thansettakij
thansettakij
การดูแลดอกเบี้ยเงินบาทที่ดี สร้างดุลยภาพใหม่ ทางเศรษฐกิจและสังคมได้

การดูแลดอกเบี้ยเงินบาทที่ดี สร้างดุลยภาพใหม่ ทางเศรษฐกิจและสังคมได้

02 ต.ค. 65 | 09:14 น.

การดูแลดอกเบี้ยเงินบาทที่ดี สร้างดุลยภาพใหม่ ทางเศรษฐกิจและสังคมได้ : คอลัมน์บ้านเมืองของเรา โดย สมหมาย ภาษี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3823 วันที่ 2 - 5 ตุลาคม 2565

การประกาศขึ้นดอกเบี้ยเงินดอลลาร์ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในอัตรา 0.75% เมื่อวันพุธที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อภาวะการเงินของประเทศต่างๆ ทั่วโลกเป็นอย่างมาก การประกาศเพิ่มเติมของประธานเฟดว่า จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในการประชุมเฟดในต้นเดือนพฤศจิกายนและเดือนธันวาคมปีนี้ เพื่อให้ไล่ทัน หรือไล่สกัดอัตราเงินเฟ้อของประเทศสหรัฐอเมริกาให้ได้นั้น ได้สร้างความหวาดกลัวให้กับธนาคารกลางทั่วโลกมากยิ่งขึ้น 

 

เพียงวันสองวัน ให้หลัง หลายประเทศก็ได้ปรับอัตราดอกเบี้ยของสกุลเงินของตนให้สูงตามทันที เช่น ประเทศออสเตรเลีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย เป็นต้น เข้าใจว่าประเทศอื่นๆ ก็คงทยอยปรับตามมากบ้างน้อยบ้างกันไป ยกเว้นประเทศญี่ปุ่นที่ได้ประกาศว่าจะยังคงรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยทางการของเงินเยนไว้คงเดิมในอัตราที่ตํ่า -0.10%

 

ความเข้าใจของคนทั่วไปเกี่ยวกับการประกาศศักดาขึ้นอัตราอย่างเข้มเป็นพิเศษของเฟดในครั้งนี้ ก็คือ เพื่อต้องการสู้กับภาวะเงินเฟ้อ ทั้งๆ ที่นักเศรษฐศาสตร์และคนทั่วไป ก็รู้ว่า เงินเฟ้อสูงทั่วโลกครั้งนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากปัจจัยของการผลิตสินค้าสูงขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นสูงมากของราคานํ้ามันและก๊าซ

 

 

แต่ถ้าพิจารณากันให้ถ่องแท้ ส่วนลึกของการใช้ นโยบายนี้ของเฟด ก็เพื่อต้องการรักษาความเชื่อถือในเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐของประเทศต่างๆ ให้ยั่งยืนต่อไป พูดง่ายๆ ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ตอนที่เศรษฐกิจทั่วโลกไม่ค่อยดี สหรัฐก็นำนโยบายปั๊มดอลลาร์ด้วย QE (Quantitative Easing) ออกมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจมากมายจนความเชื่อถือในดอลลาร์ของนานาประเทศลดน้อยลง  

 

มาตอนนี้คิดจะดึง QE กลับพร้อมกับการสร้างความมีค่าของดอลลาร์ขึ้นมาใหม่ นำนโยบายขึ้นดอกเบี้ยแบบเข้มมาใช้อย่างหัวปักหัวปำ โดยไม่คิดถึงชาติเล็กชาติน้อยที่ยังลำบากอยู่แม้แต่น้อย

 

 

การดูแลดอกเบี้ยเงินบาทที่ดี สร้างดุลยภาพใหม่ ทางเศรษฐกิจและสังคมได้

 

 

ประเทศไทยเราจะปรับอัตราดอกเบี้ยกันอย่างไร ท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ ท่านก็ได้ออกมาแถลงแนวทางการดูแลค่าเงินบาทไว้ เมื่อประมาณต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ว่าจะดูแลการปรับอัตราดอกเบี้ยของเงินบาทให้รับกับสภาวะของเศรษฐกิจไทยอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศสะดุด 

