
เปิด“ข้อกล่าวหา-ข้อเท็จจริง” คุณสมบัติ”ตุลาการศาล รธน.”
เปิด“ข้อกล่าวหา-ข้อเท็จจริง” คุณสมบัติ”ตุลาการศาล รธน.” : รายงานพิเศษ โดย...พรานบุญ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
KEY
POINTS
- การเสนอชื่อ พล.ต.ต. ดร.จักรพงษ์ วิวัฒน์วานิช เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องคุณสมบัติ โดยเฉพาะตำแหน่งศาสตราจารย์ในสาขารัฐศาสตร์ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
- ข้อกล่าวหาหลักชี้ว่า คุณวุฒิของ พล.ต.ต.จักรพงษ์ เป็นสาขานิติศาสตร์ และตำแหน่งศาสตราจารย์ที่ได้รับเป็นการแต่งตั้งโดยโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ไม่ใช่การโปรดเกล้าฯ ซึ่งอาจขัดกับหลักเกณฑ์
- พล.ต.ต.จักรพงษ์ ชี้แจงว่า ณ เวลาที่ได้รับการแต่งตั้ง โรงเรียนนายร้อยตำรวจ มีเพียงสาขารัฐประศาสนศาสตร์ และผลงานทางวิชาการของตนก็ผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว
- แม้คณะกรรมการสรรหาจะลงมติรับรองคุณสมบัติด้วยเสียง 6 ต่อ 2 แต่เรื่องยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยวุฒิสภา เพื่อลงมติชี้ขาดในขั้นตอนสุดท้าย
การสรรหาบุคคลผู้ถูกเสนอชื่อให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในสาขารัฐศาสตร์ แทนที่ ศาสตราจารย์ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ที่ปัจจุบันหมดวาระลงตามรัฐธรรมนูญ แต่ยังปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ มาแทนที่ กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนของสังคมในองค์กรอิสระ ที่ผู้คนเชื่อว่า “ไม่มีความเป็นอิสระ”
แม้คณะกรรมการสรรหา ที่มีประธานศาลฎีกา เป็นประธาน จะได้เสนอชื่อ ศาสตราจารย์ พลตำรวจตรี ดร.จักรพงษ์ วิวัฒน์วานิช ที่ได้รับการคัดเลือกผ่านการลงมติเกินกว่า 2 ใน 3 ของกรรมการที่มี ไปยังวุฒิสภา และที่ประชุมสภาฯ ได้มีการประชุมเพื่อแต่งตั้ง กมธ. 15 คน มาทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ คุณสมบัติของผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไปแล้ว
ทว่าประเด็นว่าด้วยคุณสมบัติ องค์ความรู้ และการเชื่อมโยงกับมือที่มองไม่เห็น ยังปกคลุมไปด้วยข้อวิพากษ์ วิจารณ์อย่างมากมาย กลุ่มสว.จำนวนหนึ่ง จึงได้ส่งเอกสาร ประกอบการตัดสินในการลงมติคัดเลือก “ศาสตราจารย์ พลตำรวจตรี ดร.จักรพงษ์” ของคณะกรรมการสรรหา มาให้วุฒิสภาพิจารณาประกอบ เพื่อลดแรงกระแทก ดังนี้...
รายงานในเอกสารที่คณะกรรมการสรรหา แนบมากับการเสนอชื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ระบุด้วยว่า กรณีมีหนังสือขอให้คณะกรรมการสรรหาทบทวนคุณสมบัติของนายจักรพงษ์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หลังจากที่ได้รับหนังสือบัตรสนเท่ห์ไม่ลงวันที่
สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ได้รับเมื่อ 21 เม.ย. 2569 เรื่อง ข้อมูลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ นายจักรพงษ์ ที่ไม่มีคุณสมบัติตามมาตา 200(4) ของรัฐธรรมนูญ คือ ผู้ทรงวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ซึ่งดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจาย์ของมหาวิทยาลัยในปะเทศไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยระบุว่า...
