thansettakij
thansettakij
BitKub การโกหกสีขาว...ที่ไม่ได้มีแค่สีขาว!

BitKub การโกหกสีขาว...ที่ไม่ได้มีแค่สีขาว!

27 ก.ค. 69 | 23:00 น.

BitKub การโกหกสีขาว...ที่ไม่ได้มีแค่สีขาว! : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

  • ก.ล.ต. กล่าวโทษ Bitkub และอดีตกรรมการ กรณีปกปิดข้อมูลการถูกโจมตีทางไซเบอร์ โดยอ้างว่าเป็น "การโกหกสีขาว" เพื่อป้องกันภาวะแห่ถอนสินทรัพย์
  • การกระทำดังกล่าวเป็นการทำลายหลักความเชื่อมั่นและความโปร่งใส ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจการเงินที่นักลงทุนควรได้รับข้อมูลเพื่อตัดสินใจเอง 
  • ตั้งคำถามถึงบทบาทของ "ท็อป จิรายุส" ในฐานะภาพลักษณ์หลักขององค์กร ที่ขาดการสื่อสารในภาวะวิกฤตศรัทธา แม้จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทางกฎหมายโดยตรง

กรณีการกล่าวโทษของสำนักงาน ก.ล.ต. ต่อ บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (Bitkub) พร้อมอดีตกรรมการ กำลังกลายเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของวงการสินทรัพย์ดิจิทัลไทย แต่สำหรับเจ๊เมาธ์ เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงคดีเกี่ยวกับการแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือเหตุการณ์ถูกโจมตีทางไซเบอร์ เมื่อปี 2564 ที่ทำให้สินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าสูญหายไปราว 1,700 ล้านบาท หากแต่เป็นบททดสอบครั้งใหญ่ว่า "White Lie" หรือ "การโกหกสีขาว" มีที่ยืนในธุรกิจการเงินจริงหรือ? 

ประเด็นที่ทำให้สังคมหันกลับมาตั้งคำถามอย่างหนัก ไม่ใช่แค่เรื่องการถูกแฮ็ก แต่เป็นคำอธิบายของ นายสกลกรย์ สระกวี อดีตกรรมการและผู้ร่วมก่อตั้ง ที่ออกมายอมรับว่า การตัดสินใจปกปิดข้อมูล “เป็นการตัดสินใจของตนเองแต่เพียงผู้เดียว” โดยให้เหตุผลว่า หากเปิดเผยความจริงในเวลานั้น อาจเกิดภาวะ Bank Run หรือ การแห่ถอนสินทรัพย์ จนสร้างความเสียหายต่อผู้ใช้งานหลายแสนราย รวมถึงอาจทำให้อุตสาหกรรมคริปโตไทยทั้งระบบได้รับผลกระทบกระทั่งล้มครืน 

 

ฟังเผิน ๆ ก็เหมือนภาพยนตร์ที่พระเอกยอมแบกรับบาปไว้คนเดียวเพื่อช่วยทุกคนให้รอด แต่ชีวิตจริงโดยเฉพาะในโลกของการเงินมันไม่ใช่หนัง และผู้ลงทุนก็ไม่ได้ต้องการ “ฮีโร่”  

สิ่งที่ผู้ลงทุนต้องการที่สุดมีเพียงสิ่งเดียวคือ "ความจริง" 

แน่นอน...เจ๊เมาธ์รู้ว่า หากในวันนั้นเกิดภาวะ Bank Run ขึ้นจริง ผลกระทบอาจรุนแรงกว่าที่หลายคนคาดคิด แต่คำถามคือ ใครมีสิทธิ์เป็นคนตัดสินใจแทนนักลงทุน ว่า อะไรควรรู้ หรือ อะไรไม่ควรรู้ และใครมีสิทธิ์เลือกแทนเจ้าของเงิน ว่า ควรปิดบังข้อมูลไว้ก่อน เพื่อให้ทุกคนยังคงเชื่อมั่นในบริษัทต่อไป... 

