thansettakij
thansettakij
PDP 2026 ใครได้ประโยชน์...ประชาชนหรือหุ้นโรงไฟฟ้า?

PDP 2026 ใครได้ประโยชน์...ประชาชนหรือหุ้นโรงไฟฟ้า?

27 ส.ค. 69 | 23:00 น.

PDP 2026 ใครได้ประโยชน์...ประชาชนหรือหุ้นโรงไฟฟ้า? : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

  • แผน PDP 2026 มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้า โดยเฉพาะพลังงานสะอาด เพื่อรองรับความต้องการที่สูงขึ้นจากการลงทุนของกลุ่ม AI และ Data Center
  • กลุ่มหุ้นโรงไฟฟ้า เช่น GULF, GPSC และ BGRIM ถูกมองว่าเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงและชัดเจนที่สุด จากนโยบายนี้ เนื่องจากมีโอกาสขายไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้น
  • สำหรับประชาชนทั่วไปยังคงมีความไม่แน่นอนว่า ค่าไฟฟ้าจะถูกลงหรือไม่ และมีความกังวลว่า อาจต้องแบกรับต้นทุนการลงทุนที่สูงขึ้นผ่านบิลค่าไฟในอนาคต

*** ช่วงนี้กลุ่มหุ้นในธีมพลังงานสะอาด กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือ PDP 2026 รวมถึงนโยบาย Direct PPA ถูกวางให้เป็นกลไกสำคัญในการรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น จากการเข้ามาลงทุนของกลุ่ม AI และ Data Center โดยมีเป้าหมายระยะยาวในการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าให้แตะ 10,000 MW ภายในปี 2573 ขณะที่มาตรการ Quick Win เตรียมรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศอีกประมาณ 2,000–3,000 MW 

ฟังเผินๆ ก็ต้องถือว่าเป็นข่าวดี เพราะประเทศไทยกำลังจะมีทั้งไฟฟ้าเพิ่ม มีพลังงานสะอาดเพิ่ม และมีโอกาสดึงบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามาลงทุนมากขึ้น แต่สำหรับเจ๊เมาธ์ สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลข 10,000 MW ก็คือประชาชนจะได้อะไร และได้มากแค่ไหน? 

ภาพที่เห็นชัดมากในตอนนี้คือ โรงไฟฟ้ากำลังจะมีโอกาสใหม่ๆ ขณะที่ประชาชนยังต้องรอดูว่า จะได้ค่าไฟถูกลงหรือไม่ หรือถ้าจะพูดกันตรงๆ ก็คือ หากนโยบายนี้สำเร็จตามเป้าหมาย โรงไฟฟ้าก็มีโอกาสขายไฟเพิ่ม Data Center ก็มีไฟใช้ ประเทศไทยก็มีการลงทุนเพิ่ม ส่วนประชาชน...ก็ยังคงต้องต่อสายออกจากมิเตอร์ไฟฟ้าเหมือนเดิม
คำถามจึงอยู่ที่ว่า... ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจะเพิ่มประโยชน์ให้ประชาชน หรือเพิ่มค่า Ft ในบิลค่าไฟที่ต้องจ่าย?  

แน่นอนว่า การมี Data Center เพิ่มขึ้นอาจหมายถึงเงินลงทุนจำนวนมหาศาลที่ไหลเข้าประเทศจริง แต่ไม่ได้หมายความว่า เงินทั้งหมดจะไหลเข้ากระเป๋าประชาชน เหมือนฝนตกลงมาทั่วประเทศ ขณะที่โรงไฟฟ้าที่มีศักยภาพ มีโครงการพร้อม และมีฐานลูกค้ารายใหญ่ กลับสามารถรับประโยชน์จากกระแสนี้ได้โดยตรงมากกว่า 

เรียกง่ายๆ ว่า ฝนตกทั้งประเทศ... แต่คนที่มีหลังคารับน้ำได้ดีที่สุดก็ย่อมเก็บน้ำได้มากที่สุด อาจไม่ใช่ประชาชนก็เป็นได้! 

