
GPSC–Keppel–AMATA ลุยศึกษา District Cooling รับ Data Center
GPSC–Keppel–AMATA ปักหมุด District Cooling ชลบุรี จุดเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานความเย็น EEC เชื่อมมาบตาพุด–EECiti–อู่ตะเภา รองรับ AI Data Center โดย อาจารย์ ดร.เมทังกร เสริมสุข (CIIM – KMITL) วิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม (CIIM) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)
การเติบโตของอุตสาหกรรม Data Center และ Artificial Intelligence หรือ AI กำลังเปลี่ยนรูปแบบความต้องการพลังงานของโลก จากเดิมที่ภาคอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับไฟฟ้าและเชื้อเพลิงเป็นหลัก ปัจจุบันระบบทำความเย็นหรือ Cooling Infrastructure กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่มีความสำคัญไม่แพ้ระบบไฟฟ้า น้ำ และโครงข่ายสื่อสาร โดยเฉพาะในประเทศไทยซึ่งมีอุณหภูมิสูงเกือบตลอดทั้งปี การพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรม อาคารขนาดใหญ่ Smart City และ AI Data Center จำเป็นต้องมีระบบทำความเย็นที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถทำงานต่อเนื่อง และมีต้นทุนที่แข่งขันได้ในระยะยาว
ล่าสุด GPSC Group ได้เปิดเผยความคืบหน้าของการพัฒนาธุรกิจระบบทำความเย็นผ่าน CoolConnext ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง Getz Energy บริษัทที่ GPSC ถือหุ้นทั้งหมด และ Keppel Limited โดย CoolConnext ร่วมมือกับ AMATA U เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาระบบผลิตและจ่ายความเย็นส่วนกลาง หรือ District Cooling ภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายศึกษาการให้บริการ Cooling-as-a-Service หรือ CaaS สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมและ Data Center ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยนำความเชี่ยวชาญด้าน District Cooling ของ CoolConnext มาผสานกับโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคของ AMATA U
แม้โครงการดังกล่าวยังอยู่ในขั้นศึกษาความเป็นไปได้ แต่ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่าอุตสาหกรรมพลังงานไทยกำลังเริ่มมองระบบทำความเย็นเป็นธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว ไม่ใช่เพียงระบบปรับอากาศที่แต่ละอาคารต้องลงทุนและบริหารจัดการด้วยตนเอง
คำถามที่น่าสนใจคือ หากประเทศไทยสามารถพัฒนา District Cooling ในระดับนิคมอุตสาหกรรมได้แล้ว จะสามารถขยายแนวคิดไปสู่การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานความเย็นจาก LNG Receiving Terminal ที่มาบตาพุด ไปยัง EECiti เมืองอัจฉริยะ สนามบินอู่ตะเภา และ AI Data Center ขนาดใหญ่ได้หรือไม่ และหากทำได้ จะช่วยลดการใช้ไฟฟ้า ลดการใช้น้ำ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของ EEC ได้มากเพียงใด
GPSC–Keppel–AMATA: จุดเริ่มต้นของ Cooling Infrastructure รูปแบบใหม่