 

 

ผมเห็นว่า หากทำตามแนว นี้จริงจะเป็นเรื่องที่น่าสรรเสริญมาก เพราะเงินบาทเราในปัจจุบัน เป็นเงินที่มีความสำคัญมากขึ้นในตลาดการเงินโลก และมีการยอมรับกันกว้างขวาง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอินโดไชน่านี้ เพื่อนบ้านยอมรับว่า บาทเป็นสกุลเงินที่ใหญ่สกุลหนึ่ง ดังนั้น การจะปรับทิศทางของดอกเบี้ยเงินบาท สมควรแล้วที่ต้องใช้ความรอบ คอบให้มาก และมีความเป็นตัวตนของตัวเองให้มาก

 

แบงก์ชาติเองเป็นหัวเรือใหญ่ในการช่วยเหลือและร่วมมือกับรัฐบาลในการจัดเงินกู้ดอกเบี้ยตํ่าสุดๆ ให้กับธุรกิจน้อยใหญ่ โดยเฉพาะ SME ทั้งหลาย เพื่อให้มีเงินทุนสำหรับประกอบธุรกิจอย่างต่อเนื่องในช่วงวิกฤตจากโควิด-19 ใน 2 ปีเศษที่ผ่านมา พอภาคธุรกิจมีทีท่าว่าจะฟื้นตัวได้ แล้วจะมาปรับดอกเบี้ยทาง การของเงินบาทอีก 0.75% ในตอนนี้ แล้วจะบดขยี้ปรับซํ้าอีก 2 ครั้ง ใน 3 เดือนข้างหน้า 

 

อีกอย่างที่เฟดบอกว่าจะทำ แล้วธุรกิจไทยจะอยู่กันรอดได้อย่างไร หากต้องถึงกับต้องเจ๊งกันอีกระลอก ผมอยากถามว่าใครจะเดือดร้อน ก็รัฐบาลอีกนั่นแหละ ส่วนเอกชนก็ต้องพากันเบี้ยวหนี้กันอีกแยะ คนที่จะพลอยเดือดร้อนด้วยก็คือ แบงก์ชาติ นั่นแหละ มันเป็นเรื่องงูกินหางนะครับ

 

ผมถึงบอกว่า แนวทางการดูแลเรื่องดอกเบี้ยขาขึ้น ที่แบงก์ชาติได้วางไว้ว่า จะค่อยทำค่อยไปให้เหมาะสมกับสภาวะของเศรษฐกิจที่กำลังจะดีแต่ยังยักแย่ยักยันอยู่ จึงเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมาก ประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างไทย มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่มากและแข็งปั๋งในอันดับที่ 13-14 ของโลก ขณะนี้มีอยู่เทียบเท่าประมาณ 240,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะมากลัว เรื่องเงินทุนไหลออกจนขนหัวลุกให้คนอื่นเห็น มันก็น่าอายชาวโลกเขานะครับ ถ้าเราไม่กลัวแล้วหันมาดูแลระบบที่เกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ ของเราให้ดีมีเสถียรภาพและหนักแน่นเข้าไว้ เงินทุนที่ไหนจะไหลออกก็ให้มันรู้ไป 

 

ฉะนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็มีกระทรวงการคลัง แบงก์ชาติ และ ก.ล.ต. จะต้องดูแลธนาคารพาณิชย์ บริษัทหลักทรัพย์ ตลาดตราสารหนี้และตลาดหลักทรัพย์ ให้อยู่อย่างมีเสถียรภาพ มีการปฏิบัติตัวตามกฎเกณฑ์และกฎหมาย เท่านั้นเป็นพอ

 

