thansettakij
thansettakij
​หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง: อัจฉริยยะบุรุษแห่งเมืองภูเก็ต ยุครัชกาลที่ 5

​หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง: อัจฉริยยะบุรุษแห่งเมืองภูเก็ต ยุครัชกาลที่ 5

09 ก.ย. 69 | 02:25 น.
อัปเดตล่าสุด :09 ก.ย. 69 | 02:31 น.

​หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง: อัจฉริยยะบุรุษแห่งเมืองภูเก็ต ยุครัชกาลที่ 5 คอลัมน์ สังฆานุสติ โดย บาสก

ก่อนที่ชื่อเสียงของ "หลวงพ่อแช่ม" จะกระฉ่อนไปทั่วแผ่นดิน ยุคนั้นภูเก็ตกำลังรุ่งเรืองถึงขีดสุดจากกิจการเหมืองแร่ดีบุก บรรดานายเหมืองต่างโกยกำไรมหาศาล แต่ทว่ากลับขยายกิจการได้ยากเพราะขาดแคลนแรงงาน จึงต้องสั่งนำเข้ากุลีชาวจีนจากเมืองจีน เข้ามาเป็นจำนวนมาก

​นายเหมืองนอกจากทำเหมืองแล้ว ยังผูกขาดโรงฝิ่น ค้าสุรา การพนันและธุรกิจบริการรอบๆ เหมืองส่วนกุลีจีนหลังเลิกงานก็นิยมหาความบันเทิงผ่อนคลาย คนที่มีสติรู้จักออมเงิน ไว้ได้ส่วนคนไร้สติก็ใช้จ่ายเกินตัวจนเป็นหนี้เป็นสิน ถึงขั้นต้องเบิกเงินล่วงหน้าจากนายเหมือง สุดท้ายเมื่อไม่มีเงินชดใช้ก็กลายเป็นทาสนายเหมือง

​เมื่อกลุ่มคนกุลีมีหนี้จำนวนมากขึ้น ความเหลื่อมล้ำและความยากจนจึงหล่อหลอมให้เกิดการรวมตัวเป็นสมาคมลับ หรือ "อั้งยี่" ขึ้นมา 2 กลุ่มใหญ่ คืออึ้งยี่หิและอังยี่ปูนเฒ่ากง

เมื่อกุลีอั้งยี่มีพวกพ้องมากเข้า ก็นำกำลังเข้าปล้นสะดมชาวบ้าน กรมการเมือง (ตำรวจ/เจ้าหน้าที่) ยุคนั้นมีกำลังน้อยเกินกว่าจะสู้รบปรบมือไหว ได้แต่รอคอยกองกำลังสนับสนุนจากกรุงเทพฯ ชาวบ้านที่ไม่รู้อนาคตจึงหลบหนีเข้าป่ากันยกใหญ่

​กระแสข่าวลือเริ่มสะพัดว่า พวกจีนอั้งยี่เตรียมยกพวกมาปล้น "วัดฉลอง" ชาวบ้านในพื้นที่พากันตื่นตระหนก และมีชาวบ้าน 2-3 คนวิ่งไปหาหลวงพ่อแช่ม ชวนท่านหนีเข้าป่าด้วยกัน แต่หลวงพ่อแช่มกลับปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่า

​"อาตมาเกิดและเติบโตที่นี่ จนกลายเป็นสมภารวัดฉลองไปแล้ว จะไม่หนีไปไหน ขอตายอยู่ที่นี่"

​หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง: อัจฉริยยะบุรุษแห่งเมืองภูเก็ต ยุครัชกาลที่ 5

​เมื่อเห็นหลวงพ่อไม่ยอมทิ้งวัด ชาวบ้านกลุ่มนั้นจึงขออยู่สู้เป็นเพื่อน แต่ขอวัตถุมงคลไว้ป้องกันตัว หลวงพ่อแช่มจึงทำน้ำมนต์รดให้และแจกผ้าประเจียด (ผ้าลงเวทมนตร์) ไว้คุ้มภัย ข่าวหลวงพ่อแช่มไม่ยอมหนีแพร่ออกไป ชาวบ้านและลูกศิษย์จำนวนมากจึงพากันกลับมารวมตัวที่วัดฉลอใช้กำแพงอุโบสถ์ทำเป็นบังเกอร์ปะทะกับกลุ่มโจรจีน

