thansettakij
thansettakij
หนี้สินไม่น่ากลัว ถ้ารู้จักจัดการ...แต่ถ้าจัดการผิด...พัง!!!

หนี้สินไม่น่ากลัว ถ้ารู้จักจัดการ...แต่ถ้าจัดการผิด...พัง!!!

15 ส.ค. 67 | 01:45 น.
อัปเดตล่าสุด :15 ส.ค. 67 | 04:05 น.

หนี้สินไม่น่ากลัว ถ้ารู้จักจัดการ...แต่ถ้าจัดการผิด...พัง!!!

ภาวะเศรษฐกิจไทย แม้จะอยู่ในทิศทางขยายตัว แต่ก็เป็นอัตราที่ชะลอลงอย่างต่อเนื่อง จากการรายงานของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) พบว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี)ไตรมาสแรกปี 2567 ขยายตัว 1.5% ชะลอลงจากไตรมาส 4 ปี 2566 ที่ขยายตัว 1.7% และคาดว่า ทั้งปี 2567 จีดีพีจะขยายตัว 2.5% ปรับตัวดีขึ้นอย่างช้าๆจากปี 2566 ที่ขยายตัว 1.9% แต่ก็เป็นการปรับลดจากคาดการณ์เดิมเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ที่ 2.7%

สศช.ระบุว่า เศรษฐกิจไทยปี 2567 ยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงคือ ภาระหนี้สินครัวเรือนและภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง โดยระดับสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPLs) และสินเชื่อที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ(SM) ยังทรงตัวในระดับสูง และการเพิ่มขึ้นของภาระดอกเบี้ยส่งผลให้สถาบันการเงินเพิ่มความระมัดระวังในการให้สินเชื่อมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs

จากการรายงานเงินให้สินเชื่อแก่ภาคครัวเรือนหรือหนี้ครัวเรือนของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ไตรมาสแรกปี 2567 พบว่า มียอดคงค้างทั้งสิ้น 16.37 ล้านล้านบาท ยังทรงตัวระดับสูงต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน โดยคิดเป็น 90.8% ของจีดีพี ธปท.จึงให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง โดยออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ ตั้งแต่มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้แบบปูพรมในช่วงโควิด แล้วปรับเป็นการช่วยเหลือแบบเฉพาะจุดหลังสถานการณ์เศรษฐกิจทยอยปรับดีขึ้น

ล่าสุดธปท.ออกมาตรการการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม ( Responsible Lending : RL ) เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่องแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนแบบครบวงจร โดยมีเป้าหมายให้ลูกค้าได้รับบริการอย่างเป็นธรรม เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองผู้บริโภค และมุ่งหวังให้ผู้ให้บริการมีการบริหารจัดการด้านการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรมตลอดวงจรหนี้ตั้งแต่ก่อนและกำลังจะเป็นหนี้ ระหว่างเป็นหนี้ เมื่อลูกหนี้มีปัญหาชำระหนี้ จนถึงการดำเนินคดีหรือที่สุดถูกฟ้องล้มละลายไป

ดังนั้นใครที่คิดว่า ปัจจุบันมีกฎหมายคุ้มครองลูกหนี้ภายใต้พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 แล้วมีความเชื่อว่า อยากได้ ก็ไปฟ้องเอา หรือที่เชื่อว่า หนี้ไม่มีหลักประกัน เบี้ยงหนี้แล้วไม่เป็นไร อยากให้ลูกหนี้หรือใครที่กำลังคิดจะทำเช่นนั้น ต้องตระหนักว่า การมีหนี้แล้วไม่จ่าย จะเสียหายมากกว่าที่คิด

 

หนี้สินไม่น่ากลัว ถ้ารู้จักจัดการ...แต่ถ้าจัดการผิด...พัง!!!

 

เสียหายอย่างแรกเลยคือ เสียเวลา เมื่อผู้กู้ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีที่ศาล มีขั้นตอนต้องไปขึ้นศาลหลายครั้ง เริ่มตั้งแต่ นัดยื่นคำร้อง คำให้การ คำฟ้อง นัดพร้อมเพื่อเจรจาเบื้องต้น นัดไกล่เกลี่ย นัดชี้ประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นำสืบนัดสืบพยาน และ นัดฟังคำพิพากษา ซึ่งทำให้ผู้กู้ต้องใช้เวลางานเพื่อไปขึ้นศาลนั่นเอง