การที่เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นมาก ด้วยการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นแบบเข้ม จะมีผลกระทบต่อไทยอย่างไรบ้าง ในเรื่องนี้มีผู้รู้และเชี่ยวชาญในวงการค้าพูดกันมากว่า ประเทศ ไทยจะได้รับผลดีมากในด้านสินค้าส่งออกของไทยจะมีราคาถูกลง และนักท่องเที่ยวจะเข้ามาเที่ยวไทยมากขึ้น เพราะค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวในเมืองไทยจะถูกสำหรับนักท่องเที่ยว ฟังดูตามทฤษฎีน่าจะเป็นเช่นนี้ แต่ถ้าดูให้ลึกลงไปอาจได้ผลเพียงส่วนน้อยเท่านั้น

 

ก่อนอื่นต้องรู้ว่า การสูงขึ้นของค่าเงินนั้น ดูเหมือนว่าจะเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐเพียงสกุลเดียวที่ปรับค่าสูงขึ้นไปมากในตอนนี้ เมื่อเทียบกับช่วงตันปี ส่วนเงินสกุลที่สำคัญๆ อื่นล้วนแต่ค่าต้องทรุดตํ่าลงทั้งสิ้น 

 

ในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมา (สิ้นสุด 27 ก.ย. 65) ค่าเงินสกุลหลักต่างๆ เทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐลดลงดังนี้ ยูโร (-21.73%) ปอนด์สเตอร์ลิง (-27.33%) เยนของญี่ปุ่น (-30.60%) หยวนของจีน (-10.81%) รูปีของอินเดีย (-10.30%) รูเปียห์ของอินโดนีเซีย (-5.86%) และเงินบาทของไทย (13.46%)

 

ดังนั้น ในเมื่อชาติต่างๆ ค่าของเงินอ่อนลงด้วยกัน การส่งออกและนำเข้ากับประเทศต่างๆ ยกเว้นกับประเทศสหรัฐ อเมริกา ก็จะไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบกันมากนัก ถือว่าครือๆ กัน และเช่นเดียวกัน นักท่องเที่ยวจากประเทศในยุโรป จากออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จากจีนหรืออินเดีย จากตะวันออกกลาง และจากประเทศในกลุ่มอาเซียน ที่ชอบมาท่องเที่ยวในประเทศไทย ก็จะไม่รู้สึกว่าจะเสียค่าใช้จ่ายถูกลงแต่อย่างใด  

 

โดยสรุปแล้ว ผลดีที่จะบังเกิดแก่ไทยก็จะมีค่อนข้างน้อย ประเทศที่จะได้เปรียบในครั้งนี้ น่าจะมีประเทศญี่ปุ่นประเทศเดียวที่กล้ายืนแข็งไม่ปรับอัตราดอกเบี้ยเลย ทำให้ค่าเงินเยน เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงถึงร่วม 30% มากกว่าประเทศอื่นใด

 

เรื่องที่อาจถูกกระทบ มากก็คือ การกู้เงินสกุลดอลลาร์ สหรัฐของไทยทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ ซึ่งรวมถึงรัฐวิสาหกิจต่างๆ ของไทย แต่เมื่อดูภาระหนี้ต่างประเทศแล้ว ก็มียอดคงค้างเป็นสกุลดอลลาร์ไม่มากภาคเอกชน ด้านต่างๆ เช่น ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินต่างๆ และบริษัทใหญ่ๆ นั้น แทบทั้งหมดได้ทำการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้แล้ว  

 

ในภาครัฐบาล ท่านผู้อ่านอาจเกรงว่าไทยจะถูกกระทบมาก เพราะหนี้สาธารณะของไทยมีถึง 60% กว่าของ GDP แล้ว แต่ข้อเท็จจริงเมื่อสิ้นเดือนกรกฎาคม 2565 มีหนี้ต่างประเทศของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจอยู่เพียง 170,900 ล้านบาท หรือ 1.67% ของหนี้ภาครัฐทั้งหมด และหนี้จำนวนนี้ได้ทำการปิดความเสี่ยงไปแล้ว 63% ที่ยังทำการปิดความเสี่ยงไม่เสร็จส่วนใหญ่เป็นเงินกู้เยนที่รอการเบิกจ่ายให้จบ และอีกส่วนหนึ่งเป็นหนี้สกุลยูโรของการบินไทยที่ยังอยู่ในแผนฟื้นฟู

