
ถอดรหัสสังคมผู้สูงวัย... จากสิงคโปร์สู่ความหวังของไทย
ถอดรหัสสังคมผู้สูงวัย... จากสิงคโปร์สู่ความหวังของไทย คอลัมน์ ชีวิตบั้นปลายของชายชรา โดย ดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์
KEY
POINTS
- สิงคโปร์เปลี่ยนพื้นที่ดูแลผู้สูงวัยให้เป็น “นิเวศชุมชน” ที่เต็มไปด้วยกิจกรรม การพบปะ และการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แทนภาพจำของศูนย์ผู้สูงอายุที่เงียบเหงาและพึ่งพิงโรงพยาบาล
- หัวใจสำคัญคือความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และชุมชน ผสานบริการสุขภาพ อุปกรณ์การแพทย์ แพทย์แผนจีน สมุนไพร และกิจกรรมต่างๆ ไว้ในพื้นที่เดียวกัน พร้อมให้ภาครัฐลงมารับฟังและทำงานใกล้ชิดกับประชาชน
- แนวคิด Active Ageing คือบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทย เพราะเมื่อไทยกำลังก้าวสู่ Super-Aged Society เช่นเดียวกัน เราต้องเปลี่ยนมุมมองจาก “ผู้สูงวัยคือภาระ” เป็น “ผู้สูงวัยคือพลังของชุมชน” และออกแบบพื้นที่ให้พวกเขาใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี
วันเสาร์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสเดินทางไปเยือนสิงคโปร์ พร้อมกับหุ้นส่วนของบริษัท และผู้จัดการของบริษัทของผม เพื่อเจรจางานด้านการขยายธุรกิจบางอย่างของบริษัท โดยมีเพื่อนสนิทท่านหนึ่งที่เป็นชาวสิงค์โปร์ ท่านชื่อ Miss Lisa ซึ่งทำธุรกิจด้านขายอุปกรณ์สำหรับผู้สูงวัย เป็นผู้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น อีกทั้งยังพาคณะของเราไปดูงานด้านสาธารณสุข และด้านการดูแลผู้สูงวัยที่สิงค์โปร์ Miss Lisa เธอเป็นผู้ที่พูดเก่งมาก เธอได้เล่าเรื่องราวต่างๆของสิงค์โปร์ให้พวกเราฟังตลอดเวลา ซึ่งเราได้ความรู้มากมายอย่างไม่น่าเบื่อเลย สร้างความประทับใจและได้เห็นถึงการให้ความสำคัญแก่ผู้สูงวัยที่นั่นอย่างละเอียด ต้องขอขอบพระคุณ Miss Lisa มาณ.ที่นี้ด้วยครับ
ท่ามกลางภาพจำของประเทศที่เต็มไปด้วยตึกสูงและเทคโนโลยีล้ำสมัย สิ่งหนึ่งที่ดึงดูดความสนใจ และสร้างความประทับใจให้ผมและคณะเป็นอย่างมากที่สุด กลับไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง แต่เป็นบรรยากาศชีวิตจริงของประชากรผู้สูงวัยใน “คอมมูนิตี้ฮอลล์” ของชุมชนแห่งหนึ่ง ที่เป็นชุมชนมีประชากรมากถึงสามหมื่นกว่าคน ทำให้พวกเราได้ไปสัมผัสกับชีวิตจริงของชาวสิงค์โปร์ด้วยตัวเองครับ เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัจจุบันสิงคโปร์ได้ก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด” (Super-Aged Society) อย่างเป็นทางการ โดยเขามีประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปสูงถึง 27-28% ของประชากรทั้งหมด หรือคิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของคนทั้งประเทศ และคาดการณ์ว่าจะพุ่งสูงขึ้นอีกถึง 32-33% ภายในปี 2030 ซึ่งสถานการณ์นี้ไม่ได้ต่างจากประเทศไทยเรามากนัก เพราะปัจจุบันนี้ไทยเราเองก็มีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุเกิน 21.3% และกำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยระดับสุดยอด ในช่วงเวลาอันใกล้นี้ แต่สิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คือ “วิธีรับมือและภาพจำของสังคม”ครับ
ภาพแรกที่เคยติดอยู่ในหัวของพวกเรา เมื่อพูดถึงศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ เรามักจะเห็นเป็นภาพของความเงียบเหงา บรรยากาศแสนหดหู่แบบโรงพยาบาล หรือภาพของผู้สูงวัยที่หลังเข้าสู่การเกษียณอายุ ถ้าไม่ไปปลูกต้นไม้หรือเลี้ยงสัตว์ก็จะนั่งรอเวลาให้ผ่านไปวันๆ แต่สิ่งที่ผมได้เห็นในคอมมูนิตี้ฮอลล์ของสิงค์โปร์วันนั้น กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เสียงดนตรีจากการแสดงบนเวทีเล็กๆ จะคึกคักดังออกมาจากเวทีของฮอลล์ ผู้สูงอายุหลายท่านกำลังรวบรวมกลุ่มทำกิจกรรมอย่างมีชีวิตชีวา รอยยิ้มและเสียงหัวเราะทำให้บรรยากาศรอบๆ เต็มไปด้วยพลังงานบวก มันคือ “นิเวศชุมชนหรือพื้นที่แฮงค์เอาท์” ที่ผู้คนตั้งใจเดินทางมาพบปะพูดคุย และใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข ในงานวันนั้น ผมได้แวะไปนั่งในร้านของ Miss Lisa ซึ่งเปิดร้านจำหน่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์และบริการสำหรับผู้สูงอายุอยู่ภายในคอมมูนิตี้ฮอลล์แห่งนี้ สิ่งที่น่าสนใจมากคือ ที่นี่ไม่ได้มีเพียงแค่อุปกรณ์ทางการแพทย์สมัยใหม่เท่านั้น แต่ยังผสมผสาน “ศาสตร์การแพทย์แผนจีนและยาสมุนไพร” เข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน ทางเจ้าหน้าที่ของร้านได้นำเอาชาสมุนไพรมาเสิร์ฟให้พวกเราดื่มกัน ร้านของเธอจะเปิดให้ลูกค้าที่เป็นผู้สูงวัยเข้ามาขอคำแนะนำเรื่องสุขภาพ ซื้อยาสมุนไพรที่คุ้นเคย หรือทดลองใช้นวัตกรรมช่วยเดินได้อย่างสบายใจ ซึ่งไม่ต้องรู้สึกกลัวหรือเกร็งเหมือนการเดินเข้าโรงพยาบาลใหญ่ครับ
ระหว่างที่ผมกำลังนั่งคุยกับเพื่อนในร้าน บรรยากาศนอกร้านก็ยิ่งคึกคักขึ้น เมื่อ Ms. Low Yen Ling (หลิว แหยน หลิง) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม รวมถึงกระทรวงวัฒนธรรม ชุมชนและเยาวชน และท่านยังเป็นนายกเทศมนตรีเขต South West ได้เดินทางมาร่วมงาน และเดินเยี่ยมชมตามร้านค้าต่างๆ ผมและคณะก็ได้มีโอกาสได้ทักทายและพูดคุยกับท่านสั้นๆ การได้เห็นผู้นำระดับประเทศลงมาเดินปะปน ทักทาย และรับฟังผู้สูงวัยในคอมมูนิตี้อย่างเป็นกันเอง เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลสิงคโปร์ไม่ได้มองเรื่องผู้สูงวัยเป็นเพียงนโยบายบนกระดาษ แต่มองเป็นเรื่องของชีวิตผู้คนในทุกๆ วันครับ
จากสิ่งที่ผมและคณะได้สัมผัสด้วยตัวเอง ทำให้เกิดคำถามชวนคิดตามมาว่า อะไรคือหัวใจที่ทำให้สิงคโปร์เปลี่ยนศูนย์ผู้สูงอายุ ให้กลายเป็นนิเวศชุมชนที่มีชีวิตได้ขนาดนี้ สิ่งแรกน่าจะคือการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในระดับฐานราก รัฐบาลสิงค์โปร์ไม่ได้ทำทุกอย่างเองหมด แต่สร้างพื้นที่แล้วเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ด้วยการจัดพื้นที่ให้ร้านขายอุปกรณ์การแพทย์และสำหรับผู้สูงวัย คลินิก หรือร้านยาจีน รวมทั้งร้านอาหาร เข้ามาร่วมให้บริการ ทำให้การดูแลสุขภาพของผู้สูงวัย กลายเป็นเรื่องใกล้บ้านและเข้าถึงง่าย ประการถัดมาคือการบูรณาการทางวัฒนธรรมและความไว้เนื้อเชื่อใจ การนำยาสมุนไพรจีนมาวางคู่กับอุปกรณ์เทคโนโลยี เป็นการตอบโจทย์ความคุ้นเคยและจิตวิทยาของผู้สูงอายุ เพราะสิงค์โปร์เป็นสังคมที่รวมชนชาติหลากหลาย ทั้งชนชาวจีน มาเลเซีย อินเดีย ทำให้พวกเขาเหล่านั้น รู้สึกถึงความปลอดภัย ที่จะเปิดรับการดูแลสุขภาพรูปแบบใหม่ๆ และที่สำคัญที่สุด คือการวางคุณค่าเรื่อง Active Ageing ให้เป็นหัวใจของสังคม รัฐบาลของเขาไม่ได้มองว่าผู้สูงวัยคือภาระที่ต้องได้รับการเลี้ยงดูแบบตั้งรับ แต่มองว่าเป็นพลังของชุมชนที่ต้องการพื้นที่ในการปฏิสัมพันธ์ ออกกำลังกาย และใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีครับ
ภาพที่ผมเห็นในวันนั้น ทำให้ผมอดคิดถึงบ้านเราไม่ได้ แม้ประเทศไทยเราจะเข้าสู่ Super-Aged Society ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับเขา แต่ภาพจำของศูนย์ดูแลผู้สูงวัยในใจของคนไทยส่วนใหญ่ ยังคงติดอยู่กับสวัสดิการแบบตั้งรับ หรือการพึ่งพาโรงพยาบาลใหญ่เมื่อเจ็บป่วยแล้วเท่านั้น หากเราอยากเห็นภาพผู้สูงวัยไทย เดินเข้าคอมมูนิตี้อย่างมีความสุข มีร้านยา มีดนตรี และมีผู้นำที่ลงมาสัมผัสพื้นที่จริงแบบนี้บ้าง เราคงต้องเริ่มกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า เรามองรากฐานของปัญหากันอย่างไร?
อาทิตย์หน้าซึ่งเป็นตอนต่อไป ผมจะพาไปเจาะลึกถึงระบบสาธารณสุขผู้สูงวัยของสิงค์โปร์ ที่ถูกออกแบบมา เพื่อให้ผู้สูงวัยอยากออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านอย่างมีศักดิ์ศรี และจะพาไปส่องดูโครงสร้าง Active Ageing และการพัฒนาอารยสถาปัตยกรรมของสิงคโปร์ ที่ทำให้การเดินทางของวัยเก๋า ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไปครับ







