thansettakij
thansettakij
พลังงานเบรกขึ้นค่าไฟ 7 สตางค์ ใช้กลไก กพช. ตรึงราคา 3.88 บาท/หน่วย

พลังงานเบรกขึ้นค่าไฟ 7 สตางค์ ใช้กลไก กพช. ตรึงราคา 3.88 บาท/หน่วย

02 เม.ย. 69 | 04:15 น.
อัปเดตล่าสุด :02 เม.ย. 69 | 04:19 น.

รมว.พลังงานเบรกขึ้นค่าไฟ 7 สตางค์ เตรียมใช้กลไก กพช. ตรึงราคา 3.88 บาทต่อหน่วย เล็งรื้อโครงสร้างแบบขั้นบันไดให้แตกต่างมากขึ้น

KEY

POINTS

  • กระทรวงพลังงานยืนยันตรึงค่าไฟฟ้างวด พ.ค.-ส.ค. 69 ไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย ระงับการปรับขึ้น 7 สตางค์
  • จะใช้กลไกของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อทบทวนแผนการลงทุนของ 3 การไฟฟ้า (กฟผ. กฟน. และ กฟภ.)
  • นำงบประมาณส่วนเกินจากการลงทุน (Clawback) ของ 3 การไฟฟ้ากว่า 9,000 ล้านบาท มาใช้ชะลอการขึ้นค่าไฟในงวดดังกล่าว
  • มีแผนปรับโครงสร้างค่าไฟแบบขั้นบันได เพื่อจูงใจให้ประชาชนประหยัดพลังงาน โดยผู้ใช้ไฟน้อยอาจจ่ายในราคาที่ถูกลง

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงประเด็นเรื่องของค่าไฟงวดใหม่ (พ.ค.-ส.ค. 69) โดยยืนยันว่า สามารถบริหารจัดการให้คงไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วยได้ แทนที่จะปรับขึ้นเป็น 3.95 บาทตามที่ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศไว้วันที่ 1 เม.ย. 2569 

โดยจะใช้กลไกของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน สั่งทบทวนแผนการลงทุนของ 3 การไฟฟ้า (กฟผ. กฟน. และ กฟภ.) ที่รัฐบาลถือหุ้น 100%

อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบพบว่ามีงบประมาณส่วนเกินจากการลงทุนหรือ Clawback ของ 3 การไฟฟ้าประมาณ 9,000 กว่าล้านบาท ที่สามารถนำมาใช้ชะลอการขึ้นค่าไฟได้ 

รวมถึงยังเตรียมปรับปรุงโครงสร้างการเก็บค่าไฟแบบขั้นบันไดให้มีความแตกต่างมากขึ้น เพื่อจูงใจให้ประชาชนประหยัดไฟ โดยผู้ที่ใช้ไฟฟ้าน้อยอาจได้ราคาเฉลี่ยไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย เป็นต้น

พลังงานเบรกขึ้นค่าไฟ 7 สตางค์ ใช้กลไก กพช. ตรึงราคา 3.88 บาท/หน่วย

 

“โดยปกติแล้ว ค่าไฟฟ้าจะถูกคำนวณเป็นรอบทุก 4 เดือน ผ่านการกำกับของกกพ. ซึ่งรอบล่าสุดครอบคลุมเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม และมีการประกาศปรับขึ้นเป็น 3.95 บาท จากเดิม 3.88 บาท หรือเพิ่มขึ้น 7 สตางค์

ซึ่งในทางนโยบายรัฐบาลยังมีช่องในการทบทวนตัวเลขดังกล่าว ผ่าน กพช. ที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งสามารถสั่งให้มีการพิจารณาใหม่ได้ โดยเฉพาะในภาวะวิกฤต

นายเอกนัฏ กล่าวขยายความต่อไปอีกว่า หัวใจของการตรึงค่าไฟไม่ได้อยู่ที่การทำให้ต้นทุนหายไป แต่คือการบริหารภาระของระบบไฟฟ้า ทั้ง 3 การไฟฟ้า ซึ่งล้วนเป็นรัฐวิสาหกิจ 100% ที่ในความเป็นจริงแบกรับภาระขาดทุนสะสมอยู่แล้ววิธีที่เคยใช้ในอดีตคือกดค่าไฟลง แล้วปล่อยให้ตัวเลขบัญชีติดลบ 

หรือกล่าวง่าย ๆ คือเลื่อนภาระไปในอนาคต หากจะเคลียร์หนี้ทั้งหมด ค่าไฟอาจต้องพุ่งไปแตะระดับกว่า 4.50 บาทต่อหน่วยด้วยซ้ำ

ดังนั้น ทางเลือกเชิงนโยบายจึงมี 2 แนวทางหลัก ประกอบด้วย 

  • การชะลอการคืนหนี้ให้การไฟฟ้าทั้ง 3 แห่งทยอยฟื้นตัว แทนที่จะเร่งปรับขึ้นค่าไฟทันที
  • การบริหารงบลงทุน (Capex) หรือ ดึงเงินบางส่วนกลับมา เช่น วงเงินประมาณ 9,000 ล้านบาทจาก Clawback เพื่อนำมาช่วยพยุงค่าไฟในงวดใหม่ให้ต่ำลง

นอกจากนี้ ยังสามารถปรับโครงสร้างอัตราให้มีลักษณะขั้นบันไดชัดขึ้น คล้ายภาษี กล่าวคือ ผู้ใช้ไฟน้อยจ่ายถูกลง ขณะที่ผู้ใช้ไฟมากจ่ายแพงขึ้น แต่ยังคงรักษาค่าเฉลี่ยทั้งระบบไว้ในระดับเดิม

มาตรการเหล่านี้ อาจทำให้ตัวเลข 3.88 บาทเป็นไปได้ในทางเทคนิค แต่ในอีกด้านหนึ่ง นี่เป็นเพียงการแก้เฉพาะหน้า เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างยังคงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นระบบผู้ซื้อไฟฟ้ารายเดียว (Single Buyer) ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตเป็นศูนย์กลาง หรือข้อจำกัดในการเปิดเสรีให้ผู้ใช้ไฟสามารถเลือกซื้อไฟจากผู้ผลิตโดยตรง

ทางออกระยะยาวจึงต้องไปไกลกว่านั้น ตั้งแต่การเปิดตลาดไฟฟ้า (Direct PPA), การส่งเสริมโซลาร์ภาคประชาชน, ระบบ Net Billing ไปจนถึงการบริหารโหลดไฟฟ้าแบบรายชั่วโมง (Demand Response)

“ในระยะยาวมีแผนจะเปลี่ยนระบบจากที่ กฟผ.เป็นผู้รับซื้อและขายไฟเพียงรายเดียว ไปสู่ระบบ Direct PPA ที่ผู้ใช้ไฟฟ้าโดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม สามารถซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตได้โดยตรง เพื่อสร้างการแข่งขันและรองรับกลุ่ม Data Center รวมถึงการส่งเสริม Solar Rooftop อย่างจริงจังผ่านระบบ Net Billing ที่ให้ประชาชนขายไฟคืนเข้าระบบในราคาที่เป็นธรรม และการทำ Demand Response เพื่อบริหารจัดการโหลดการใช้ไฟฟ้าในแต่ละชั่วโมง”