District Cooling คือระบบผลิตน้ำเย็นจากศูนย์กลางแล้วส่งผ่านโครงข่ายท่อไปยังอาคารหรือผู้ใช้ความเย็นหลายแห่ง แทนการติดตั้ง Chiller แยกกันในแต่ละอาคาร
ระบบดังกล่าวสามารถออกแบบให้มี Central Chiller Plant, Thermal Energy Storage หรือ TES, ระบบสูบน้ำเย็น และระบบควบคุมการทำงานแบบรวมศูนย์
ข้อได้เปรียบสำคัญคือการรวมความต้องการความเย็นของผู้ใช้หลายรายเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถบริหารภาระความเย็นที่เกิดขึ้นต่างช่วงเวลา และเลือกเดินเครื่อง Chiller ให้เหมาะสมกับความต้องการจริง
สำหรับนิคมอุตสาหกรรม ผู้ใช้บริการอาจประกอบด้วยโรงงานผลิต อาคารสำนักงาน คลังสินค้า ห้องควบคุมกระบวนการผลิต และ Data Center
แทนที่แต่ละโรงงานจะลงทุนสร้าง Chiller Plant ของตนเอง ผู้ให้บริการ District Cooling สามารถลงทุนโครงสร้างพื้นฐานส่วนกลาง แล้วจำหน่ายความเย็นให้ผู้ใช้งานตามปริมาณการใช้จริงหรือสัญญาระยะยาว
รูปแบบธุรกิจดังกล่าวเรียกว่า Cooling-as-a-Service หรือ CaaS
ผู้ใช้บริการไม่จำเป็นต้องรับภาระการลงทุนระบบผลิตความเย็นทั้งหมดตั้งแต่ต้น แต่สามารถซื้อบริการที่มีข้อตกลงด้าน Capacity, Reliability, Temperature และ Energy Performance ได้
อย่างไรก็ตาม District Cooling ไม่ได้ประหยัดพลังงานกว่าระบบ Chiller แยกอาคารเสมอไป เพราะผลประหยัดขึ้นอยู่กับขนาดโครงการ ระยะทางท่อ ความหนาแน่นของผู้ใช้ และประสิทธิภาพของระบบสูบน้ำ
ดังนั้นการศึกษาความเป็นไปได้ของ CoolConnext และ AMATA U จึงควรให้ความสำคัญกับความต้องการความเย็นจริงของผู้ใช้งาน โครงสร้างต้นทุน และความสามารถในการขยายระบบในอนาคต
ทำไม AI Data Center จึงกลายเป็นลูกค้าสำคัญของ District Cooling?
AI Data Center แตกต่างจากอาคารสำนักงานทั่วไป เพราะอุปกรณ์ Server และ GPU สร้างความร้อนอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
หาก AI Data Center มี IT Load 100 MW พลังงานไฟฟ้าส่วนใหญ่ที่อุปกรณ์ IT ใช้จะเปลี่ยนเป็นความร้อนซึ่งต้องถูกนำออกจากระบบอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้นความต้องการระบายความร้อนของ Data Center ขนาด 100 MW IT จึงอาจอยู่ในระดับใกล้เคียง 100 MWₜₕ หรือประมาณ 28,400 RT เฉพาะความร้อนจาก IT Equipment โดยยังต้องพิจารณาภาระความร้อนและการออกแบบระบบประกอบอื่นเพิ่มเติม
หาก Data Center มี IT Load 200 MW ความต้องการระบายความร้อนอาจเพิ่มเป็นประมาณ 200 MWₜₕ หรือ 56,900 RT
นี่คือเหตุผลที่ AI Data Center ขนาดใหญ่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับระบบ Cooling ตั้งแต่เริ่มออกแบบโครงการ
ในอนาคต GPU Rack ที่มี Power Density สูงจะทำให้ระบบ Direct-to-Chip Liquid Cooling มีบทบาทเพิ่มขึ้น และสามารถนำความร้อนจาก GPU ออกมาผ่าน Coolant Distribution Unit หรือ CDU ก่อนส่งต่อไปยังระบบระบายความร้อนส่วนกลาง
District Cooling จึงมีโอกาสทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับรับความร้อนจาก Data Center หลายแห่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของผู้ใช้งานสูง
