
ความนิยมลูกชาย-อคติต่อลูกสาว และผลกระทบต่อสังคม
ความนิยมลูกชาย-อคติต่อลูกสาว และผลกระทบต่อสังคม : คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯทัศนะ โดย...ผศ.ดร.สวรัย บุณยมานนท์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4110
การทำแท้ง การฆ่า และการทอดทิ้งเด็กผู้หญิง (female foeticide and infanticide) เพียงเพราะพวกเธอเป็นเพศหญิง เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 โดยปัจจัยสำคัญหลายประการ หนึ่งในนั้นคือ ค่านิยมที่ให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว ซึ่งฝังรากลึกมายาวนาน โดยเฉพาะในสังคมเอเชีย เนื่องจากลูกชายถูกมองว่า เป็นผู้สืบทอดสกุล มีสิทธิ์รับมรดก และเป็นหลักประกันในการดูแลพ่อแม่เมื่อยามชรา ขณะที่ลูกสาว เมื่อแต่งงานออกไป นอกจากอาจต้องจ่ายค่าสินสอดแล้ว ก็กลายเป็นสมาชิกของครอบครัวสามี
ในอดีต เพื่อเพิ่มโอกาสในการมีลูกชาย ครอบครัวจำนวนมากจึงนิยมมีลูกหลายคน แต่ในสังคมสมัยใหม่ที่ครอบครัวต้องการมีลูกน้อยลง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ ความสมัครใจ หรือ นโยบายของภาครัฐ ความต้องการเลือกเพศของทารกจึงทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ประกอบกับการเข้าถึงเทคโนโลยีอัลตราซาวนด์ราคาถูก ที่สามารถทำให้รู้เพศของทารกในครรภ์ได้อย่างรวดเร็ว เหล่านี้นับเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้ครอบครัวตัดสินใจทำแท้งทารกเพศหญิงตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์
อัตราส่วนเพศที่บิดเบี้ยวจากธรรมชาติ
ปรากฏการณ์นี้ สะท้อนผ่านอัตราส่วนเพศเมื่อแรกเกิด (sex ratio at birth) ซึ่งตามธรรมชาติ ทารกเพศชายจะมีจำนวนมากกว่าทารกเพศหญิงเล็กน้อย ในอัตรา 105-106 ต่อ 100 เพื่อชดเชยกับอัตราการเสียชีวิตของเด็กผู้ชาย ที่มีความเปราะบางต่อโรคภัยมากกว่าเด็กผู้หญิง แต่ในบางประเทศ กลับพบอัตราส่วนของทารกเพศชายและทารกเพศหญิงสูงผิดปกติ
กรณีศึกษาที่เด่นชัดคือ ประเทศจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราส่วนเพศระหว่างทารกเพศชาย และทารกเพศหญิงบิดเบี้ยวไปจากธรรมชาติมากที่สุด โดยเพิ่มขึ้นจาก 107.1 ต่อ 100 ในปี 1980 (1 ปี หลังจากรัฐบาลจีนเริ่มดำเนินนโยบายลูกคนเดียว) เป็น 111.8 และ 117.2 ต่อ 100 ในปี 1990 และปี 2000 ตามลำดับ
ส่วนประเทศอินเดียนั้น แม้ว่าสถานการณ์จะไม่รุนแรงเท่ากับประเทศจีน แต่ก็มีอัตราส่วนทารกเพศชาย เพิ่มจาก 106.7 คน เป็น 106.9 คน และ 109.5 คน ต่อทารกเพศหญิง 100 คน ในปี 1980 ปี 1990 และปี 2000
ประเทศที่มีระดับการพัฒนาการทางเศรษฐกิจสูง อย่างประเทศเกาหลีใต้ ก็เคยเผชิญกับอัตราส่วนเพศเมื่อแรกเกิดที่ผิดธรรมชาติเช่นเดียวกัน โดยในช่วงทศวรรษที่ 1990 ประเทศเกาหลีใต้ มีอัตราส่วนดังกล่าวสูงถึง 115.7 ต่อ 100 ซึ่งความไม่สมดุลระหว่างเพศนี้ ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นในลูกคนถัดๆ ไป กล่าวคือ อัตราส่วนเพศระหว่างทารกเพศชาย และ เพศหญิง ในลูกคนที่ 3 สูงถึง 200 ต่อ 100 และสูงขึ้นเป็น 250 ต่อ 100 ในลูกคนที่ 4
