thansettakij
thansettakij
เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็ก : การลงทุนเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศไทย

เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็ก : การลงทุนเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศไทย

เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็ก : การลงทุนเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศไทย : คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย... รศ.ดร.กรรณิการ์ ดำรงค์พลาสิทธิ์ คณะเศรษฐศาสตร์ และ ศูนย์เศรษฐศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4234

KEY

POINTS

  • โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็ก เป็นนโยบายช่วยเหลือครอบครัวรายได้น้อย (ปัจจุบัน 600 บาท/เดือน สำหรับเด็กแรกเกิดถึง 6 ปี) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ
  • ผลการวิจัยชี้ว่า เงินอุดหนุนส่งผลดีต่อพัฒนาการโดยรวมของเด็ก ทำให้เด็กในครัวเรือนที่ได้รับเงินมีโอกาสพัฒนาการสมวัยสูงขึ้น
  • อย่างไรก็ตาม พบข้อค้นพบว่า ครัวเรือนที่ได้รับเงินอุดหนุนมีหนังสือสำหรับเด็กน้อยลง และเด็กมีแนวโน้มเข้าถึงและใช้เวลาอยู่กับหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นานขึ้น
  • บทความเสนอแนะว่า เงินอุดหนุนอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ และภาครัฐควรมีมาตรการเสริม เช่น การส่งเสริมการอ่าน และการให้ความรู้ผู้ปกครองเรื่องการใช้สื่อดิจิทัลอย่างเหมาะสม

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาประเทศต่างๆ ทั่วโลก ให้ความสำคัญกับการลงทุนในเด็กปฐมวัยมากขึ้น เนื่องจากงานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า ช่วงอายุแรกเกิดถึง 5 ปี เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของการพัฒนา ทั้ง ด้านร่างกาย สติปัญญา ภาษา อารมณ์ และ ทักษะทางสังคม การลงทุนในเด็กช่วงวัยนี้ ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคม สูงกว่าการลงทุนในช่วงวัยอื่น 

เพราะเด็กที่มีพัฒนาการสมวัยมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จด้านการศึกษา มีสุขภาพที่ดี มีรายได้สูงขึ้น เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน และสามารถเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต 

ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงนำมาตรการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็ก (Child Support Grant: CSG) มาใช้เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว และสร้างโอกาสให้เด็กทุกคนได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ 

ประเทศไทยเริ่มดำเนินโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2558 โดยมีลักษณะเป็นการให้เงินอุดหนุนแบบไม่มีเงื่อนไข กล่าวคือ ครัวเรือนที่มีสิทธิได้รับเงินอุดหนุน  ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข เช่น การพาบุตรไปตรวจสุขภาพ หรือ การเข้าเรียน เหมือนที่หลายประเทศกำหนดไว้ในโครงการลักษณะเดียวกัน 

จุดมุ่งหมายสำคัญของโครงการ คือ การช่วยเหลือครอบครัวที่มีฐานะยากจนและเปราะบาง ให้สามารถดูแลเด็กเล็กได้อย่างเหมาะสม ลดความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส และส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศในระยะยาว 

ในระยะแรกของโครงการรัฐบาลให้เงินอุดหนุนเดือนละ 400 บาท แก่เด็กแรกเกิดถึงอายุ 1 ปี โดยกำหนดให้ครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 36,000 บาทต่อคนต่อปี เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินอุดหนุน 

ในระยะที่ 2 ซึ่งเริ่มต้นช่วงเดือนมีนาคม ปี พ.ศ. 2559 ได้มีการปรับเพิ่มเงินอุดหนุนเป็น 600 บาทต่อเดือน พร้อมทั้งขยายอายุของเด็กที่ได้รับสิทธิเป็นตั้งแต่แรกเกิดถึง 3 ปี 

และในระยะที่ 3 ซึ่งคือ ระยะปัจจุบัน รัฐบาลได้ขยายโครงการอีกครั้งให้ครอบคลุมเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 6 ปี พร้อมทั้งปรับเกณฑ์รายได้ของครัวเรือนเป็นไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม ปี พ.ศ. 2562  เป็นต้นมา ส่งผลให้จำนวนเด็กที่ได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นอย่างมาก จนครอบคลุมเด็กประมาณ 1.8 ล้านคนทั่วประเทศในปี พ.ศ. 2567 

นโยบายนี้จึงถือเป็นหนึ่งในมาตรการคุ้มครองทางสังคมที่สำคัญของประเทศไทย ในการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้แก่เด็กตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของชีวิต

จากงานวิจัยในอดีตพบว่า การให้เงินอุดหนุนแบบไม่มีเงื่อนไข สามารถส่งผลต่อพัฒนาการและคุณภาพชีวิตของเด็กในหลายประเทศ แต่ผลลัพธ์ที่พบแตกต่างกันไปตามบริบทของแต่ละประเทศ 

ตัวอย่างเช่น งานวิจัยจากประเทศเอกวาดอร์ พบว่า การให้เงินอุดหนุนแบบไม่มีเงื่อนไข ช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย สติปัญญา และพัฒนาการทางสังคมของเด็กได้ 

ขณะที่งานวิจัยจากประเทศแอฟริกาใต้พบว่า โครงการดังกล่าวช่วยลดภาวะเตี้ยแคระแกร็นในเด็ก ส่วนการศึกษาในบางประเทศรายได้สูง เช่น สหรัฐอเมริกา กลับพบผลต่อพัฒนาการของเด็กค่อนข้างจำกัด 

