thansettakij
thansettakij
จับตาศึก BCP โหวต “วาระ 7” เกมอำนาจ หรือ ปกป้ององค์กร?

จับตาศึก BCP โหวต “วาระ 7” เกมอำนาจ หรือ ปกป้ององค์กร?

07 เม.ย. 69 | 11:57 น.
อัปเดตล่าสุด :07 เม.ย. 69 | 13:00 น.

การเสนอแก้ไขข้อบังคับบริษัทของ BCP จุดประเด็นถกเถียงสำคัญ เมื่อมีการตีความให้ผู้ถือหุ้นใหญ่เข้าข่าย “มีส่วนได้เสียพิเศษ” และถูกจำกัดสิทธิ์ออกเสียง ทั้งที่สถานะทาง ก.ม.ยังไม่สิ้นสุด

KEY

POINTS

  • การประชุมผู้ถือหุ้น BCP วันที่ 10 เม.ย. มีวาระสำคัญคือ "วาระที่ 7" ซึ่งเสนอแก้ไขคุณสมบัติกรรมการที่อาจส่งผลให้กรรมการบางรายพ้นจากตำแหน่งทันที
  • เกิดข้อถกเถียงเมื่อฝ่ายบริหารของ BCP ตัดสิทธิ์การออกเสียงของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ (ACE) โดยอ้างว่าเป็น "ผู้มีส่วนได้เสียพิเศษ" ซึ่งถูกตั้งคำถามถึงความชอบด้วยกฎหมาย
  • การกระทำดังกล่าวถูกมองว่า อาจเป็นเกมชิงอำนาจภายในองค์กร เนื่องจากยังไม่มีคำตัดสินความผิดทางกฎหมายที่สิ้นสุดต่อกรรมการที่เกี่ยวข้อง

นับถอยหลังสู่วันที่ 10 เมษายนนี้ การประชุมผู้ถือหุ้นของ BCP กำลังเผชิญจุดตัดสำคัญ เมื่อ “วาระที่ 7” ว่าด้วยการแก้ไขข้อบังคับบริษัท อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนของโครงสร้างอำนาจภายในองค์กร 
สาระของวาระดังกล่าว คือ การเพิ่มเงื่อนไขคุณสมบัติกรรมการในลักษณะเข้มงวด ซึ่งหากผ่านมติ จะส่งผลให้กรรมการบางรายต้องพ้นจากตำแหน่งทันทีโดยอัตโนมัติ แต่สิ่งที่สร้างแรงสั่นสะเทือนมากกว่า “เนื้อหา” ของวาระ คือ “วิธีการ” ที่กำลังถูกใช้

ตัดสิทธิ์โหวตเข้าข่าย“ส่วนได้เสียพิเศษ”?

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ระบุว่า ผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท อัลฟ่า ชาร์เตอร์ด เอนเนอร์จี จำกัด หรือ ACE ถือหุ้นสูงถึง 16.82% เป็น ผู้มีส่วนได้เสียพิเศษ และจึง ไม่มีสิทธิ์ออกเสียง ในวาระนี้ 

คำถามคือ…การตีความเช่นนี้ สอดคล้องกับหลักกฎหมายหรือไม่?
ตาม พ.ร.บ.บริษัทมหาชนฯ มาตรา 102 และ 33 หลักสำคัญคือ “ผู้มีส่วนได้เสียพิเศษ” ต้องมีผลประโยชน์เฉพาะตัว มากกว่าผู้ถือหุ้นรายอื่น

แต่ในกรณีนี้ ACE อยู่ในฐานะ “ผู้ถือหุ้น” เช่นเดียวกับรายอื่น การแก้ไขข้อบังคับมีผลกระทบในภาพรวม ไม่ใช่ผลประโยชน์เฉพาะราย
นั่นทำให้การ “ตัดสิทธิ์โหวต” อาจถูกตั้งคำถามว่าเป็นการตีความกฎหมายขยายเกินขอบเขต 

หลักสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์…ถูกละเลยหรือไม่?

อีกประเด็นสำคัญที่ต้องตั้งคำถาม คือ

• ยังไม่มีหน่วยงานใด ไม่ว่าจะเป็น ปปง. หรือ ก.ล.ต. ชี้ชัดว่ากรรมการหรือตัวแทนของผู้ถือหุ้นรายนี้ “มีความผิด”

• การอายัดทรัพย์หรือหุ้น เป็นเพียงมาตรการทางกระบวนการยังไม่ถึงที่สุดทางกฎหมาย

ภายใต้หลักกฎหมายพื้นฐาน “บุคคลต้องถูกสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด”

การตัดสิทธิ์ในฐานะผู้ถือหุ้นจึงอาจเป็นการ “ลงโทษล่วงหน้า” โดยที่ข้อเท็จจริงยังไม่สิ้นสุด

CG หรือเครื่องมือทางอำนาจ?

BCP อาจอ้าง Corporate Governance (CG) เพื่อรักษามาตรฐานองค์กร 

แต่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ

• หากยังไม่มีข้อยุติทางกฎหมาย

• หากยังไม่มีมติจากบอร์ดชัดเจนในอดีต

• หากผู้ถือหุ้นใหญ่ยังมีสถานะตามกฎหมายครบถ้วน

แล้วเหตุใด “ฝ่ายจัดการ” จึงเลือกใช้วิธีตัดสิทธิ์การโหวต ในจังหวะสำคัญเช่นนี้?

นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่อง CG แต่เริ่มถูกตั้งคำถามว่าเป็น “การใช้กลไกกฎหมาย เพื่อจัดระเบียบอำนาจภายในหรือไม่”

เกมอำนาจ หรือ ปกป้ององค์กร?

ยิ่งไปกว่านั้น การที่ “บอร์ด” ไม่เคยมีมติชัดเจนมาก่อนในการตัดสิทธิ์ผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่กลับปรากฏแนวทางดังกล่าวในหนังสือเชิญประชุม 

ยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่า นี่คือกระบวนการที่โปร่งใสตามหลัก CG จริง หรือ เป็นการใช้จังหวะกฎหมาย เพื่อเปลี่ยนดุลอำนาจ

10 เมษาฯ บททดสอบตลาดทุนไทย

ศึกครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของคุณสมบัติกรรมการเท่านั้น แต่เป็นการต่อสู้เพื่อกำหนดบรรทัดฐานใหม่ของบริษัทจดทะเบียนในไทย หากมีการตีความคำว่า "ผู้มีส่วนได้เสียพิเศษ" ที่ผิดเพี้ยนไปเพียงเพื่อหวังผลลัพธ์ในระยะสั้น

นั่นอาจส่งผลกระทบลูกโซ่ไปยังผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ตั้งแต่รายย่อยไปจนถึงเจ้าหนี้สถาบันการเงิน และอาจกลายเป็นชนวนความขัดแย้งที่ขัดต่อพระราชบัญญัติมหาชนฯ ในอนาคต

และในการดำเนินการในครั้งนี้ อย่าให้บอร์ดที่ถูกสรรหามาอย่างสุจริต ถูกนำมาเป็นเครื่องมือในเกมอำนาจ

10 เมษายนนี้ คือวันตัดสินว่า BCP จะก้าวข้ามวิกฤตศรัทธาครั้งนี้ไปได้อย่างไร