thansettakij
thansettakij
เบรกค่าไฟ-คุมน้ำมัน ฝ่าวิกฤตค่าครองชีพ

เบรกค่าไฟ-คุมน้ำมัน ฝ่าวิกฤตค่าครองชีพ

เบรกค่าไฟ-คุมน้ำมัน ฝ่าวิกฤตค่าครองชีพ : รายงานพิเศษ โดย... ธวัชชัย อินทรประดิษฐ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4189

KEY

POINTS

  • รัฐบาลเตรียมเบรกการขึ้นค่าไฟฟ้างวดใหม่ (พ.ค.-ส.ค.) โดยจะคงไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย ผ่านการใช้งบประมาณส่วนเกิน (Clawback) ของ 3 การไฟฟ้ากว่า 9,000 ล้านบาท
  • เตรียมเข้าควบคุมค่าการกลั่นน้ำมันที่พุ่งสูงผิดปกติ โดยอาจกำหนดเพดานให้อยู่ในระดับ 3-4 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยลดราคาน้ำมันหน้าปั๊ม
  • มาตรการดังกล่าวเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ ควบคู่ไปกับการวางแผนปฏิรูปโครงสร้างพลังงานในระยะยาวเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

ท่ามกลางแรงกดดัน “ค่าครองชีพ” ที่พุ่งสูง รัฐบาลเร่งเดินเกมพลังงานครั้งใหญ่ ทั้งการ “เบรกขึ้นค่าไฟ” และ “จ่อคุมค่าการกลั่นน้ำมัน” เพื่อพยุงภาระประชาชนในระยะสั้น ขณะเดียวกันก็ส่งสัญญาณปฏิรูปโครงสร้างพลังงานครั้งสำคัญในระยะยาว

ตรึงค่าไฟ3.88บาท/หน่วย

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ระบุถึงกรณีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติ เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2569 ขึ้นค่าไฟงวดใหม่ (พ.ค.-ส.ค. 69) จากเดิม  3.88 บาทต่อหน่วย เป็น 3.95 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้น 7 สตางค์ ยืนยันว่า สามารถบริหารจัดการให้คงไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วยได้ 

โดยจะใช้กลไกของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน สั่งทบทวนแผนการลงทุนของ 3 การไฟฟ้า (กฟผ. กฟน. และ กฟภ.) ที่รัฐบาลถือหุ้น 100%

อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบพบว่า มีงบประมาณส่วนเกินจากการลงทุน หรือ Clawback ของ 3 การไฟฟ้ากว่า 9,000 ล้านบาท ที่สามารถนำมาใช้ชะลอการขึ้นค่าไฟได้ 

เก็บค่าไฟแบบขั้นบันได

รวมถึงยังเตรียมปรับปรุงโครงสร้างการเก็บค่าไฟแบบขั้นบันไดให้มีความแตกต่างมากขึ้น เพื่อจูงใจให้ประชาชนประหยัดไฟ โดยผู้ที่ใช้ไฟฟ้าน้อยอาจได้ราคาเฉลี่ยไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย เป็นต้น

หัวใจของการตรึงค่าไฟไม่ได้อยู่ที่การทำให้ต้นทุนหายไป แต่คือการบริหารภาระของระบบไฟฟ้า ทั้ง 3 การไฟฟ้า ซึ่งล้วนเป็นรัฐวิสาหกิจ 100% ที่ในความเป็นจริงแบกรับภาระขาดทุนสะสมอยู่แล้ววิธีที่เคยใช้ในอดีตคือ กดค่าไฟลง แล้วปล่อยให้ตัวเลขบัญชีติดลบ หรือกล่าวง่าย ๆ คือเลื่อนภาระไปในอนาคต หากจะเคลียร์หนี้ทั้งหมด ค่าไฟอาจต้องพุ่งไปแตะระดับกว่า 4.50 บาทต่อหน่วยด้วยซ้ำ

ดังนั้น ทางเลือกเชิงนโยบายจึงมี 2 แนวทางหลัก ประกอบด้วย 1.การชะลอการคืนหนี้ให้การไฟฟ้าทั้ง 3 แห่งทยอยฟื้นตัว แทนที่จะเร่งปรับขึ้นค่าไฟทันที 2.การบริหารงบลงทุน (Capex) หรือ ดึงเงินบางส่วนกลับมา เช่น วงเงินประมาณ 9,000 ล้านบาทจาก Clawback เพื่อนำมาช่วยพยุงค่าไฟในงวดใหม่ให้ต่ำลง

รื้อโครงสร้างค่าไฟ

อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการจะช่วยตรึงค่าไฟได้ในเชิงเทคนิค แต่ในอีกด้านหนึ่งก็สะท้อนความจริงสำคัญ คือ การกดค่าไฟ เป็นการเลื่อนภาระไปอนาคต แนวทางนี้เคยถูกใช้มาแล้วในอดีต และส่งผลให้เกิดภาระหนี้สะสมในระบบไฟฟ้า

ดังนั้น การแก้ปัญหาระยะยาวจำเป็นต้อง “รื้อโครงสร้าง” ไม่ใช่แค่ประคองราคา ทิศทางใหม่ของนโยบายพลังงานไทยกำลังมุ่งไปสู่การลดบทบาท “ผู้ซื้อรายเดียว” และเพิ่มการแข่งขัน มาตรการสำคัญที่อยู่ระหว่างผลักดัน ได้แก่ ระบบซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ,ส่งเสริม Solar Rooftop ภาคประชาชน, ใช้ระบบ Net Billing เปิดทางขายไฟคืน, บริหารโหลดไฟฟ้าแบบรายชั่วโมง (Demand Response) เป้าหมายคือเพิ่มทางเลือก ลดต้นทุน และรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ เช่น Data Center

ค่ากลั่นน้ำมันพุ่งสูงผิดปกติ

ส่วนในเรื่องปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นนั้น นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เปิดเผยผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ว่า ทันทีที่ผ่านขั้นตอนการถวายสัตย์ปฏิญาณ ในเช้าวันที่ 7 เม.ย. 2569 จะเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เพื่อพิจารณามาตรการแก้ปัญหาค่าครองชีพเร่งด่วน ทั้งในส่วนของราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า

สำหรับปัญหาราคาน้ำมันในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่ราคาหน้าปั๊มเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ราคาหน้าโรงกลั่น ซึ่งอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์แบบ 100% ทำให้เกิดความผันผวนตามสถานการณ์โลกเกินความจำเป็น 
จากข้อมูลพบว่า ค่าการกลั่นพุ่งสูงขึ้นผิดปกติ จากระดับปกติ 2-3 บาทต่อลิตร ขึ้นมาเฉลี่ย 7 บาทในเดือน มี.ค. 2569 

ล่าสุดต้นเดือน เม.ย.2569 ขึ้นไปเกือบ 14 บาทต่อลิตร ซึ่งมองว่าเป็นสภาวะตลาดพิสดาร ที่เกิดจากความตระหนกในตะวันออกกลาง

จ่อคุมค่าการกลั่น 3-4 บาท  

ดังนั้น จะใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ให้ กบง.เข้าไปทบทวนสูตรราคาหน้าโรงกลั่น โดยจะนำราคาน้ำมันดิบดูไบมาพิจารณาประกอบ และอาจมีการกำหนดเพดานค่าการกลั่น ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมประมาณ 3-4 บาทต่อลิตร ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มลดลงได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียว และตั้งเป้าให้มีผลในทางปฏิบัติก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้

รมว.พลังงานระบุด้วยว่า นอกจากการรื้อโครงสร้างราคาแล้ว สิ่งสำคัญคือ การตรวจสอบความโปร่งใสในระบบการค้าน้ำมัน โดยที่ผ่านมาการเก็บข้อมูลสต็อกน้ำมันของกรมธุรกิจพลังงาน มีความหละหลวม รายงานเพียงตัวเลขรายเดือน ทำให้เกิดช่องโหว่ในการแต่งบัญชี 

“นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้มีการรายงานตัวเลขเข้า-ออกคลังแบบรายวัน เพื่อป้องกันการกักตุนเก็งกำไรและลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศ ขณะนี้เริ่มพบความผิดปกติของตัวเลขในบางหน่วยงานแล้ว และพร้อมจะดำเนินคดีตามกฎหมายย้อนหลัง” รมว.พลังงาน ระบุ