แต่ต้องพิจารณาอุณหภูมิของน้ำเย็นและระบบแลกเปลี่ยนความร้อนให้เหมาะสม เพราะ Liquid Cooling ของ GPU บางประเภทสามารถใช้วงจรน้ำที่มีอุณหภูมิสูงกว่าระบบ Chilled Water สำหรับอาคารทั่วไปได้
การใช้ District Cooling ร่วมกับ AI Data Center จึงอาจต้องมีระบบน้ำหลายระดับอุณหภูมิ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้พลังงานทำความเย็นต่ำเกินความจำเป็น
จากอมตะซิตี้ ชลบุรี สู่มาบตาพุด: EEC มีโอกาสพัฒนาโครงข่ายความเย็นขนาดใหญ่
สิ่งที่ทำให้พื้นที่ EEC มีความแตกต่างจากเขตอุตสาหกรรมทั่วไปคือการมีโครงสร้างพื้นฐาน LNG Receiving Terminal ขนาดใหญ่ในพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง
LNG ถูกเก็บรักษาที่อุณหภูมิประมาณ −162°C และต้องผ่านกระบวนการ Regasification เพื่อเปลี่ยนสถานะจากของเหลวกลับเป็นก๊าซธรรมชาติ ก่อนส่งเข้าสู่ระบบท่อก๊าซ
ในกระบวนการดังกล่าว LNG ต้องรับความร้อนจากภายนอก โดย LNG Terminal ในประเทศไทยส่วนใหญ่ใช้ระบบ Open Rack Vaporizer หรือ ORV ซึ่งอาศัยน้ำทะเลเป็นแหล่งให้ความร้อน
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ LNG มีศักยภาพพลังงานความเย็นที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ แต่หากไม่มีระบบรับความเย็นไปใช้ พลังงานส่วนนี้ก็จะถูกถ่ายเทออกสู่สิ่งแวดล้อมระหว่างกระบวนการเปลี่ยนสถานะ
จากสมมติฐานทางวิศวกรรม หาก LNG 1 ตันมีศักยภาพความเย็นที่นำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ประมาณ 250 kWhₜₕ ปริมาณ LNG 1 ล้านตันต่อปี หรือ 1 MTPA จะมีศักยภาพความเย็นเฉลี่ยประมาณ 28.5 MWₜₕ หรือ 8,100 RT
หากพิจารณาสถานการณ์สมมติที่ LNG Terminal มีปริมาณ LNG Throughput รวม 20 MTPA จะมีศักยภาพความเย็นเฉลี่ยประมาณ 571 MWₜₕ หรือ 162,000 RT
ตัวเลขดังกล่าวเป็นศักยภาพเชิงทฤษฎีตามสมมติฐาน ไม่ใช่กำลังความเย็นที่สามารถส่งถึงผู้ใช้งานได้ทั้งหมด เพราะต้องหักข้อจำกัดด้านอุณหภูมิ ประสิทธิภาพ Heat Exchanger การเดินเครื่อง LNG Terminal และการสูญเสียของระบบท่อ
อย่างไรก็ตาม ศักยภาพระดับดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า LNG Receiving Terminal อาจเป็นแหล่งพลังงานความเย็นขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนา District Cooling Infrastructure ใน EEC
จากมาบตาพุดสู่ EECiti: โอกาสสร้างโครงข่ายความเย็นระดับเมือง
EECiti หรือโครงการเมืองใหม่อัจฉริยะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก มีแนวคิดพัฒนาเมืองเพื่อรองรับกิจกรรมเศรษฐกิจ เทคโนโลยี นวัตกรรม และธุรกิจสมัยใหม่
หากมีการพัฒนาอาคารสำนักงาน ศูนย์ประชุม โรงแรม โรงพยาบาล ศูนย์วิจัย และ Data Center ในพื้นที่เดียวกัน ความต้องการระบบทำความเย็นจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การออกแบบให้แต่ละอาคารติดตั้ง Chiller ของตนเองอาจทำให้เกิดความซ้ำซ้อนของการลงทุนและการใช้พื้นที่ ขณะที่ District Cooling สามารถรวมความต้องการความเย็นของอาคารหลายประเภทเข้าด้วยกัน
อีกแนวทางหนึ่งที่ควรศึกษา คือการใช้ LNG Cold Energy จากพื้นที่มาบตาพุดเป็นแหล่งความเย็นร่วมกับ Central Cooling Plant ภายใน EECiti
