thansettakij
thansettakij
ประกาศิตนายกฯ หนู 1 ปี “ปรับ ครม.” โละรมต.ไร้ผลงาน

ประกาศิตนายกฯ หนู 1 ปี “ปรับ ครม.” โละรมต.ไร้ผลงาน

ประกาศิตนายกฯ หนู 1 ปี “ปรับ ครม.” โละรมต.ไร้ผลงาน : รายงานพิเศษ โดย....ธวัชชัย อินทรประดิษฐ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

  • นายกฯ อนุทิน กำหนดกรอบเวลา 1 ปี เพื่อประเมินผลงานรัฐมนตรีและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในสังกัดพรรคภูมิใจไทย
  • ผู้ที่มีผลงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายจะถูกพิจารณาปรับเปลี่ยนตำแหน่ง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีศักยภาพเข้ามาทำหน้าที่แทน โดยไม่ยึดติดกับโควตา
  • การประกาศดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณเพื่อกระตุ้นการทำงานและแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชน ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองที่รัฐบาลกำลังเผชิญ

การส่งสัญญาณของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่กำหนดกรอบเวลา 1 ปี สำหรับประเมินผลงานรัฐมนตรี ประธานกรรมาธิการ สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในสังกัดพรรค ก่อนพิจารณาปรับเปลี่ยนบุคลากรหากผลงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ถือเป็นมากกว่าการบริหารงานภายในพรรค 

หากแต่เป็น "ประกาศิตทางการเมือง" ที่สะท้อนถึงแรงกดดันซึ่งกำลังก่อตัวขึ้นรอบตัวรัฐบาล และ พรรคภูมิใจไทย ในห้วงเวลาที่การทำงานเพิ่งผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน แต่กลับต้องเผชิญมรสุมหลายด้านพร้อมกัน 

“นายอนุทิน ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้กำชับให้รัฐมนตรี ประธานกรรมาธิการ สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในสัดส่วนของพรรค เร่งขับเคลื่อนภารกิจตามที่ได้รับมอบหมาย พร้อมสร้างผลงานให้ประชาชนรับรู้ได้อย่างเป็นรูปธรรม 

จะมีการประเมินผลการปฏิบัติงานภายในระยะเวลา 1 ปี โดยหากผู้ดำรงตำแหน่งรายใดมีผลงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ พรรคพร้อมพิจารณาปรับเปลี่ยนทั้งในระดับรัฐมนตรี ประธานกรรมาธิการ และตำแหน่งทางการเมืองอื่น ๆ

หากผลงานไม่เข้าเป้าก็ต้องมีการปรับเปลี่ยน เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลที่มีศักยภาพและมีผลงานโดดเด่นเข้ามาทำหน้าที่แทน โดยจะไม่ยึดติดกับการจัดสรรโควตาแบบเดิม” แหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทย ระบุเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา

การประกาศวัดผลงานภายใน 1 ปี ดังกล่าวคงไม่ใช่เพียงการกระตุ้นข้าราชการการเมืองให้เร่งสร้างผลงาน แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณไปถึงสังคมว่า รัฐบาลพร้อมรับผิดชอบต่อผลสัมฤทธิ์ของงาน และไม่ยึดติดกับการจัดสรรตำแหน่งตามโควตาทางการเมืองเหมือนในอดีต

ครบ 1 ปีรัฐบาลเมื่อใด 

หากนับตามไทม์ไลน์ทางการเมือง นายอนุทิน ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 เมื่อเดือน 19 มีนาคม2569 ภายหลังได้รับเสียงสนับสนุนจากรัฐสภา 

จากนั้นมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี "อนุทิน 2" ในวันที่ 31 มีนาคม 2569 เช่นเดียวกัน ก่อนรัฐบาลเข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ

นั่นหมายความว่า หากยึดกรอบประเมินผล 1 ปี ตามที่ นายอนุทิน วางไว้ จุดนัดหมายสำคัญจะอยู่ในเดือนมีนาคม 2570 ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลต้องเผชิญบททดสอบครั้งใหญ่ ทั้งในมิติผลงานและเสถียรภาพทางการเมือง 

ละหากการประเมินเป็นไปตามที่ประกาศจริง การ “ปรับ ครม.”ครั้งแรกของ “รัฐบาลอนุทิน 2” ก็อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

คำเตือนที่ส่งถึงคนในพรรค 

การใช้คำว่า "พร้อมปรับเปลี่ยน" สำหรับรัฐมนตรี ประธานกรรมาธิการ และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สะท้อนว่า หัวหน้าพรรคกำลังส่งสัญญาณตรงถึงคนในพรรคตัวเอง

“การที่นายกฯ พูดแบบนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ทุกคนจะต้องทำงานอย่างเต็มที่ เพราะบางครั้งการเมืองมองเป็นเรื่องของโควตามาก จนคิดว่าบางคนอาจจะยังอยู่ได้โดยไม่ต้องทำอะไร หรือบางคนอาจจะเป็นบุคคลที่สำคัญ หรืออะไรก็ตาม ตรงนี้นายกฯแสดงให้เห็นแล้วว่า ไม่มีใครที่จะสามารถยึดเก้าอี้เป็นของตัวเองได้นานถ้าไม่ทำงาน 