สิ่งที่ตามมาคือ เสียทรัพย์สินและเงินทอง เมื่อผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ได้ตามคำสั่งศาล จากนั้นเป็นขั้นตอนการบังคับคดี ซึ่งมีกำหนดระยะเวลา 10 ปี

นอกจากนั้นยังอาจเสียเพื่อนและญาติพี่น้อง เพราะสินเชื่อบางประเภทจะต้องมีการใช้บุคคลมาค้ำประกันการขอสินเชื่อ หรือบางครั้งใช้หลักทรัพย์ เช่น ที่ดิน บ้าน หรือรถ ของบุคคลอื่นนำมาจำนอง/ค้ำประกันการขอสินเชื่อเช่นกัน หากถึงขั้นตอนถูกฟ้องบังคับคดี เมื่อคนกู้ไม่จ่าย ตามขั้นตอนต้องไปไล่เบี้ยจากผู้ค้ำประกันให้จ่ายแทนคนกู้

บ่อยครั้ง เราจะเห็นข่าวว่า ผู้ค้ำฯ เดือดร้อน เพราะถูกฟ้องยึดบ้าน เพื่อนำมาชำระหนี้แทนผู้กู้นั่นเอง แต่คนกู้หลายๆ คนใช้ชีวิตแบบไฮโซกินหรูอยู่สบาย ซึ่งเท่ากับว่าผู้กู้ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้จำนอง/ผู้ค้ำประกันทั้งที่ตอนผู้กู้ลำบากเค้าได้เข้ามาช่วยต่อลมหายใจผู้กู้ไว้ ทำให้ถูกสังคมประนาม

เสียอนาคต เป็นเรื่องที่ผู้กู้หลายคนที่ทำงานเป็นลูกจ้างคาดไม่ถึง เพราะในหลายๆ องค์กรได้ออกกฎเกณฑ์สำหรับ ตำแหน่งงานบางตำแหน่งไว้อย่างเข้มงวด เช่น พนักงานบัญชีหรือการเงิน พนักงานแคชเชียร์ ฯลฯ ต้องไม่เป็นผู้มี หนี้สินล้นพ้นตัว ซึ่งบางกิจการอาจจะถึงขั้นเลิกจ้าง หรือย้ายให้ไปทำหน้าที่อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเงิน ทำให้ไม่เป็นที่ไว้ใจขององค์กรตนเอง

ท้ายที่สุดจะเสียโอกาส เมื่อถึงขั้นตอนบังคับคดีแล้ว เจ้าหนี้จะทำการสืบทรัพย์ตลอดระยะเวลา 10 ปี ทำให้ผู้กู้เจอปัญหาใหญ่คือ ไม่สามารถใช้บัญชีเงินฝากธนาคารได้ บางคนที่เป็นผู้ประกอบการหรือเป็นฟรีแลนซ์มีโอกาสได้รับงานจากบริษัท ขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ แต่ติดปัญหาตรงเรื่องการจ่ายเงินผู้ว่าจ้างที่เป็นบริษัทส่วนใหญ่ไม่จ่ายเป็นเงินสด แต่จะจ่าย เป็นการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากหรือจ่ายเป็นเช็คให้ ทำให้ต้องปฏิเสธการรับงานไป

ดังนั้นภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน ใครที่เริ่มรู้ตัวว่า จะจ่ายหนี้ไม่ไหว อย่าคิดเบี้ยวหนี้ แต่สามารถเดินไปหาสถาบันการเงิน เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ในแบบที่เราสามารถจ่ายไหวได้ ไม่ควรรอจนอาการหนักหรือจ่ายไม่ไหว เพราะการค้างชำระจะทำให้ทางเลือกในการช่วยเหลือจากสถาบันการเงินน้อยลงไปอีก

การปรับโครงสร้างหนี้ยังสะท้อนความตั้งใจที่จะกลับมาจ่ายตามที่ตกลงกันใหม่ มีโอกาสที่เจ้าหนี้จะพิจารณาให้สินเชื่อมากกว่าปล่อยให้เป็นหนี้เสีย

ขณะเดียวกันการปรับโครงสร้างหนี้ก็สะท้อนถึงความสามารถในการชำระหนี้ที่น้อยลงเช่นกัน ดังนั้นใครที่ยังจ่ายไหว ก็ไม่ควรที่จะเข้าไปขอปรับโครงสร้างหนี้เช่นกัน เพราะสถานะในเครดิตบูโรจะแสดงสถานะเป็นหนี้ปรับโครงสร้าง อาจส่งผลต่อการขอกู้ใหม่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้ได้