 

ถึงเวลาที่สามารถทำการดูแลอัตราดอกเบี้ยเงินบาท ให้ดี เพื่อสร้างดุลยภาพใหม่ทางเศรษฐกิจและสังคมของไทยให้ได้ ทั้งนี้ จากการถือโอกาสช่วงที่ทุกประเทศต่างประสบภาวะค่าเงินตกตํ่า และถูกบีบจากประเทศสหรัฐให้ต้องปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยตามในตอนนี้  

 

ผมคิดว่าถึงเวลาที่แบงก์ชาติควรหยิบฉวยโอกาสนี้เข้าไปดำเนินการตามนโยบายที่ได้พูดไว้ จริงๆ แล้วมีใครกล้าดูลูกแก้ววิเศษแล้วบอกว่าค่าเงินบาทควรอยู่ที่ 34-35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทำไมไม่ปล่อยให้ค่อยๆ ปรับจนเกิดเสถียรภาพในระยะปานกลาง ซึ่งอาจจะอยู่ที่ 38-39 บาทต่อดอลลาร์ก็ได้

 

ผมว่าเวลานี้เป็นช่วงที่ประเทศไทยควรดูแลอัตราแลกเปลี่ยนใหม่ในระดับอัตราดอกเบี้ยที่ค่อนข้างตํ่า เมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้า การปล่อยให้เป็นไปในลักษณะนี้ในช่วง 6 เดือนแรก อาจมีการเคลื่อนย้ายของเงินทุนที่เป็นเงินตราต่างประเทศไหลออกไปบ้าง 30,000-40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือเงินทุน สำรองระหว่างประเทศอยู่ไม่ตํ่ากว่าระดับ 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็เกินพอเมื่อเทียบกับมูลค่าการนำเข้าที่ไทยพึงมี  

 

และเมื่อมองถึงการอ่อนตัวของนํ้ามันดิบที่ลื่นไหลลงมาอยู่ในระดับประมาณ 70-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ยิ่งเป็นเรื่องที่น่าทำมากขึ้น เทียบกับประเทศ อื่นๆ แล้ว เงินทุนสำรองระหว่างประเทศระดับนี้ ไทยก็ยังติดอันดับ 20 ประเทศต้นๆ ที่มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูง และมั่นคงในโลกนี้

 

ณ อัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทต่อหนึ่งดอลลาร์สหรัฐที่ 38-39 บาท นอกจากจะดูว่าระบบการเงินของไทยยังมีเสถียร ภาพดีอยู่แล้ว ยังสนับสนุนการส่งออกและการนำนักท่องเที่ยวให้เข้ามาประเทศไทยมากขึ้นแล้ว ยังเป็นอัตราที่จะสนับสนุนหนี้สาธารณะของไทยที่จะอยู่ที่ระดับ 70-80% ของ GDP ได้อย่างเท่ห์ไม่มีที่ติ  

 

ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลต่อไป สามารถเพิ่มงบประมาณเข้าไปมากพอที่จะเร่งการลงทุนโดยใช้เงินบาทให้มากขึ้น และเปิดโอกาสให้รัฐบาลจัดงบสวัสดิการ และงบการพัฒนาด้านสาธารณสุขและการดูแลสุขภาพให้ประชาชนได้มากขึ้นกว่าทุกวันนี้

 

นี่แหละคือ หนทางการสร้างดุลยภาพทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตใหม่ให้กับคนไทยทั้งชาติ ถ้าจะผิดไม่ได้ตามนี้ก็ มีแค่เรื่องคอร์รัปชันทุกระดับเต็มบ้านเต็มเมืองเท่านั้น ควรที่จะต้องมีผู้นำของรัฐบาลใหม่ที่มีนํ้ายาในการขจัดเรื่องนี้ได้อย่างจริงจังมาบริหารประเทศสักทีเถอะ