thansettakij
thansettakij
รัฐบาลลุยเบิกเงินกู้ 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน โซลาร์รูฟ-EV-โซลาร์เกษตร

รัฐบาลลุยเบิกเงินกู้ 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน โซลาร์รูฟ-EV-โซลาร์เกษตร

09 ก.ค. 69 | 06:04 น.
อัปเดตล่าสุด :09 ก.ค. 69 | 06:51 น.

หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7:2 ชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ รัฐบาลเตรียมเดินหน้าเงินกู้ก้อนที่สอง 2 แสนล้านบาท ทั้งโซลาร์รูฟช่วยค่าติดตั้ง 1 หมื่นบาท/หลัง รถ EV ส่วนบุคคล-สาธารณะ และโซลาร์ภาคเกษตรลดต้นทุน

KEY

POINTS

  • รัฐบาลเตรียมเบิกจ่ายเงินกู้ 2 แสนล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.เงินกู้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
  • เงินกู้จะถูกจัดสรรให้กระทรวงต่างๆ เพื่อดำเนินโครงการสำคัญ เช่น สนับสนุนการเปลี่ยนรถสาธารณะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) 80,000 คัน และส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในภาคครัวเรือน 400,000 หลัง
  • กระทรวงเกษตรฯ เตรียมเสนอโครงการใช้พลังงานสะอาดในภาคการเกษตร เช่น ระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดต้นทุนและสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้เกษตรกร

วันนี้ (9 กรกฎาคม 2569) ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 วินิจฉัยว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ส่งผลให้รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล สามารถเดินหน้ากู้เงินและเบิกจ่ายตามแผนงานได้ต่อไป

คำวินิจฉัยครั้งนี้ถือเป็นการปลดล็อกเงินกู้ "ก้อนที่สอง" วงเงิน 200,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนที่ยังไม่ได้เบิกจ่าย และเป็นประเด็นที่ฝ่ายค้านโต้แย้งโดยตรง โดยตุลาการเสียงข้างมาก 7 คน เห็นว่ามาตรา 5 วรรคหนึ่ง (2) ที่ให้นำเงินกู้ไปใช้เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และรองรับการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานทดแทน เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

เงินกู้ก้อนแรกใช้ไปแล้ว 2 แสนล้าน

สำหรับเงินกู้ 4 แสนล้านบาท ที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้เงินในส่วนแรก 200,000 ล้านบาทไปแล้ว ผ่านโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ระยะเวลา 4 เดือน กรอบวงเงินไม่เกิน 175,718 ล้านบาท ประกอบด้วย การช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและเพิ่มเบี้ยคนพิการ 18,800 ล้านบาท, การเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็น 1,000 บาท วงเงิน 36,918 ล้านบาท และโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 วงเงิน 120,000 ล้านบาท

ขณะที่เงินกู้ก้อนที่สองอีก 200,000 ล้านบาท ที่เพิ่งได้รับการยืนยันจากศาล จะถูกนำไปขับเคลื่อนภารกิจเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ซึ่งเป็นงบประมาณที่แยกต่างหากจากงบประมาณปกติ โดยมุ่งลดการนำเข้าน้ำมันดิบ ลดความเปราะบาง และสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว

เมื่อคำวินิจฉัยออกมาชัดเจนว่าพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ หน่วยงานต่าง ๆ เตรียมเสนอโครงการเข้าใช้งบก้อนนี้ทันที ได้แก่

คมนาคม ลุยรถสาธารณะไฟฟ้า 8 หมื่นคัน

กระทรวงคมนาคม  โครงการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลสู่พลังงานไฟฟ้า โดยเฉพาะกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ วงเงิน 2.4 หมื่นล้านบาท เน้นกลุ่มรถสาธารณะ 7 กลุ่มเป้าหมาย ที่จะเข้าร่วม ประกอบด้วย รถแท็กซี่และรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน, รถจักรยานยนต์รับจ้าง, รถสามล้อหรือรถตุ๊กตุ๊ก, รถโดยสารประจำทาง, รถโดยสารไม่ประจำทาง, รถรับจ้างรับส่งนักเรียน และรถบรรทุกสินค้า เป้าหมายทั้งสิ้น 80,000 คัน

รวมทั้งโครงการ DLT พร้อมซัพพอร์ต ระยะที่ 2 เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรถบรรทุกสินค้าและรถโดยสารสาธารณะ วงเงินประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท เพื่อช่วยตรึงราคาค่าโดยสารกับผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชน ครอบคลุมกลุ่มแท็กซี่ที่ใช้แก๊สด้วย

มหาดไทยดันโซลาร์รูฟ

กระทรวงมหาดไทย มาตรการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป โดยมีแนวคิดช่วยค่าติดตั้งหรือค่าดาวน์ 10,000 บาทต่อหลังคาเรือน ตั้งเป้าสนับสนุน 400,000 ครัวเรือน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเริ่มต้นและทำให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้มากขึ้น โดยจะเสนอโครงการ ขอใช้งบประมาณจากพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่มีวัตถุประสงค์ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ

คลังอุดหนุนซื้อรถอีวี ลดต้นเงินกู้

กระทรวงการคลัง โครงการเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) โดยก่อนหน้านี้นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า เบื้องต้น กรมสรรพสามิตได้เตรียมรูปแบบการอุดหนุน (Subsidize) ผ่านสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อกับผู้ซื้อรถ (ไฟแนนซ์) โดยจะเป็นการอุดหนุนเพียงครั้งเดียวจบ เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้โดยง่าย ทั้งการให้เงินชดเชยหรือเงินส่วนลดจากวงเงินที่ได้รับไฟแนนซ์ หรือการอุดหนุนผ่านอัตราดอกเบี้ย เช่น หากผู้ซื้อรถไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ ไปเข้าระบบไฟแนนซ์กู้ได้ 850,000 บาท ทางรัฐบาลจะช่วยสนับสนุน 50,000 บาท ทำให้ผู้ซื้อรถกู้จากไฟแนนซ์จริงจำนวน 800,000 บาท เป็นต้น

ส่วนการให้เงินชดเชยจริง ๆ เป็นเท่าไร จะเป็นการให้ผ่านตัดต้น หรือตัดดอกเบี้ย อยู่ระหว่างการหารือในทางปฏิบัติ ส่วนคนที่ซื้อเงินสด ก็จะต้องมีวิธีการ Subsidize อีกรูปแบบหนึ่ง แต่จะต้องมีระบบหรือกระบวนการตรวจสอบเช่นเดียวกับการกู้ไฟแนนซ์ เพื่อดูความสามารถในการผ่อนชำระ เป็นต้น

การอุดหนุนโดยผ่านระบบไฟแนนซ์นั้น ถือเป็นการดึงระบบในการช่วยคัดกรองคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาใช้สิทธิในโครงการด้วย ไม่ได้เป็นการให้หรือจ่ายเงินอุดหนุนโดยตรงให้กับผู้ซื้อรถ และโครงการนี้ แตกต่างกับมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) 3.5 อย่างแน่นอน เพราะมาตรการดังกล่าวเป็นการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ แต่ครั้งนี้จะเป็นการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ดังนั้นจึงเป็นคนละส่วนกัน

พลังงานปักธง พลังงานสะอาด-EV-สายส่งไฟฟ้า

กระทรวงพลังงาน การเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) มุ่งเน้นการพลิกโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อลดการนำเข้าน้ำมันดิบ ลดความเปราะบาง และสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว โดยมีแนวทางการลงทุนและโครงสร้างการใช้งบประมาณหลัก แบ่งออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่

1. การสนับสนุนพลังงานสะอาด ด้วยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) สำหรับภาคประชาชน โดยมีระบบรับซื้อคืนไฟฟ้าเข้าระบบแบบครบวงจร รวมถึงการใช้พลังงานชีวมวลและชีวภาพเพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

2. การเปลี่ยนผ่านระบบขนส่ง ส่งเสริมการใช้ยานยนต์พลังงานสะอาด (รถยนต์ไฟฟ้า) และไบโอดีเซล โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์รับจ้างและระบบขนส่งสาธารณะเพื่อลดมลพิษและการใช้น้ำมัน

3. การอัปเกรดสายส่งและโครงข่ายไฟฟ้า พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และสายส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับการกระจายตัวของพลังงานทดแทน

เกษตรฯ ชูโซลาร์ภาคเกษตรลดต้นทุน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เบื้องต้น กระทรวงอยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดโครงการประมาณ 50-60 โครงการ คิดเป็นวงเงินรวมเกือบ 60,000 ล้านบาท ซึ่งล้วนเป็นโครงการที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของพระราชกำหนดเงินกู้ และมุ่งแก้ไขโครงสร้างด้านพลังงานของประเทศควบคู่กับการยกระดับภาคการเกษตร

สำหรับโครงการสำคัญที่อยู่ในแผนดำเนินการ ได้แก่ การพัฒนาระบบชลประทานด้วยเครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ การนำพลังงานสะอาดมาใช้ในศูนย์ข้าวชุมชน รวมถึงการยกระดับศูนย์พัฒนาที่ดิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดต้นทุนการดำเนินงาน และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้แก่ภาคเกษตรในระยะยาว

โครงการทั้งหมดจะก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงต่อเกษตรกร ผ่านการลดต้นทุนด้านพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานที่ยั่งยืน ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม

ทั้งนี้ กระทรวงจะเร่งสรุปรายละเอียดของแต่ละโครงการให้มีความชัดเจนมากขึ้น โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ก่อนเปิดเผยรายละเอียดและความคืบหน้าเพิ่มเติมต่อสาธารณชน.