1.นายจักพงษ์ เป็นผู้มีคุณสมบัติไม่ตรงกับสาขาที่สมัคร โดยนายจักรพงษ์ เป็นอาจารย์ในกลุ่มวิชากฎหมาย หรือ สาขานิติศาสตร์ สังกัดคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ
2.การแต่งตั้งในตำแหน่งศาสตราจารย์ของนายจักรพงษ์ ไม่ปรากฏข้อมูลผลงานทางวิชาการที่ใช้ประกอบการขอตำแหน่งดังกล่าว และไม่ปรากฏว่า ผู้ประเมินผลงานทางวิชาการในการขอตำแหน่งศาสตราจารย์คือผู้ใด
คณะกรรมการสรรหาได้พิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้อง และเห็นว่า เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหา ที่จะพิจารณาทบทวนคุณสมบัติของ นายจักรพงษ์ ได้
ทั้งนี้ ได้ให้ นายจักรพงษ์ เข้าชี้แจง เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2569 แล้ว
นายจักรพงษ์ ชี้แจงสรุปความว่า นายจักรพงษ์ ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจ โดยแต่งตั้ง เมื่อ 1 พ.ย. 2550 ซึ่งแต่งตั้งก่อนวันที่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรงเรียนนายร้อยตำรวจ พ.ศ.2551 จะมีผลบังคับใช้
โดยที่มาตรา 32 ระบุว่า ผู้ซึ่งได้เป็นศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และ อาจารย์ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจ อยู่ก่อน วันที่ พ.ร.บ.ใช้บังคับ ให้มีฐานะเป็น ศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์และอาจารย์
และมาตรา 33 กำหนดให้ระหว่างที่ไม่มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนด ให้มีสาขาวิชาใด ให้ผู้สำเร็จวิชาการตำรวจ ตามหลักสูตร นักเรียนนายร้อยตำรวจ ได้รับปริญญาทางรัฐประศาสนศาสตร์
ประกอบกับ โรงเรียนนายร้อยตำรวจในขณะนั้น มีเพียงสาขาวิชา รัฐประศาสนศาสตร์ เพียงสาขาเดียวเท่านั้น ยังไม่มีสาขาวิชา นิติศาสตร์ โดยคณะนิติศาสตร์ ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 2 เม.ย.2562
นอกจากนั้น นายจักรพงษ์ ชี้แจงว่า ยังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขารัฐประศาสนศาสตร์ ซึ่งยืนยันถึงองค์ความรู้ของการเป็น นักบริหารจัดการภาครัฐ อย่างแท้จริง
ในส่วนของผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์ ในสาขารัฐประศาสนศาสตร์นั้น คือ หนังสือ “กลยุทธ์ศึกษาและคู่มือปฏิบัติงานหลักและทฤษฎีการสอบสวน”
นายจักรพงษ์ ระบุว่า ผลงานทางวิชาการของผม อาจารย์ที่ประเมิน คือ ศาสตราจารย์วิษณุ เครืองาม ประเมินผลงานของผมเรื่องหลักทฤษฎีการสอบสวนได้ดีเด่น จึงจะดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ได้ ...ย้ำว่าโปรดอ่าน
และผมขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันผมได้รับเชิญเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นผู้ประเมินผลงานทางวิชาการคนที่เป็นรองศาสตราจารย์ และจะขึ้นดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ให้เป็น ศาสตราจารย์ ...ขอย้ำว่า โปรดพิจารณา
รายงานของคณะกรรมการสรรหา ที่ส่งไปยังวุฒิสภา ยังเผยแพร่คำสัมภาษณ์เพื่อตรวจสอบกรณีการดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ของ นายจักรพงษ์ ตามที่มีหนังสือสนเท่ห์
นายจักรพงษ์ ระบุในตอนหนึ่งของคำชี้แจงว่า โรงเรียนนาย้อยตำรวจ ไม่มี “คณะวิชา” มีเฉพาะ “ภาควิชา” ต่างๆ ซึ่งหลอมรวมกันเป็น รัฐประศาสนศาสตร์
“ใครจะสอนวิชาไหนก็ตาม จะหลอมรวมเป็น รัฐประศาสนศาสตร์ เพียงสาขาวิชาเดียวที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย”
ดังนั้น ผมจะเป็นศาสตราจารย์สาขาไหน ก็ไม่จำเป็น แต่กรณีดังกล่าว เป็นข้อจำกัดว่า ไม่สามารถประเมินเป็น ศาสตราจารย์สาขานิติศาสตร์ ได้ แต่อย่างใด เพราะโรงเรียนนายร้อยตำรวจ มีเพียงสาขา รัฐประศาสนศาสตร์เท่านั้น
ขณะที่ผมสอนวิชาเกี่ยวกับหลักทฤษฎีการสอบสวน ซึ่งเป็นหัวใจของวิชารัฐประศาสนศาสต์ โดยตรง
นายจักรพงศ์ ยังตอบคำถามต่อประเด็นที่ถูกถามว่า เห็นตนเองเป็นผู้ทรงวุฒิ ด้านนิติศาสตร์ หรือ ด้านรัฐประศาสนศาสตร์ ตอนหนึ่งว่า