ผู้หญิงที่หายไปและผู้ชายที่มากเกิน
อมาตยา เซน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ได้ตั้งข้อสังเกตถึงอัตราส่วนระหว่างผู้ชายและผู้หญิง ที่สูงกว่าปกติในประเทศกำลังพัฒนา และชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์ “ผู้หญิงที่หายไป” (missing women) ไว้ตั้งแต่ปี 1990 ซึ่งหมายถึง ผู้หญิงที่ต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เพราะถูกเลือกปฏิบัติ ถูกทอดทิ้ง ละเลย ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางสุขภาพ การแพทย์ โภชนาการที่ดี ได้เท่าเทียมกับผู้ชาย เซนคาดประมาณว่า ผู้หญิงที่หายไปนี้ มีจำนวนสูงกว่า 100 ล้านคน
ในทางตรงข้าม ความไม่สมดุลระหว่างเพศ ได้ก่อให้เกิดปัญหาผู้ชายที่มากเกิน ซึ่งเมื่อก้าวเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ จะไม่สามารถหาคู่แต่งงานได้เป็นจำนวนมาก นอกจากจะต้องเผชิญกับความเครียดทางสังคมและจิตใจ เนื่องจากไม่ได้รับการยอมรับในสังคม ที่ให้ความสำคัญกับการแต่งงานและการมีครอบครัวแล้ว ยังนำไปสู่ปัญหาสังคมในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอาชญากรรม ความรุนแรงทางเพศ การค้าเจ้าสาว รวมถึงการลักพาตัวเด็กผู้หญิง อีกด้วย
สัญญาณการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น
ในปัจจุบัน ค่านิยมที่ให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาวกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง ประเทศจีนซึ่งเคยมีอัตราส่วนระหว่างทารกเพศชายต่อทารกเพศหญิง ในปี 2004 สูงถึง 117.8 ต่อ 100 ลดลงเหลือเพียง 110.3 ต่อ 100 ในปี 2024 ในขณะที่ประเทศอินเดีย ก็ลดลงจากที่เคยสูงถึง 109.6 ในปี 2010 เหลือ 107.1 ต่อ 100 เช่นกัน
สำหรับกรณีของประเทศเกาหลีใต้ เป็นตัวอย่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาอคติต่อเพศหญิง สามารถปรับอัตราส่วนเพศให้กลับเข้าสู่อัตราตามธรรมชาติได้ภายในระยะเวลาเพียง 2 ทศวรรษ
The Economist ได้คำนวณว่า ในปี 2000 น่ามีเด็กผู้หญิงที่หายไปประมาณ 1.7 ล้านคน ในขณะที่ปี 2015 จำนวนดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านคน และคาดว่าลดลงเหลือเพียง 2 แสนคนเท่านั้นในปัจจุบัน
สำหรับประเทศไทยนั้น เป็นที่น่ายินดีว่า ในช่วงเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา อัตราส่วนเพศชายต่อเพศหญิงของทารกแรกเกิด เป็นไปตามอัตราส่วนตามธรรมชาติ คือ อยู่ระหว่าง ทารกเพศชาย 105-106 คน ต่อทารกเพศหญิง 100 คน