เมื่อหันกลับมาดูตลาดหุ้น ก็เห็นภาพค่อนข้างชัดว่า “ใครกำลังยืนอยู่ใต้หลังคานั้น” 

เริ่มจาก GULF ที่หลายโบรกเกอร์มองว่า เป็นหุ้นเด่นที่สุดของกลุ่ม บล.กสิกรไทย ยกให้เป็น Top Pick เพราะมีทั้งธุรกิจโรงไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงธุรกิจเทคโนโลยีและดิจิทัล ทำให้สามารถรับโอกาสจาก Direct PPA และ การเติบโตของ Data Center ได้หลายทาง 

ขณะที่ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ก็มองว่า การเติบโตของ Data Center จะเป็นปัจจัยสนับสนุนระยะยาวของบริษัท พูดแบบไม่ต้องอ้อมค้อม GULF ไม่ได้รอให้ Data Center มาหาอย่างเดียว แต่มีธุรกิจที่สามารถเข้าไปเกาะกับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลได้หลายจุด จึงไม่น่าแปลกใจที่ตลาดจะมองว่า เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่พร้อมรับประโยชน์มากที่สุด 

ทางฝั่งของ GPSC ก็มีจุดเด่นด้านพลังงานสะอาดและฐานลูกค้าอุตสาหกรรม โดย บล.เคจีไอ และ บล.หยวนต้า ให้น้ำหนักเชิงบวกจากความชัดเจนของ PDP2026 และ Direct PPA รวมถึงโครงการพลังงานหมุนเวียนทั้งในประเทศและต่างประเทศ 

ส่วน BGRIM มีเรื่องของการฟื้นตัวของกำไรเข้ามาเสริม บล.เคจีไอ มองว่า Forward P/E ที่ลดลงทำให้ Valuation น่าสนใจ ขณะที่ บล.กสิกรไทย มองว่า การเติบโตของ Data Center จะช่วยเพิ่มความต้องการใช้ไฟฟ้าจากลูกค้าอุตสาหกรรม และ หากดอกเบี้ยลดลง ก็จะช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงินของบริษัทได้อีกทาง 

สุดท้ายแล้ว เจ๊เมาธ์มองว่า PDP 2026 อาจเป็นเรื่องดีสำหรับประเทศไทย และอาจเป็นเรื่องดียิ่งกว่าสำหรับหุ้นโรงไฟฟ้าบางตัว โดยเฉพาะ GULF, GPSC และ BGRIM แต่จะเป็นเรื่องดีสำหรับประชาชนมากน้อยแค่ไหน ยังต้องพิสูจน์กันด้วย “ตัวเลขในบิลค่าไฟ” ไม่ใช่แค่ตัวเลขกำลังผลิตในแผน 

ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่า คนที่มีไฟฟ้าให้ขายมีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากโลก AI แต่คำถามคือ ประชาชนจะได้อะไร “ค่าไฟจะถูกลงหรือไม่... หรือถูกลงเท่าไร” ตรงนี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน

แน่นอนว่า เมื่อลงทุนในระบบไฟฟ้า สิ่งที่จะได้รับคือ ความมั่นคงทางพลังงานมากขึ้น แต่กลับไม่อาจคาดหวังไปถึงเรื่องการสร้างงาน เพราะการมี Data Center เกิดขึ้นในประเทศ ไม่ได้ทำให้การสัดส่วนการจ้างงานในประเทศเพิ่มขึ้น ตามปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่สูงขึ้นแต่อย่างใด  

นอกไปจากเรื่องการจ้างงานที่มีไม่มาก การถ่ายทอดเทคโนโลยีก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษ ก็อย่าได้ลืมว่าการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้า การสร้างโรงไฟฟ้า การขยายระบบส่ง เพื่อรองรับ Data Center ล้วนต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และเงินลงทุนไม่ใช่เงินที่เกิดขึ้นเอง ท้ายที่สุดต้นทุนของระบบไฟฟ้าก็ต้องมีคนรับผิดชอบ 

ดังนั้น การมีไฟฟ้าขายให้ Data Center เพิ่มขึ้น จึงไม่ได้แปลว่าค่าไฟบ้านจะลดลงตามไปด้วย เพราะสุดท้ายแล้ว “มีไฟให้ขาย” กับ “ประชาชนจ่ายค่าไฟไหว” เป็นคนละเรื่องกัน เพราะหากอนาคตประเทศไทยมีไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็นหมื่นเมกะวัตต์ หุ้นโรงไฟฟ้าขึ้นกันถ้วนหน้า 

แต่ถ้าประชาชนยังบ่นว่า “ทำไมค่าไฟแพงขึ้น” นั่นก็หมายความว่า สิ่งที่มีมากขึ้นไม่ใช่สิ่งที่เป็นประโยชน์สักเท่าไหร่  

และหากยังคงไม่มีความชัดเจน...ใครจะไปรู้ว่าในอนาคตเจ๊เมาธ์และประชาชนทั่วไป ก็คงต้องเดินไปถามรัฐบาลว่า นี่เรากำลังสร้างพลังงานสะอาดเพื่ออนาคตของคนทั้งประเทศ หรือ กำลังสร้างอนาคตที่สะอาดสำหรับคนไม่กี่กลุ่มกันแน่ เรื่องมันก็มีอยู่เท่านี้นั่นเองเจ้าค่ะ

คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์