการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม บทพิสูจน์สำคัญจากนี้ จะไม่ใช่เพียงการ "กู้เงินได้" แต่คือการบริหารเม็ดเงินกว่า 200,000 ล้านบาท ที่เหลือ ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ยกระดับความมั่นคงด้านพลังงาน และตอบโจทย์ความคาดหวังของประชาชนได้มากน้อยเพียงใด
เพราะนั่นจะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของรัฐบาลในทางการเมืองมากกว่าคำวินิจฉัยของศาลเพียงอย่างเดียว
รายงานพิเศษ โดย...ฐานเศรษฐกิจออนไลน์