แม้จะยังไม่มีข้อมูลว่า ประเทศใดมีสัดส่วนของผู้หญิงที่มากผิดปกติ แต่ผลการสำรวจในประเทศกำลังพัฒนา ก็สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในค่านิยมของพ่อแม่ได้ เช่น ผลสำรวจผู้หญิงในประเทศบังคลาเทศที่ยังไม่มีลูก ชี้ให้เห็นว่า ความต้องการมีลูกชายและลูกสาวไม่แตกต่างกัน และสำหรับผู้หญิงที่มีลูกชายแล้ว ก็อยากจะมีลูกสาว ส่วนผู้หญิงที่มีลูกสาว ก็อยากจะมีลูกชาย
ในอีกมุมหนึ่ง ความนิยมชมชอบลูกสาว กำลังเพิ่มมากขึ้นในหลายภูมิภาคทั่วโลก พ่อแม่ชื่นชอบลูกสาวจากเหตุผลที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความอ่อนโยน ความเลี้ยงง่าย ความผูกพัน ความเอาใจใส่ โดยเชื่อว่า ลูกสาวจะเป็นผู้ดูแลพ่อแม่ที่อยู่ตามลำพังเมื่อยามชรา
พ่อแม่ในประเทศที่มีรายได้สูง เช่น ประเทศญี่ปุ่น ที่ต้องการมีลูกเพียงคนเดียว ส่วนใหญ่อยากมีลูกสาว ส่วนพ่อแม่ในประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศแถบสแกนดิเนเวียนั้น พบว่า พ่อแม่ที่ลูกคนแรกๆ เป็นเพศชาย จะมีแนวโน้มมีลูกเพิ่มมากกว่า กรณีที่ลูกคนแรกๆ เป็นเพศหญิง แสดงให้เห็นถึงความต้องการในการมีลูกสาว ที่มากขึ้น นอกจากนี้ การเลือกเพศของลูก ไม่ว่าจะผ่านการรับลูกบุญธรรม หรือการทำเด็กหลอดแก้ว ก็ชี้ให้เห็นว่า ลูกสาวเป็นที่ต้องการมากขึ้นในครอบครัวจำนวนมาก
นโยบายเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน
มาตรการทางกฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่หลายประเทศนำมาใช้ เพื่อยับยั้งการทำแท้ง การฆ่า และ การทอดทิ้งเด็กผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดให้การทำแท้ง เป็นความผิดทางกฎหมาย การควบคุมการจำหน่าย และการใช้เครื่องอัลตราซาวนด์ หรือ การห้ามมิให้มีการตรวจและเปิดเผยเพศของทารกในครรภ์ โดยผู้ที่ฝ่าฝืนอาจต้องรับโทษจำคุก และเสียค่าปรับในอัตราสูง
อย่างไรก็ดี การปรับเปลี่ยนค่านิยมของครอบครัวและสังคมถือเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพมากกว่าในระยะยาว การเสริมสร้างศักยภาพของผู้หญิง (women’s empowerment) โดยเปิดโอกาสให้ผู้หญิงมีสิทธิเสรีภาพอย่างเท่าเทียมในทุกมิติ ทั้งด้านการศึกษา การจ้างงาน การเข้าถึงแหล่งทุน การรับบริการสุขภาพ
ตลอดจนการมีส่วนร่วมในครอบครัว ชุมชน และสังคม ย่อมทำให้พ่อแม่เห็นคุณค่าและศักยภาพของลูกสาวที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าลูกชาย ที่สำคัญคือ ทำให้ผู้หญิงเกิดภาคภูมิใจและมั่นใจในตนเอง ซึ่งล้วนเป็นรากฐานสำคัญในการแก้ไขความบิดเบี้ยวของอัตราส่วนเพศได้อย่างยั่งยืน
แหล่งข้อมูล : United Nations, World Population Prospects 2024
เอกสารอ้างอิง:
-More and more parents around the world prefer girls to boys. (2025, June 5). The Economist.
-The stunning decline of the preference for having boys. (2025, June 5). The Economist.
-Sen, A. (1990, December 20). More than 100 million women are missing. The New York Review of Books.