การเป็นนักรัฐประศาสนศาสตร์ที่ดี ต้องมีกฎหมายเป็นตัวหลัก ที่เป็นหลักการ หลักเกณฑ์ ที่จะทำให้ นักรัฐประศาสนศาสตร์ที่ดี นอกจากมีความรู้ ด้านรัฐประศาสนศาสตร์อยู่แล้ว และผมก็จบปริญญาโท ทางรัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต มีความรู้เรื่อง การบริหารจัดการองค์กร และมีความรู้ทางกฎหมายด้วย จึงเป็นแนวคิดที่ผสมผสานให้การทำงานเกิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากนั้น คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้พิจารณาทบทวนนคุณสมบัติของนายจักพงษ์ ว่า เป็นบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้ง เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 200(4) ของรัฐธรรมนูญ และมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (4) ของพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
โดยได้มีการออกเสียงลงมติโดยเปิดเผย ซึ่งผลการลงมติออกมาเป็น 6 เสียง ต่อ 2 เสียง เห็นว่า นายจักรพงษ์ เป็นผู้มีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ
สำหรับ 6 เสียง ที่เห็นว่ามีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ ได้แก่ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ นายประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ ประธานศาลปกครองสูงสุด นายสุพัตรา ศรีไมตรีพิทักษ์ กรรมการสรรหาโควตาของ กกต. นายอรรถยุทธ ศรีสมุทร กรรมการสรรหาโควตาจากผู้ตรวจการแผ่นดิน นายชาญนะ เอี่ยมแสง กรรมการสรรหาโควตาจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ กรรมการสรรหาโควตาจากคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
ขณะที่ 2 เสียงที่เห็นว่า นายจักรพงษ์ ขาดคุณสมบัติ คือ นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา และ นายเจษฎา กตเวทิน กรรมการสรรหาโควตา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
นอกจากนี้ ในรายงานที่นำเสนอต่อวุฒิสภา ได้เผยแพร่การแสดงความคิดเห็นและการสัมภาษณ์ของ นายจักพงษ์ ต่อกรรมการสรรหา เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2569 ไปด้วย
ความตอนหนึ่งในช่วงที่ นายอรรถยุทธ ศรีสมุทร กรรมการสรรหาโควตาจากผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ตั้งคำถามถึงจุดอ่อนที่จะพัฒนาต่อไป ซึ่ง นายจักรพงษ์ ชี้แจงในตอนท้าย ตามเอกสารหน้าที่ 20 ว่า
“สำหรับจุดอ่อนของผม ผมเป็นนักกฎหมายมหาชนคนหนึ่ง ซึ่งจบทางนิติศาสตร์มหาชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ จบปริญญาเอกทางมหาชนโดยตรง เข้าใจเรื่องทางมหาชนทั้งหมด เพราะฉะนั้นในการทำงานของผมค่อนข้างที่จะเข้าใจการทำงานและสามารถทำงานได้ เพราะเเข้าใจเรื่องนิติวิธีทางมหาชนด้วย ในกฎหมายมหาชนด้วย เพราะฉะนั้นจุดอ่อนของผมอยากให้คนอื่นมอง”
นอกจากนั้น ยังแนบคำถามของ นายเจษฎา กตเวทิน กรรมการสรรหาโควตา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ที่ได้ถามถึงการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในฐานะที่เคยเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำศาลรัฐธรรมนูญ และเคยทำงานกับ นายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
นายจักรพงษ์ ตอบว่า “การปฏิบัติหน้าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม ซึ่งอำนาจหน้าที่ตรวจสอบ คือ กรรมการ ป.ป.ช.”
ทั้งหมดนี้คือหนังสือที่คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ส่งไปถึงมือวุฒิสภา
รอลุ้นกันว่า กมธ.ตรวจสอบประวัติ คุณสมบัติ จริยธรรม ของ “จักรพงษ์” ในชั้นของวุฒิสภา สายน้ำเงิน จะลงมติออกมาเป็นอย่างไร
ลำพังข้อหา การเป็น “ศาสตราจารย์” ของ พล.ต.ต.จักรพงษ์ ได้มาจากสิทธิเดิมที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ แต่งตั้ง กับการเป็น “ศาสตราจารย์” จากผลงานทางวิชาการเฉพาะทางเป็นที่ประจักษ์ดูจะเป็นเรื่องใหญ่
ประเด็นต่อมาที่ใหญ่กว่าคือ ในทางวิชาชีพด้านการศึกษานั้น “การเป็นศาสตราจารย์ จะต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ”
มิใช่ได้มาซึ่ง สถาบันใด สถาบันหนึ่ง เป็นผู้มอบให้
สิ่งที่ สว.จะต้องทำการตรวจสอบเพิ่มเติมในประเด็นคุณสมบัติเหล่านี้คือ
1. “ศาสตราจารย์ พลตำรวจตรี ดร.จักรพงษ์” มีใบประกาศแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์หรือไม่?