ภายใต้กรณีศึกษาทางวิศวกรรม สามารถกำหนดระยะทางท่อจากมาบตาพุดถึง EECiti ประมาณ 40 กิโลเมตร เพื่อประเมินต้นทุนและความเป็นไปได้เบื้องต้น โดยระยะทางดังกล่าวเป็นสมมติฐาน ไม่ใช่แนวท่อที่ผ่านการสำรวจหรืออนุมัติแล้ว
ระบบอาจประกอบด้วย LNG Cold Recovery Plant, Heat Exchanger, Secondary Chilled Water Loop, Pumping Station และ Thermal Energy Storage
อย่างไรก็ตาม การส่งน้ำเย็นระยะทางหลายสิบกิโลเมตรมีความท้าทายสูง เพราะต้องใช้ท่อขนาดใหญ่ ระบบสูบน้ำที่มีประสิทธิภาพ และการควบคุมการสูญเสียความร้อน
จึงจำเป็นต้องเปรียบเทียบกับทางเลือกอื่น เช่น การสร้าง Central Chiller Plant ใกล้ผู้ใช้งาน หรือการใช้โครงข่าย District Cooling แบบกระจายศูนย์หลายแห่ง
อู่ตะเภา: โอกาสพัฒนา Airport District Cooling ร่วมกับ Smart City
อีกพื้นที่หนึ่งที่มีศักยภาพคือสนามบินอู่ตะเภาและพื้นที่พัฒนาเมืองการบินภาคตะวันออก
สนามบินขนาดใหญ่มีความต้องการ Cooling จากอาคารผู้โดยสาร อาคารสำนักงาน โรงแรม ศูนย์โลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานอื่น
หากมีการพัฒนา AI Data Center หรือ Digital Infrastructure เพิ่มเติม ความต้องการระบายความร้อนก็อาจเพิ่มขึ้นอีกมาก
แนวคิด Airport District Cooling จึงสามารถนำมาศึกษาเพื่อให้บริการความเย็นจากศูนย์กลางแก่ผู้ใช้งานหลายประเภท
ในกรณีศึกษาทางวิศวกรรม อาจพิจารณาทางเลือกการส่งความเย็นจากพื้นที่มาบตาพุดมายังอู่ตะเภา โดยกำหนดระยะทางสมมติประมาณ 20 กิโลเมตรสำหรับการประเมินเบื้องต้น
หากต้องการส่งความเย็น 200 MWₜₕ ผ่านระบบน้ำเย็นที่มีความแตกต่างอุณหภูมิระหว่างท่อจ่ายและท่อกลับ 5°C จะต้องมีอัตราการไหลประมาณ 9.6 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
อัตราการไหลดังกล่าวมีขนาดใหญ่มาก และสะท้อนว่าการพัฒนาระบบส่งความเย็นระยะไกลต้องพิจารณาต้นทุนท่อ Pumping Energy และสิทธิการใช้พื้นที่อย่างจริงจัง
ดังนั้นแม้ LNG Cold Energy จะมีศักยภาพสูง แต่ไม่ได้หมายความว่าการส่งความเย็นระยะไกลจะมีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์เสมอไป
เปรียบเทียบโครงการ District Cooling สำหรับ EECiti และอู่ตะเภา
หากพิจารณากรณีศึกษาระบบ District Cooling จากมาบตาพุดไปยัง EECiti และอู่ตะเภา สามารถกำหนดสมมติฐานเบื้องต้นได้ดังนี้
|
รายการ |
EECiti |
อู่ตะเภา |
|
ระยะทางท่อสมมติ |
40 กม. |
20 กม. |
|
ความเย็นที่ส่งถึงผู้ใช้ |
300 MWₜₕ |
200 MWₜₕ |
|
กำลังความเย็น |
85,300 RT |
56,900 RT |
|
ส่วนต่างอุณหภูมิน้ำเย็น |
5°C |
5°C |
|
อัตราการไหลโดยประมาณ |
14.3 m³/s |
9.6 m³/s |
|
กลุ่มผู้ใช้งานเป้าหมาย |
Smart City, อาคาร, AI Data Center |
สนามบิน, อาคาร, AI Data Center |
ตัวเลขดังกล่าวเป็นกรณีศึกษาเชิงแนวคิดสำหรับเปรียบเทียบขนาดระบบ ไม่ใช่รายละเอียดของโครงการที่ GPSC, CoolConnext หรือ AMATA U ประกาศลงทุน
นอกจากนี้ การคำนวณยังไม่ได้รวมผลกระทบจากความสูญเสียของระบบท่อและการสูบน้ำระยะไกล จึงต้องมีการศึกษา Feasibility Study ก่อนตัดสินใจลงทุน