สำหรับประเทศไทย องค์การยูนิเซฟได้เคยประเมินผลโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กในช่วงระยะที่ 1 และ 2 ของการดำเนินนโยบาย โดยใช้ข้อมูลโครงการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย (Multiple Indicator Cluster Survey: MICS) ปี พ.ศ. 2559-2560 จากทั้งหมด 9 จังหวัด และพบว่า โครงการช่วยทำให้ภาวะโภชนาการของเด็กดีขึ้น 

อย่างไรก็ตาม การศึกษาดังกล่าวประเมินผลในช่วงที่โครงการยังครอบคลุมเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีเท่านั้น จึงยังมีคำถามสำคัญว่า หลังจากรัฐบาลขยายโครงการให้ครอบคลุมเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปีทั่วประเทศแล้ว การให้เงินอุดหนุนแบบไม่มีเงื่อนไขของประเทศไทย ยังคงส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กในมิติอื่นๆ หรือไม่ 

ในวันนี้ผู้เขียนอยากจะมาเล่าให้ฟังถึงงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ที่ผู้เขียนและผู้ร่วมวิจัยมีโอกาสศึกษาผลของเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็ก ต่อพัฒนาการของเด็กไทย  

งานวิจัยชิ้นนี้ใช้ข้อมูลจากโครงการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย (Multiple Indicator Cluster Survey: MICS) ปี พ.ศ. 2562 และ 2565 ซึ่งจัดเก็บโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ร่วมกับองค์การยูนิเซฟ ข้อมูลดังกล่าวครอบคลุมเด็กมากกว่า 11,000 คน จากทุกภูมิภาคของประเทศไทย และนับเป็นข้อมูลที่สามารถสะท้อนภาพรวมของประเทศได้เป็นอย่างดี 

งานวิจัยศึกษาผลของการได้รับเงินอุดหนุนต่อพัฒนาการโดยรวมของเด็ก รวมทั้งจำนวนหนังสือสำหรับเด็กในครัวเรือน การเล่นของเล่นแบบต่างๆของเด็ก การใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของเด็ก รวมไปถึงระยะเวลาที่เด็กใช้หน้าจอในแต่ละวัน

เราใช้แบบจำลองทางสถิติ เพื่อทำการจับคู่เด็กจากครัวเรือน ที่มีลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคมที่ใกล้เคียงกัน ระหว่างเด็กที่ได้รับและไม่ได้รับเงินอุดหนุน วิธีการดังกล่าวช่วยลดความแตกต่างของปัจจัยพื้นฐานระหว่างเด็กสองกลุ่ม ทำให้สามารถประเมินบทบาทของเงินอุดหนุนต่อผลลัพธ์ของเด็กได้อย่างน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

ผลการศึกษาพบว่า โดยภาพรวมแล้วเด็กที่อยู่ในครัวเรือนที่ได้รับเงินอุดหนุน มีโอกาสที่จะมีพัฒนาการสมวัยสูงกว่าเด็กที่ไม่ได้รับเงินอุดหนุน สอดคล้องกับหลักฐานจากต่างประเทศและผลการศึกษาขององค์การยูนิเซฟในประเทศไทยที่สะท้อนให้เห็นว่า โครงการนี้มีส่วนช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัย 

                    เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็ก : การลงทุนเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยยังพบข้อค้นพบที่น่าสนใจหลายประการ กล่าวคือ ครัวเรือนที่ได้รับเงินอุดหนุนกลับมีหนังสือสำหรับเด็กน้อยกว่าครัวเรือนที่ไม่ได้รับเงินอุดหนุน แต่เด็กมีแนวโน้มเล่นของเล่นที่ประดิษฐ์ขึ้นเองมากกว่า 

นอกจากนี้ เด็กในครัวเรือนที่ได้รับเงินอุดหนุนยังมีโอกาสเข้าถึงโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต หรือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น และใช้เวลาอยู่กับหน้าจอในแต่ละวันนานขึ้น                           

ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การให้เงินอุดหนุนเพียงอย่างเดียว อาจยังไม่เพียงพอ ที่จะทำให้ครัวเรือนลงทุนในทุกด้านที่เอื้อต่อการพัฒนาเด็ก เนื่องจากแต่ละครัวเรือนมีข้อจำกัดและลำดับความสำคัญในการใช้จ่ายที่แตกต่างกัน 

บทความนี้สะท้อนให้เห็นว่า เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กเป็นนโยบายที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัย และสร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้แก่เด็กไทย แม้ว่าจำนวนเงินอุดหนุนจะไม่สูงมากนัก แต่ก็สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อพัฒนาการของเด็กได้ 

อย่างไรก็ตาม หากต้องการให้เด็กได้รับประโยชน์จากนโยบายดังกล่าวอย่างเต็มศักยภาพ ภาครัฐอาจต้องดำเนินมาตรการเสริมควบคู่กัน เช่น การรณรงค์ส่งเสริมการอ่านในครอบครัว การเพิ่มการเข้าถึงหนังสือและสื่อการเรียนรู้สำหรับเด็ก และการให้ความรู้แก่ผู้ปกครองเกี่ยวกับการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์อย่างเหมาะสมตามวัย 

กล่าวโดยสรุป เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็ก ไม่ใช่เพียงมาตรการช่วยเหลือด้านรายได้แก่ครัวเรือนเท่านั้น แต่ยังเป็นการลงทุนระยะยาวในการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพของประชากรและศักยภาพในการพัฒนาประเทศในอนาคต

คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย... รศ.ดร.กรรณิการ์ ดำรงค์พลาสิทธิ์ คณะเศรษฐศาสตร์ และ ศูนย์เศรษฐศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,234 วันที่ 10 - 12 กันยายน พ.ศ. 2569