2.ใครเป็นคนทำเรื่องเสนอเป็นศาสตราจารย์ เรื่องเสนอไปเป็นศาสตราจารย์ เรื่องอะไร
3.คนเสนอให้ พลตำรวจตรีจักรพงษ์ เป็นศาสตราจารย์ใช้อำนาจอะไรในการแต่งตั้ง เพราะจากคำชี้แจงของพลตำรวจตรีจักรพงษ์ ตอนนั้น ยังไม่มีการ ตรา พ.ร.บ.โรงเรียนนายร้อยตำรวจ สามพราน แต่อย่างใด
4.ต้องไปตรวจสอบว่า คนที่เป็น “ศาสตราจารย์” นั้น ในทางวิชาชีพทางวิชาการ เขายึดถือกันในเรื่อง “ศักดิ์ และ สิทธิ์” เพื่อควบคุมกันทางวิชาชีพด้านการศึกษา ตำแหน่งศาสตราจาย์ในเมืองไทย จึงมีแค่ 900-970 คน
คนเป็น “ศาสตราจารย์” ต้องมีศักดิ์ในการอ่านผลงานของ “ผู้ที่จะเป็น ศาสตราจารย์คนถัดไป” เท่านั้น ถ้าไม่ใช่ศาสตราจารย์จะไปอ่านผลงานของผู้ที่จะเป็นศาสตราจารย์ไม่ได้
คำถาม คือ ศาตราจารย์ พลตำรวจตรี ดร.จักรพงษ์ สามารถอ่านงานทางวิชาการของคนขอตำแหน่ง “ศาสตราจารย์” จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ฯลฯ ได้หรือไม่?
5.ประการต่อมาถือว่าสำคัญมาก ที่เป็นกฎ กติกา แนวปฏิบัติในทางการควบคุมกันทางวิชาชีพ กล่าวคือ ศาสตราจารย์ด้านนิติศาสตร์ จะเป็นผู้อ่านงานของผู้ขอตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านนิติศาสตร์เท่านั้น
ศาสตราจารย์ด้านนิติศาสตร์ จะไปอ่านงานของผู้ขอตำแหน่งศาสตราจารย์ ด้านรัฐศาสตร์ ด้านจิตวิทยา ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านบัญชี ไม่ได้เลย
คำชี้แจงของศาสตราจารย์ พลตำรวจตรี ดร.จักรพงษ์ ที่ระบุว่า “ผลงานทางวิชาการของผม อาจารย์ที่ประเมิน คือ ศาสตราจารย์วิษณุ เครืองาม ประเมินผลงานเรื่องหลักทฤษฎีการสอบสวนได้ดีเด่น จึงจะดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ได้” กำลังจะมัดตัวว่า ศาสตราจารย์ด้านไหน ขัดกับตำแหน่งที่ประสงค์จะสรรหามาแทนที่หรือไม่
ปัญหาเรื่องคุณสมบัติ “ศาสตราจารย์” ที่โรงเรียนแต่งตั้งกับ”ศาสตราจารย์” ที่ขึ้นทะเบียนของ สกอ. และได้รับการโปรดเกล้าฯ กลายเป็นประเด็นท้าทายจุดยืนในบรรทัดฐานของเสาหลักในแผ่นดินแล้ว
ยังมีข้อครหาที่ป้องปากซุบซิบกันกระฉ่อนไปทั้ง “ศาล ยัน กรรมการสรรหา” ว่า “มีใบสั่งของผู้มีบารมีทางการเมืองที่ทรงอิทธิพล ขอให้เลือกนายตำรวจ จ. มาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” จะเป็นจริงหรือไม่
ไม่ช้าไม่นาน การลงมติจักปรากฏชัด ในสายตาประชาชน!
ก่อนที่เส้นทางการทำงานของผู้ได้รับการแต่งตั้ง จะพิสูจน์ถึง “อิสระ VS ไม่อิสระ” หรือ “สะท้อนภาพค่าของคน ขึ้นอยู่กับคนของใคร” ให้คนไทยได้ชอกช้ำระกำใจกันในอนาคต!!!
รายงานพิเศษ โดย...พรานบุญ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์