อย่าลืมว่าธุรกิจการเงิน ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ หรือ ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ล้วนดำรงอยู่ได้ด้วย "ความซื่อสัตย์และความเชื่อมั่น" และความเชื่อมั่นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้ลงทุนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และทันเวลา เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจด้วยตนเอง ไม่ใช่ปล่อยให้องค์กรมาคิดหรือตัดสินใจแทน 

ยิ่งไปกว่านั้น...หากการปกปิดข้อมูลสามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลว่า "ทำไปเพื่อป้องกันความเสียหาย" อาจทำให้ในวันข้างหน้าก็อาจกลายเป็น “ความชอบธรรม” ที่ทำให้มีคนใช้เหตุผลเดียวกันนี้ปกปิดปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสภาพคล่อง ปัญหาการลงทุน หรือ ปัญหาความเสี่ยงรูปแบบอื่น  

เพราะทุกครั้งที่องค์กรทำผิด ย่อมมีเหตุผลที่ฟังดูดีมากล่าวอ้างเสมอ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล จึงไม่ได้เปิดช่องให้ใครเลือกเปิดเผยความจริงเฉพาะวันที่ตัวเองพร้อม 

ส่วนอีกคนที่เจ๊เมาธ์เชื่อว่า คงหลีกเลี่ยงคำถามจากสังคมไม่ได้ก็คือ “ท็อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา” เพราะถึงแม้จะมีคำอธิบายในทางกฎหมายว่าเขาไม่ได้ดำรงตำแหน่งบริหารใน Bitkub Exchange โดยตรง จึงไม่มีชื่ออยู่ในกลุ่มผู้ถูกกล่าวโทษครั้งนี้ แต่ในทางความรู้สึกของนักลงทุน ภาพจำของ Bitkub ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ก็คือ ภาพของท็อปมาโดยตลอด 

อย่าลืมว่า Bitkub เกิดขึ้นและเติบโตมาได้ ก็เพราะชื่อของ “ท็อป” เวลาเชิญชวนคนมาลงทุนก็ใช้ภาพของท็อป, เวลาพูดถึงอนาคตของสินทรัพย์ดิจิทัลก็ใช้ภาพของท็อป, เวลาออกสื่อ สัมภาษณ์ หรือสร้างความเชื่อมั่นก็ใช้ภาพของท็อป 

แต่เมื่อเกิดวิกฤตศรัทธาครั้งใหญ่ คนที่เป็นภาพจำหลักขององค์กรกลับแทบไม่มีบทบาทในการสื่อสารต่อสาธารณะ ย่อมเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่หลายคนจะตั้งคำถามว่า ภาวะผู้นำอยู่ตรงไหน? เพราะความเป็นผู้นำไม่ได้พิสูจน์กันในวันที่ธุรกิจเติบโต ...แต่วัดกันในวันที่องค์กรกำลังเผชิญวิกฤต! 

สำหรับเจ๊เมาธ์ คำว่า White Lie อาจใช้ได้กับเรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน แต่ไม่มีวันใช้ได้กับธุรกิจการเงิน เพราะการโกหกที่เกี่ยวข้องกับเงินออมของประชาชน ไม่ว่าจะตั้งใจดีเพียงใด สุดท้ายก็ยังคงเป็นการปิดบังข้อเท็จจริงอยู่ดี 

White Lie อาจช่วยซื้อเวลา ช่วยประคองสถานการณ์ หรือช่วยหลีกเลี่ยงวิกฤตเฉพาะหน้าได้ แต่มันไม่มีวันซื้อ "ความเชื่อมั่น" กลับคืนมาได้ เพราะเมื่อความเชื่อมั่นพังลง ต่อให้ชดใช้ความเสียหายได้ครบทุกบาททุกสตางค์ ก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้ลงทุนจะกลับมาเชื่อใจเหมือนเดิม 

สุดท้าย เจ๊เมาธ์เชื่อว่า คดีนี้จะจบลงอย่างไรต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศาล และทุกฝ่ายย่อมมีสิทธิ์ได้รับความเป็นธรรมตามกระบวนการทางกฎหมาย แต่ไม่ว่าคำพิพากษาจะออกมาในรูปแบบใดก็ตาม... เรื่องนี้จะเป็นบทเรียนที่วงการการเงินต้องจดจำไปอีกนาน 

จำไว้ว่า "เจตนาดี" ไม่เคยอยู่เหนือ "ความถูกต้อง" และ "ความโปร่งใส" ก็ไม่ใช่สิ่งที่องค์กรการเงินจะเลือกมีเฉพาะในวันที่ตัวเองได้ประโยชน์ หากแต่เป็นมาตรฐานขั้นต่ำสุด ที่ผู้ลงทุนทุกคนมีสิทธิ์ได้รับ ตั้งแต่วันแรกที่พวกเขาฝากความไว้วางใจไว้กับองค์กรนั่นเองเจ้าค่ะ

คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์