thansettakij
thansettakij
AI บูมเร่งโลกร้อน เตือนวิกฤตซ้อนวิกฤต ชูเศรษฐกิจหมุนเวียนรับมือ

AI บูมเร่งโลกร้อน เตือนวิกฤตซ้อนวิกฤต ชูเศรษฐกิจหมุนเวียนรับมือ

24 ต.ค. 69 | 02:25 น.
อัปเดตล่าสุด :24 ต.ค. 69 | 02:25 น.

‘ธีรพันธุ์ พิมพ์ทอง’ เตือนกระแสลงทุน AI และ Data Center กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อพลังงาน น้ำ และแร่หายาก ท่ามกลางโลกร้อนสุดขั้ว จี้ไทยเร่งพลังงานสะอาด-เศรษฐกิจหมุนเวียน รับมือวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่อาจซ้อนทับกันรุนแรงขึ้น

KEY

POINTS

  • การเติบโตของอุตสาหกรรม AI และ Data Center ทำให้ความต้องการใช้พลังงาน น้ำ และแร่ธาตุเพิ่มสูงขึ้นอย่างมหาศาล ซึ่งเป็นการซ้ำเติมวิกฤตโลกร้อน
  • การใช้ไฟฟ้าจำนวนมากของ Data Center กลายเป็นอุปสรรคต่อเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก ขณะที่การทำเหมืองแร่หายากเพื่อผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ก็สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรุนแรง
  • เสนอแนวทางรับมือด้วยการผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อนำโลหะและแร่ธาตุสำคัญกลับมาใช้ใหม่ ลดการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติและเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

กระแสลงทุนปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) กำลังพลิกโฉมอุตสาหกรรมโลก สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่ขณะเดียวกันกลับเพิ่มความต้องการใช้พลังงาน น้ำ และแร่ธาตุ ท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง

นายธีรพันธุ์ พิมพ์ทอง กรรมการบริหารมูลนิธิการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน (3 อาร์) ให้สัมภาษณ์ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า โลกกำลังเผชิญสภาพอากาศสุดขั้วควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี จึงต้องคำนึงถึงผลกระทบจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งอาจกลายเป็นข้อจำกัดต่อการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว

AI พลิกอุตสาหกรรม ดันความต้องการไฟฟ้าพุ่ง

นายธีรพันธุ์กล่าวว่า AI กำลังเปลี่ยนแปลงหลายภาคส่วน ตั้งแต่การแพทย์ การศึกษา การเงิน การผลิต การขนส่ง ไปจนถึงการบริหารเมืองและพลังงาน โดยช่วยวิเคราะห์ข้อมูล สนับสนุนการวินิจฉัยโรค ลดของเสียในโรงงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการพลังงาน สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวาง

AI บูมเร่งโลกร้อน เตือนวิกฤตซ้อนวิกฤต ชูเศรษฐกิจหมุนเวียนรับมือ

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ AI ต้องพึ่งพา Data Center ที่ใช้ไฟฟ้ามหาศาล ขณะที่อุตสาหกรรมเดิมยังมีความต้องการพลังงานสูง และเผชิญข้อจำกัดในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว ทั้งปริมาณพลังงานสะอาดที่มีจำกัดและปัญหาระบบสายส่งไฟฟ้า

ข้อมูลจากองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ประเมินว่า Data Center ทั่วโลกใช้ไฟฟ้าประมาณ 460 เทราวัตต์-ชั่วโมง (TWh) หรือ 460,000 ล้านหน่วยในปี 2567 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเกิน 1,000 TWh หรือ 1 ล้านล้านหน่วยภายในปี 2573 ตามกรณีฐาน ขณะที่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทางอ้อมจากการใช้ไฟฟ้าของ Data Center อยู่ที่ประมาณ 180 ล้านตันในปัจจุบัน สะท้อนว่า AI ไม่ได้เพิ่มเพียงการลงทุนและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่ยังกดดันระบบพลังงานและเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกของโลก

ห่วงน้ำ-แร่หายาก กระทบชุมชนและระบบนิเวศ

นอกจากนี้ Data Center ยังต้องใช้น้ำในระบบระบายความร้อนจำนวนมาก ถึงแม้ว่าจะมีการพัฒนาเป็นระบบปิดก็ตาม ซึ่งก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะต้องปันน้ำจากส่วนที่ใช้อุปโภค บริโภค เกษตรกรรม หรือด้านอื่นๆ ซึ่งเริ่มมีเสียงคัดค้านจากภาคประชาสังคม รวมทั้งการระบายความร้อนออกมาก็จะทำให้อุณหภูมิรอบข้างสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อชุมชนและบรรยากาศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และที่สำคัญต้องใช้เซมิคอนดักเตอร์ เซิร์ฟเวอร์  จำนวนมาก ประกอบด้วยชิป IC มากมายมหาศาล นอกเหนือไปจากเทคโนโลยีสีเขียวอื่นๆ ในปัจจุบัน เช่น รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ กังหันลม โซลาร์เซลล์ เซมิคอนดักเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก  ทำให้แร่หายากจึงเป็นที่ต้องการแบบก้าวกระโดด มีการขุดแร่หายาก (Rare Earth) จำนวนมาก ส่วนใหญ่ก็เป็นการทำเหมืองที่ไม่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ได้ต้นทุนที่ต่ำและรวดเร็วตามความต้องการตลาด ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก

ตัวอย่างเช่น การทำเหมืองในเมียนมา ส่งผลกระทบต่อลำน้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง โดยพบ สารหนู และโลหะหนัก ปนเปื้อนในน้ำและตะกอนดิน การขุดเหมืองทำให้เกิดการใช้พื้นที่ น้ำ พลังงาน และสารเคมี ขณะเดียวกันยังมีความเสี่ยงต่อดิน น้ำ และระบบนิเวศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 เสี่ยงเร่งโลกร้อน

นายธีรพันธุ์เปรียบเทียบว่า การพัฒนา AI มีลักษณะคล้ายการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 โดยครั้งที่ 1 ใช้เครื่องจักรไอน้ำและถ่านหิน เพิ่มกำลังการผลิตและเริ่มสะสมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ ครั้งที่ 2 นำไฟฟ้า น้ำมัน เครื่องยนต์ และสายการผลิตมาใช้ในวงกว้าง ส่วนครั้งที่ 3 เป็นยุคอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ และระบบอัตโนมัติ ซึ่งล้วนเพิ่มความต้องการพลังงาน ขณะที่การผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลยังปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ปัจจุบัน AI หุ่นยนต์ อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) คลาวด์คอมพิวติง และระบบอัตโนมัติ เป็นกลไกสำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 แต่ยังต้องใช้พลังงานจำนวนมาก แม้ผู้ลงทุนประกาศเป้าหมายใช้พลังงานสีเขียว การจัดหาพลังงานสะอาดให้เพียงพอยังเป็นความท้าทาย เพราะอุตสาหกรรมเดิมก็ต้องการเปลี่ยนผ่านเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเช่นกัน

หากพลังงานสะอาดเพิ่มไม่ทันความต้องการ การลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จะทำได้ยากขึ้นและอาจซ้ำเติมภาวะโลกร้อน นายธีรพันธุ์จึงมองว่า AI มีทั้งศักยภาพช่วยแก้ปัญหาและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม หากเทคโนโลยีเติบโตเร็วกว่าความสามารถในการบริหารทรัพยากรอย่างยั่งยืน

ไทยเสี่ยงรับแรงกระแทก เร่งรับมือภัยซ้อนวิกฤต

นายธีรพันธุ์กล่าวว่า ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศไม่ได้แปรผันตามสัดส่วนการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เสมอไป ประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยอาจได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าประเทศพัฒนาแล้ว หากมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบรองรับภัยธรรมชาติ ประเทศไทยมีความเสี่ยงจากน้ำท่วม ภัยแล้ง อุณหภูมิสูงขึ้น และความผันผวนของระบบอาหาร ขณะที่การจัดการน้ำและระบบรับมือภัยพิบัติยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะการบูรณาการตั้งแต่พยากรณ์ ป้องกัน อพยพ ไปจนถึงฟื้นฟูหลังเกิดเหตุ

ความเสี่ยงในอนาคตอาจเกิดซ้อนทับกัน โดยสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงกระทบระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ ก่อนลุกลามสู่แหล่งน้ำ อาหาร และความเป็นอยู่ของประชาชน แล้วขยายเป็นปัญหาความมั่นคงด้านน้ำ พลังงาน แร่ และวัตถุดิบ ตลอดจนเพิ่มความเหลื่อมล้ำและการแข่งขันแย่งชิงทรัพยากร

นายธีรพันธุ์เสนอให้ประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสนับสนุนประเทศที่ปล่อยต่ำแต่ได้รับผลกระทบรุนแรง ผ่านเงินทุน เทคโนโลยี และความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม พร้อมทบทวนมาตรการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มภาระให้ประเทศเปราะบาง และสนับสนุนกองทุนช่วยเหลือประเทศที่เผชิญผลกระทบจากโลกร้อนรุนแรง

ชูเศรษฐกิจหมุนเวียน รักษาแร่-วัสดุไว้ในประเทศ

ในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า นายธีรพันธุ์มองว่า ไทยต้องเร่งพัฒนาพลังงานสะอาดและระบบกักเก็บพลังงานให้เพียงพอ รองรับทั้งอุตสาหกรรมเดิมและอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2593 ควบคู่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างจริงจัง

เศรษฐกิจหมุนเวียนจะช่วยรักษาโลหะ แร่ และวัสดุสำคัญให้อยู่ในระบบเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาการขุดทรัพยากรใหม่ ลดความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน และเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจระยะยาว โดยอะลูมิเนียมเป็นตัวอย่างสำคัญ เพราะสามารถรีไซเคิลซ้ำโดยยังคงคุณสมบัติของวัสดุ อีกทั้งการใช้เศษอะลูมิเนียมยังช่วยลดการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีนัยสำคัญ

ข้อเสนอคือ ภาครัฐควรมีมาตรการป้องกันเศษโลหะรั่วไหลออกนอกประเทศ พร้อมกำกับการนำเข้าเศษโลหะปนเปื้อน ซึ่งอาจถูกคัดแยกไม่ได้มาตรฐานและทิ้งภาระมลพิษไว้ในไทย โดยพิจารณาระบบลงทะเบียนผู้นำเข้าให้ระบุตัวตนและวัตถุประสงค์ชัดเจน รวมถึงมาตรการภาษีส่งออกเพื่อนำรายได้มาพัฒนาระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศ ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวควรสอดคล้องกับหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) ในอนาคต