เพราะฉะนั้น เป็นสิ่งที่นายกฯ พิจารณาเป็นหลักอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องว่า ใครจะเป็นคนสนิท หรือก๊วนนี้ใหญ่ ก๊วนนี้เล็ก และเวลาที่ผมประชุมพรรค นายกฯ จะพูดเสมอกับ สส.และรัฐมนตรีว่า ต้องทำงาน เพราะเราเป็นแกนหลักของรัฐบาล ผลงานที่จะเกิดนั่นคือ ความมั่นคงของรัฐบาล ถ้าเราทำงานไม่ได้ รัฐบาลจะไม่มีความมั่นคง” นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา และแกนนำพรรคภูมิใจไทย สนับสนุนแนวคิดของนายกฯ อนุทิน ที่จะวัดผลงานรัฐมนตรีทุก 1 ปี 

                                 คณะรัฐมนตรีรัฐบาลอนุทิน 2

ที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทย ถูกมองว่า มีรัฐมนตรีหลายไม่ค่อยมีผลงาน ขณะที่ สส. และประธานกรรมาธิการจำนวนหนึ่ง ยังไม่สามารถสร้างบทบาทโดดเด่นในเวทีสภา 

เมื่อรัฐบาลต้องเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง การปล่อยให้บุคลากรทางการเมืองทำงานแบบ "เงียบ" อาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์พรรคในระยะยาว 

ดังนั้น การกำหนดเส้นตาย 1 ปี จึงเป็นทั้งแรงจูงใจและแรงกดดันให้ทุกฝ่ายต้องเร่งสร้างผลงานที่ประชาชนสัมผัสได้จริง

มรสุมแรก: AI Passport 

หนึ่งในประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด คือ โครงการ AI Passport ซึ่งถูกตั้งคำถามทั้งเรื่องความคุ้มค่า การฮั้วประมูล รวมถึงเรื่องความไม่โปร่งใสของโครงการ  

แม้รัฐบาลพยายามอธิบายว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลและการพัฒนาทักษะแรงงานยุคใหม่ แต่กระแสตั้งข้อสงสัยยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับพรรคภูมิใจไทย ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงตัวโครงการ แต่คือ การสื่อสารต่อสาธารณะ ซึ่งยังไม่สามารถสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นได้มากพอ 

มรสุมสอง : ปมที่ดินเขากระโดง 

คดีและข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินเขากระโดงในจังหวัดบุรีรัมย์ ยังคงเป็นประเด็นทางการเมืองที่ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างสม่ำเสมอ
เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับฐานทางการเมืองสำคัญของพรรคภูมิใจไทย ทำให้ทุกความเคลื่อนไหวของหน่วยงานรัฐถูกจับตาอย่างละเอียด  

ยิ่งรัฐบาลมี นายอนุทิน เป็นผู้นำ การจัดการปัญหาดังกล่าวจึงกลายเป็นบทพิสูจน์สำคัญเรื่องความโปร่งใสและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม

มรสุมสาม : ผู้มีอิทธิพล-นอมินีต่างชาติในภูเก็ต 

อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ คือ การแก้ไขปัญหาผู้มีอิทธิพลและนอมินีต่างชาติในจังหวัดภูเก็ต 

ตลอดช่วงที่ผ่านมา มีข้อร้องเรียนจากภาคธุรกิจและประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับการเข้ามาถือครองธุรกิจผ่านนอมินี การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม และผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น

แม้รัฐบาลประกาศเดินหน้าปราบปรามอย่างจริงจัง แต่สังคมยังรอเห็นผลลัพธ์เชิงรูปธรรมมากกว่าการแถลงข่าวหรือการเปิดปฏิบัติการเฉพาะกิจ

ความท้าทายที่ใหญ่กว่าการเมือง 

นอกเหนือจากประเด็นเฉพาะหน้า "รัฐบาลอนุทิน 2" ยังต้องเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน การแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศ และ แรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

ปัญหาเหล่านี้ล้วนเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า รัฐบาลจะสามารถรักษาความนิยมทางการเมืองได้มากน้อยเพียงใด  

เพราะท้ายที่สุด ประชาชนไม่ได้วัดรัฐบาลจากจำนวนโครงการที่ประกาศ แต่ประเมินจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน

สัญญาณก่อนถึงวันปรับ ครม. 

การประกาศคาดโทษผลงานของนายอนุทิน จึงไม่ใช่เพียงการจัดระเบียบภายในพรรคภูมิใจไทย แต่เป็นการเตรียมการล่วงหน้าสำหรับ "วันปรับทัพ-ปรับ ครม." ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต 

เมื่อครบกำหนด 1 ปี หาก “รัฐมนตรี” คนใดไม่สามารถสร้างผลงานเป็นรูปธรรม สส.คนใดไม่สามารถสะท้อนบทบาททางการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรายใดไม่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์พรรค การเปลี่ยนตัวอาจเกิดขึ้นได้ทันที

เพราะในสถานการณ์ที่รัฐบาลต้องเผชิญแรงเสียดทานจากหลายทิศทาง การรักษาเก้าอี้ทางการเมืองอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับสายสัมพันธ์หรือโควตาอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับคำเดียวคือ "ผลงาน"  

และนั่นอาจเป็นความหมายที่แท้จริงของประกาศิต "นายกฯ หนู" ที่กำลังส่งไปถึงคนทั้งพรรคในเวลานี้...

รายงานพิเศษ โดยฐานเศรษฐกิจออนไลน์