แรงงานยื่น 7 ข้อแก้พลังงาน 

ขณะเดียวกัน สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และพรรคสังคมประชาธิปไตยไทย นำสหภาพแรงงานทุกองค์กร กว่า 100 คน ชูป้ายชุมนุมปราศรัยหน้ากระทรวงพลังงาน พร้อมยื่นหนังสือถึง รมว.พลังงานและรัฐบาล
โดย นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย ได้ยื่นข้อเสนอถึงรัฐบาล 7 ข้อ 

1.ลดค่าการกลั่นให้เหลือลิตรละ 2 บาท ราคาดีเซลไม่เกินลิตรละ 30 บาท 2.หยุดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ 3.รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลการผลิตการกลั่นในประเทศ 4.รัฐต้องตรวจสอบเอาผิดกับโรงกลั่น บุคคล นิติบุคคลที่กักตุนน้ำมัน 

5.ขอให้นายกฯ ใช้อำนาจพิเศษบริหารพลังงานในสถานการณ์ฉุกเฉิน 6.รัฐต้องควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค 7.รัฐต้องยกเลิกการซื้อไฟฟ้าแพงจากกลุ่มทุนเอกชน

ทางแยกนโยบายพลังงานไทย

สถานการณ์พลังงานวันนี้กำลังพาไทยมายืนอยู่บน “ทางแยกสำคัญ” 

ระยะสั้น: ตรึงราคา อุดหนุน ควบคุมตลาด

ระยะยาว: เปิดเสรี เพิ่มการแข่งขัน กระจายอำนาจพลังงาน

คำถามสำคัญคือ รัฐจะเลือก “ประคอง” หรือ “ปฏิรูป” และจะทำได้เร็วแค่ไหน ก่อนที่ภาระทั้งหมดจะย้อนกลับมาที่ประชาชนอีกครั้ง

                                ++++++++++                             


“สุดารัตน์”ชงลดภาษีน้ำมัน-VAT

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้แสดงความห่วงใยต่อราคาน้ำมันที่พุ่งสูง จนส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างสาหัสจึงเสนอให้รัฐบาลใช้ทั้ง 2 มาตรการ คือ ทั้งกองทุนน้ำมันในการอุดหนุนราคาน้ำมันส่วนต่าง ซึ่งการใช้กองทุนน้ำมันในปริมาณที่สูงมากเกินไป ก็จะเป็นภาระหนี้สินที่ต้องกู้ ซึ่งขณะนี้สัดส่วนการกู้เงินของรัฐบาลก็เกือบชนเพดานแล้ว

และที่สำคัญ การใช้กองทุนน้ำมันมาดูดซับราคาในช่วงที่น้ำมันราคาสูง ท้ายที่สุดประชาชนก็จะเป็นผู้รับภาระจ่ายราคาน้ำมันที่สูงต่อเนื่องไปถึงอนาคต แม้ว่าราคาน้ำมันจะลดลงแล้วก็ตาม เพื่อเก็บเงินชำระคืนกองทุนน้ำมันที่ติดลบ เท่ากับว่าเป็นการผลักภาระให้กับประชาชนเพียงฝ่ายเดียว

พร้อมเสนอให้ใช้มาตรการในการยกเลิกเก็บภาษีสรรพสามิตลิตรละเกือบ 7 บาท ในช่วงวิกฤตินี้ไปก่อน ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลประกาศลดภาษีสรรพสามิตเพียง 1 บาท ไม่สามารถช่วยเหลือลดภาระของประชาชนได้

รวมทั้งยกเลิกการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งจะทำให้สามารถลดราคาน้ำมันลงได้ถึงลิตรละ 10 บาททันที

                          คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

คุณหญิงสุดารัตน์ เข้าใจดีว่า รัฐบาลคงจะกังวลเรื่องรายได้ของรัฐจะไม่พอรายจ่ายที่ได้มีการตั้งงบประมาณไว้แล้ว จึงขอเสนอให้นายกรัฐมนตรี ได้ใช้ความกล้าหาญสั่งการให้ทุกกระทรวงตัดงบประมาณรายจ่ายที่ไม่จำเป็นเร่งด่วนออกทั้งหมด โดยเฉพาะงบก่อสร้างทั้งก่อสร้างถนนและอาคารขนาดใหญ่ ที่แต่ละปีใช้งบสูงถึง 100,000 ล้าน เพื่อให้งบประมาณรายจ่ายลดลงสอดคล้องกับรายได้ของรัฐที่ลดลง จากการยกเว้นการเก็บภาษีน้ำมัน

รายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4189