
AI บูมเร่งโลกร้อน เตือนวิกฤตซ้อนวิกฤต ชูเศรษฐกิจหมุนเวียนรับมือ
‘ธีรพันธุ์ พิมพ์ทอง’ เตือนกระแสลงทุน AI และ Data Center กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อพลังงาน น้ำ และแร่หายาก ท่ามกลางโลกร้อนสุดขั้ว จี้ไทยเร่งพลังงานสะอาด-เศรษฐกิจหมุนเวียน รับมือวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่อาจซ้อนทับกันรุนแรงขึ้น
KEY
POINTS
- การเติบโตของอุตสาหกรรม AI และ Data Center ทำให้ความต้องการใช้พลังงาน น้ำ และแร่ธาตุเพิ่มสูงขึ้นอย่างมหาศาล ซึ่งเป็นการซ้ำเติมวิกฤตโลกร้อน
- การใช้ไฟฟ้าจำนวนมากของ Data Center กลายเป็นอุปสรรคต่อเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก ขณะที่การทำเหมืองแร่หายากเพื่อผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ก็สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรุนแรง
- เสนอแนวทางรับมือด้วยการผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อนำโลหะและแร่ธาตุสำคัญกลับมาใช้ใหม่ ลดการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติและเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
กระแสลงทุนปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) กำลังพลิกโฉมอุตสาหกรรมโลก สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่ขณะเดียวกันกลับเพิ่มความต้องการใช้พลังงาน น้ำ และแร่ธาตุ ท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง
นายธีรพันธุ์ พิมพ์ทอง กรรมการบริหารมูลนิธิการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน (3 อาร์) ให้สัมภาษณ์ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า โลกกำลังเผชิญสภาพอากาศสุดขั้วควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี จึงต้องคำนึงถึงผลกระทบจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งอาจกลายเป็นข้อจำกัดต่อการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว
AI พลิกอุตสาหกรรม ดันความต้องการไฟฟ้าพุ่ง
นายธีรพันธุ์กล่าวว่า AI กำลังเปลี่ยนแปลงหลายภาคส่วน ตั้งแต่การแพทย์ การศึกษา การเงิน การผลิต การขนส่ง ไปจนถึงการบริหารเมืองและพลังงาน โดยช่วยวิเคราะห์ข้อมูล สนับสนุนการวินิจฉัยโรค ลดของเสียในโรงงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการพลังงาน สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวาง
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ AI ต้องพึ่งพา Data Center ที่ใช้ไฟฟ้ามหาศาล ขณะที่อุตสาหกรรมเดิมยังมีความต้องการพลังงานสูง และเผชิญข้อจำกัดในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว ทั้งปริมาณพลังงานสะอาดที่มีจำกัดและปัญหาระบบสายส่งไฟฟ้า
ข้อมูลจากองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ประเมินว่า Data Center ทั่วโลกใช้ไฟฟ้าประมาณ 460 เทราวัตต์-ชั่วโมง (TWh) หรือ 460,000 ล้านหน่วยในปี 2567 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเกิน 1,000 TWh หรือ 1 ล้านล้านหน่วยภายในปี 2573 ตามกรณีฐาน ขณะที่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทางอ้อมจากการใช้ไฟฟ้าของ Data Center อยู่ที่ประมาณ 180 ล้านตันในปัจจุบัน สะท้อนว่า AI ไม่ได้เพิ่มเพียงการลงทุนและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่ยังกดดันระบบพลังงานและเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกของโลก
ห่วงน้ำ-แร่หายาก กระทบชุมชนและระบบนิเวศ
นอกจากนี้ Data Center ยังต้องใช้น้ำในระบบระบายความร้อนจำนวนมาก ถึงแม้ว่าจะมีการพัฒนาเป็นระบบปิดก็ตาม ซึ่งก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะต้องปันน้ำจากส่วนที่ใช้อุปโภค บริโภค เกษตรกรรม หรือด้านอื่นๆ ซึ่งเริ่มมีเสียงคัดค้านจากภาคประชาสังคม รวมทั้งการระบายความร้อนออกมาก็จะทำให้อุณหภูมิรอบข้างสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อชุมชนและบรรยากาศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และที่สำคัญต้องใช้เซมิคอนดักเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ จำนวนมาก ประกอบด้วยชิป IC มากมายมหาศาล นอกเหนือไปจากเทคโนโลยีสีเขียวอื่นๆ ในปัจจุบัน เช่น รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ กังหันลม โซลาร์เซลล์ เซมิคอนดักเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก ทำให้แร่หายากจึงเป็นที่ต้องการแบบก้าวกระโดด มีการขุดแร่หายาก (Rare Earth) จำนวนมาก ส่วนใหญ่ก็เป็นการทำเหมืองที่ไม่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ได้ต้นทุนที่ต่ำและรวดเร็วตามความต้องการตลาด ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก
ตัวอย่างเช่น การทำเหมืองในเมียนมา ส่งผลกระทบต่อลำน้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง โดยพบ สารหนู และโลหะหนัก ปนเปื้อนในน้ำและตะกอนดิน การขุดเหมืองทำให้เกิดการใช้พื้นที่ น้ำ พลังงาน และสารเคมี ขณะเดียวกันยังมีความเสี่ยงต่อดิน น้ำ และระบบนิเวศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 เสี่ยงเร่งโลกร้อน
นายธีรพันธุ์เปรียบเทียบว่า การพัฒนา AI มีลักษณะคล้ายการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 โดยครั้งที่ 1 ใช้เครื่องจักรไอน้ำและถ่านหิน เพิ่มกำลังการผลิตและเริ่มสะสมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ ครั้งที่ 2 นำไฟฟ้า น้ำมัน เครื่องยนต์ และสายการผลิตมาใช้ในวงกว้าง ส่วนครั้งที่ 3 เป็นยุคอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ และระบบอัตโนมัติ ซึ่งล้วนเพิ่มความต้องการพลังงาน ขณะที่การผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลยังปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ปัจจุบัน AI หุ่นยนต์ อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) คลาวด์คอมพิวติง และระบบอัตโนมัติ เป็นกลไกสำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 แต่ยังต้องใช้พลังงานจำนวนมาก แม้ผู้ลงทุนประกาศเป้าหมายใช้พลังงานสีเขียว การจัดหาพลังงานสะอาดให้เพียงพอยังเป็นความท้าทาย เพราะอุตสาหกรรมเดิมก็ต้องการเปลี่ยนผ่านเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเช่นกัน
หากพลังงานสะอาดเพิ่มไม่ทันความต้องการ การลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จะทำได้ยากขึ้นและอาจซ้ำเติมภาวะโลกร้อน นายธีรพันธุ์จึงมองว่า AI มีทั้งศักยภาพช่วยแก้ปัญหาและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม หากเทคโนโลยีเติบโตเร็วกว่าความสามารถในการบริหารทรัพยากรอย่างยั่งยืน
ไทยเสี่ยงรับแรงกระแทก เร่งรับมือภัยซ้อนวิกฤต
นายธีรพันธุ์กล่าวว่า ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศไม่ได้แปรผันตามสัดส่วนการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เสมอไป ประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยอาจได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าประเทศพัฒนาแล้ว หากมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบรองรับภัยธรรมชาติ ประเทศไทยมีความเสี่ยงจากน้ำท่วม ภัยแล้ง อุณหภูมิสูงขึ้น และความผันผวนของระบบอาหาร ขณะที่การจัดการน้ำและระบบรับมือภัยพิบัติยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะการบูรณาการตั้งแต่พยากรณ์ ป้องกัน อพยพ ไปจนถึงฟื้นฟูหลังเกิดเหตุ
ความเสี่ยงในอนาคตอาจเกิดซ้อนทับกัน โดยสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงกระทบระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ ก่อนลุกลามสู่แหล่งน้ำ อาหาร และความเป็นอยู่ของประชาชน แล้วขยายเป็นปัญหาความมั่นคงด้านน้ำ พลังงาน แร่ และวัตถุดิบ ตลอดจนเพิ่มความเหลื่อมล้ำและการแข่งขันแย่งชิงทรัพยากร
นายธีรพันธุ์เสนอให้ประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสนับสนุนประเทศที่ปล่อยต่ำแต่ได้รับผลกระทบรุนแรง ผ่านเงินทุน เทคโนโลยี และความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม พร้อมทบทวนมาตรการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มภาระให้ประเทศเปราะบาง และสนับสนุนกองทุนช่วยเหลือประเทศที่เผชิญผลกระทบจากโลกร้อนรุนแรง
ชูเศรษฐกิจหมุนเวียน รักษาแร่-วัสดุไว้ในประเทศ
ในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า นายธีรพันธุ์มองว่า ไทยต้องเร่งพัฒนาพลังงานสะอาดและระบบกักเก็บพลังงานให้เพียงพอ รองรับทั้งอุตสาหกรรมเดิมและอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2593 ควบคู่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างจริงจัง
เศรษฐกิจหมุนเวียนจะช่วยรักษาโลหะ แร่ และวัสดุสำคัญให้อยู่ในระบบเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาการขุดทรัพยากรใหม่ ลดความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน และเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจระยะยาว โดยอะลูมิเนียมเป็นตัวอย่างสำคัญ เพราะสามารถรีไซเคิลซ้ำโดยยังคงคุณสมบัติของวัสดุ อีกทั้งการใช้เศษอะลูมิเนียมยังช่วยลดการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีนัยสำคัญ
ข้อเสนอคือ ภาครัฐควรมีมาตรการป้องกันเศษโลหะรั่วไหลออกนอกประเทศ พร้อมกำกับการนำเข้าเศษโลหะปนเปื้อน ซึ่งอาจถูกคัดแยกไม่ได้มาตรฐานและทิ้งภาระมลพิษไว้ในไทย โดยพิจารณาระบบลงทะเบียนผู้นำเข้าให้ระบุตัวตนและวัตถุประสงค์ชัดเจน รวมถึงมาตรการภาษีส่งออกเพื่อนำรายได้มาพัฒนาระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศ ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวควรสอดคล้องกับหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) ในอนาคต