Cooling-as-a-Service อาจเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ของ EEC
การพัฒนา District Cooling ไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะด้านเทคโนโลยี แต่ยังเปิดโอกาสให้เกิดธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานรูปแบบใหม่
ในอดีต ผู้พัฒนาอาคารหรือ Data Center ต้องลงทุน Chiller Plant, Cooling Tower, Pump และระบบควบคุมด้วยตนเอง
แต่ Cooling-as-a-Service เปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการสาธารณูปโภคเป็นผู้ลงทุนและบริหารระบบ Cooling แล้วทำสัญญาจำหน่ายความเย็นให้ผู้ใช้งานระยะยาว
โมเดลธุรกิจดังกล่าวอาจประกอบด้วยค่าความพร้อมจ่ายความเย็น หรือ Capacity Charge และค่าความเย็นตามปริมาณการใช้งาน หรือ Energy Charge
สำหรับ AI Data Center ที่ต้องการ Reliability สูง สัญญาควรกำหนดอุณหภูมิน้ำเย็น อัตราการไหล ความพร้อมใช้งาน ระบบสำรอง และความรับผิดชอบเมื่อระบบหยุดทำงานอย่างชัดเจน
ที่สำคัญ Data Center ไม่ควรพึ่งพาโครงข่ายความเย็นภายนอกเพียงระบบเดียวโดยไม่มีมาตรการรองรับเหตุขัดข้อง เพราะอาจกระทบต่อความต่อเนื่องของการประมวลผล
ดังนั้น Cooling-as-a-Service สำหรับ AI Data Center จึงต้องพัฒนาไปพร้อมกับมาตรฐานด้าน Reliability และ Business Continuity
ในมุมมองธุรกิจ การที่ GPSC และ Keppel ร่วมพัฒนา CoolConnext สะท้อนโอกาสในการต่อยอดจากธุรกิจผลิตไฟฟ้าไปสู่การให้บริการพลังงานและสาธารณูปโภคแบบครบวงจร
โดย GPSC เคยเปิดเผยเป้าหมายการขยายธุรกิจ Cooling-as-a-Service ผ่าน CoolConnext ให้มีขนาดมากกว่า 100,000 RT ภายในปี 2030 ซึ่งเป็นเป้าหมายทางธุรกิจ ไม่ใช่กำลังผลิตที่ก่อสร้างเสร็จแล้วทั้งหมด
District Cooling จะช่วยลดค่าไฟฟ้าได้มากเพียงใด?
ลองพิจารณาระบบ District Cooling ขนาด 100,000 RT
หากระบบ Chiller แบบเดิมใช้ไฟฟ้าเฉลี่ย 0.75 kW/RT จะมีความต้องการไฟฟ้าประมาณ 75 MW
หากระบบ District Cooling ที่ออกแบบใหม่สามารถลดการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยเหลือ 0.55 kW/RT เมื่อรวมขอบเขตอุปกรณ์ที่เปรียบเทียบอย่างสอดคล้องกัน จะสามารถลดความต้องการไฟฟ้าได้ประมาณ 20 MW
หากสมมติเดินเครื่องเต็มกำลังตลอด 8,760 ชั่วโมงต่อปี จะประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 175.2 GWh ต่อปี
ที่ค่าไฟฟ้า 3.60 บาทต่อหน่วย จะมีมูลค่าการประหยัดประมาณ 631 ล้านบาทต่อปี
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นการคำนวณภายใต้สมมติฐานว่าระบบสามารถรักษาส่วนต่างประสิทธิภาพดังกล่าวได้ตลอดปี โดยไม่ได้รวมต้นทุนลงทุน ค่าบำรุงรักษา และค่าใช้จ่ายทางการเงิน
หากระบบมีการใช้งานจริงต่ำกว่ากำลังติดตั้ง ผลประหยัดก็จะลดลงตาม Load Profile
ในทางกลับกัน หากสามารถนำ LNG Cold Energy กลับมาใช้ร่วมกับระบบ District Cooling ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็อาจลดการใช้ไฟฟ้าของ Mechanical Chiller ได้เพิ่มเติม แต่ต้องหักพลังงานของระบบ Pump และอุปกรณ์ประกอบทั้งหมด
Thermal Energy Storage ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบ
อีกเทคโนโลยีหนึ่งที่ควรพิจารณาร่วมกับ District Cooling คือ Thermal Energy Storage หรือ TES
TES สามารถกักเก็บพลังงานความเย็นไว้ใช้ในช่วงที่ความต้องการสูง ช่วยลด Peak Cooling Demand และเพิ่มความยืดหยุ่นในการเดินเครื่อง Chiller
สำหรับระบบที่เชื่อมต่อกับ LNG Terminal ซึ่งมีปริมาณการไหลของ LNG เปลี่ยนแปลงตามการเดินเครื่อง TES อาจช่วยลดความไม่สอดคล้องระหว่างช่วงเวลาที่มีความเย็นให้ใช้กับช่วงเวลาที่ลูกค้าต้องการความเย็น
ตัวอย่างเช่น หากระบบต้องการสำรองความเย็น 200 MWₜₕ เป็นเวลา 2 ชั่วโมง จะต้องมีความจุ TES ประมาณ 400 MWhₜₕ
หากใช้ถังเก็บน้ำเย็นที่มีส่วนต่างอุณหภูมิ 5°C ปริมาตรน้ำตามทฤษฎีจะอยู่ที่ประมาณ 68,800 ลูกบาศก์เมตร โดยยังไม่รวมข้อจำกัดด้านการแบ่งชั้นอุณหภูมิและปริมาตรใช้งานจริง
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า TES ขนาดใหญ่ต้องใช้พื้นที่และเงินลงทุนมาก จึงควรเปรียบเทียบกับทางเลือกอื่น เช่น Ice Storage, Modular TES หรือระบบ Chiller สำรอง
สำหรับ AI Data Center ระบบ TES อาจช่วยรองรับการเปลี่ยนแปลง Load หรือเหตุขัดข้องระยะสั้น แต่ไม่ควรถูกใช้แทนระบบ Cooling Redundancy ที่จำเป็นต่อความต่อเนื่องในการให้บริการ
EEC ควรพัฒนาโครงข่ายความเย็นแบบใด?
หากพิจารณาพื้นที่มาบตาพุด EECiti อู่ตะเภา และนิคมอุตสาหกรรมในชลบุรี จะเห็นว่าแต่ละพื้นที่มีลักษณะความต้องการความเย็นแตกต่างกัน
มาบตาพุดมีข้อได้เปรียบด้านแหล่ง LNG Cold Energy และโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ขณะที่ EECiti มีโอกาสพัฒนาระบบ District Cooling สำหรับเมืองใหม่และอาคารขนาดใหญ่
อู่ตะเภามีความต้องการ Cooling จากสนามบินและกิจกรรมเมืองการบิน ส่วนอมตะซิตี้ ชลบุรี มีฐานผู้ใช้สาธารณูปโภคภาคอุตสาหกรรมและโอกาสรองรับ Data Center
แนวทางที่เหมาะสมจึงไม่จำเป็นต้องเป็นการสร้างท่อน้ำเย็นเส้นเดียวเชื่อมต่อทุกพื้นที่
แต่ควรศึกษาระบบ District Cooling แบบหลายศูนย์ หรือ Multi-Hub Cooling Infrastructure โดยแต่ละพื้นที่มี Central Cooling Plant ของตนเอง และเชื่อมโยงกับแหล่งพลังงานความเย็นที่เหมาะสม
สำหรับพื้นที่ใกล้ LNG Terminal อาจศึกษาการใช้ LNG Cold Energy โดยตรง
ส่วนพื้นที่ที่อยู่ไกลออกไป อาจใช้ High-Efficiency Chiller, Heat Pump, TES หรือระบบทำความเย็นอื่นที่มีต้นทุนรวมต่ำกว่า
การเชื่อมต่อโครงข่ายความเย็นระยะไกลควรดำเนินการเฉพาะกรณีที่มีปริมาณความต้องการความเย็นเพียงพอ มีสัญญารับซื้อระยะยาว และผลตอบแทนการลงทุนเหมาะสม
จากการศึกษาในอมตะซิตี้ สู่ยุทธศาสตร์ Cooling Infrastructure ของประเทศไทย
การลงนามความร่วมมือระหว่าง CoolConnext และ AMATA U เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 เป็นก้าวสำคัญในการศึกษาระบบ District Cooling สำหรับนิคมอุตสาหกรรม โดยมีการพิจารณาใช้ประโยชน์จากอ่างเก็บน้ำเดิมควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานความเย็น เพื่อรองรับโรงงานและ Data Center ในอนาคต <Cite refs={[“turn930467search0”,“turn930467search4”]}/>
แต่โอกาสที่ใหญ่กว่านั้นคือการนำแนวคิด District Cooling ไปศึกษาร่วมกับโครงสร้างพื้นฐาน LNG และการพัฒนาเมืองใหม่ใน EEC
หากประเทศไทยสามารถวางแผนระบบไฟฟ้าและระบบความเย็นร่วมกันตั้งแต่ต้น ก็อาจช่วยลดการลงทุนซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน และสร้างโอกาสให้เกิดธุรกิจ Cooling-as-a-Service ขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตาม การลงทุนต้องเริ่มจากข้อมูลจริง ได้แก่ LNG Throughput รายชั่วโมง ความต้องการความเย็นของลูกค้า อุณหภูมิที่ต้องการ แนวท่อ ต้นทุนงานโยธา ระบบสูบน้ำ และเงื่อนไขการรับซื้อความเย็น
จากนั้นจึงประเมิน CAPEX, OPEX, Net Present Value หรือ NPV, Internal Rate of Return หรือ IRR และความเสี่ยงของโครงการ เพื่อคัดเลือกทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด
เพราะแม้ LNG Cold Energy จะมีต้นทุนพลังงานความเย็นที่น่าสนใจ แต่การลงทุนท่อระยะไกลอาจทำให้ต้นทุนรวมสูงกว่าการผลิตน้ำเย็นใกล้ผู้ใช้งานได้
บทสรุป: อนาคต EEC ไม่ได้ต้องการเพียงโรงไฟฟ้า แต่ต้องการโครงสร้างพื้นฐานความเย็น
การพัฒนา AI Data Center และ Smart City กำลังทำให้ความเย็นกลายเป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่มีความสำคัญมากขึ้น
การที่ GPSC, Keppel และ AMATA U เริ่มศึกษาระบบ District Cooling ในอมตะซิตี้ ชลบุรี สะท้อนว่าอุตสาหกรรมพลังงานกำลังขยายบทบาทจากการจำหน่ายไฟฟ้าไปสู่การให้บริการพลังงานและความเย็นแบบครบวงจร
สำหรับ EEC โอกาสสำคัญไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการติดตั้ง Chiller ประสิทธิภาพสูง แต่รวมถึงการศึกษาการใช้ LNG Cold Energy จากมาบตาพุดร่วมกับ District Cooling, Thermal Energy Storage และโครงข่ายความเย็นสำหรับ EECiti สนามบินอู่ตะเภา และ AI Data Center
อย่างไรก็ตาม โครงการส่งความเย็นจากมาบตาพุดไปยังพื้นที่ดังกล่าวยังเป็นแนวคิดที่ต้องศึกษาความเป็นไปได้ ไม่ใช่โครงการที่ได้รับอนุมัติหรืออยู่ระหว่างก่อสร้างจากความร่วมมือ CoolConnext–AMATA U
หากประเทศไทยสามารถพัฒนาระบบ Cooling Infrastructure ที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ โดยมีความมั่นคงในการให้บริการ ต้นทุนแข่งขันได้ และใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
เพราะการแข่งขันเพื่อเป็นศูนย์กลาง AI Data Center ของอาเซียนในอนาคต ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครมีไฟฟ้ามากที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าใครสามารถจัดหาความเย็นที่มีประสิทธิภาพ มั่นคง และต้นทุนเหมาะสมที่สุดด้วย
และนี่อาจเป็นโอกาสสำคัญในการเปลี่ยน LNG Cold Energy ที่เคยถูกปล่อยทิ้งระหว่างกระบวนการ Regasification ให้กลายเป็นทรัพยากรพลังงานที่สร้างมูลค่าเพิ่มแก่ EEC และเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
แหล่งข้อมูลประกอบ: ข่าวความร่วมมือ CoolConnext–AMATA U วันที่ 16–20 ตุลาคม 2569 ข้อมูลบริษัท CoolConnext และเอกสารแผนธุรกิจ Cooling-as-a-Service ของ GPSC