​ศึกครั้งแรก ศิษย์วัดฉลองยิงโต้ตอบจนโจรจีนแตกพ่าย อีก 2-3 วันหหัวหน้าอั้งยี่บอกเหล่าจีนกบฎว่าใครตัดหัวหลวงพ่อแช่มได้จะให้รางวัล1,000 เหรียญต่อมา โจรจีนได้ยกพวกมาเพิ่มขึ้น แต่ก็โดนตีถอยกลับไปอีก ในที่สุดอั้งยี่จึงยกมาเป็นกองทัพใหญ่ มีกลองศึก และธงให้สัญญาณ

ถึงวัดฉลองชาวบ้านเตรียมการดีจึงยิงปะทะกันจนถึงเที่ยงวัน เสียงกลองบอกเวลากินข้าวต้มกลางวันดังขึ้น กลุ่มโจรจีนจึงหยุดรบเพื่อไปตั้งวงกินข้าวต้ม ฝ่ายชาวบ้านไทยเห็นได้ที จึงจัดทัพเป็นปีกกาบุกโอบล้อม ไล่ตีโจรอั้งยี่ที่กำลังกินข้าวต้มจนล้มตายและกระเจิดกระเจิงไปคนละทิศละทาง นับตั้งแต่นั้นมา พวกอั้งยี่ไม่กล้ามาเหยียบวัดฉลองอีกเลย

​นอกจากอิทธิฤทธิ์ปราบอั้งยี่แล้ว ความศักดิ์สิทธิ์ของท่านยังเป็นที่เล่าขานอย่างมาก เช่น เหตุการณ์ชาวบ้าน3-4 คนออกเรือหาปลาเจอลมพายุคลื่นแรง ทุกคนบนบานศาลกล่าวเจ้าป่าเจ้าเขาขิให้พายุสงบแตไม่สงบ จนกระทั่งชายคนหนึ่งบนหลวงพ่อแช่มว่า "ขอให้พายุสงบ หากรอดไปได้จะไปปิดทองที่ตัวหลวงพ่อ" ปรากฏว่าลมพายุสงบลงทันตา!

​เมื่อกลับถึงฝั่ง ชาบ้านนั้นจึงเดินทางมาขอปิดทองที่ตัวท่าน แต่หลวงพ่อแช่ม ไม่อนุญาต เพราะปิดทองต้องเป็นพระพุทธรูปหรือผู้ที่ตายแล้ว แต่ หลวงพ่อยังไม่ตาย ชาวบ้านไม่ยอม กลัวว่าถ้าไม่แก้บนจะเกิดเภทภัย หลวงพ่อจึงอนุโลมให้เอาน้ำราดขาแล้วยอมให้ปิดทองที่หน้าแข้งได้เมื่อชาวบ้านกลับหลวงพ่อก็ต้องรีบไปเอาน้ำล้างแผ่นทองออกเพราะมันคัน!

​เรื่องราวการ "ปิดทองคนเป็น" กลายเป็นกระแสร่ำลือไปทั่ว ไม่ว่าใครมีเรื่องทุกข์ร้อนก็มักจะบนบานว่าจะมาปิดทองหลวงพ่อแช่ม เวลาท่านเดินไปตลาดก็มักมีคนมารอขอปิดทอง ที่หน้าแข้ง และไม้เท้า ซึ่งท่านก็เมตตาไม่ขัดศรัทธา

​เรื่องอัศจรรย์และแปลกประหลาดที่สุดคือ มีเด็กหญิงคนหนึ่งป่วยหนัก พ่อแม่รักษาอย่างไรก็ไม่หาย พ่อแม่จึงเค้นถามว่าไปบนบานอะไรไว้แล้วลืมแก้บนหรือไม่ เด็กหญิงจึงยอมรับด้วยความอายว่า เคยป่วยและบนไว้ว่า "หากหายป่วย จะขอปิดทองที่ของลับของหลวงพ่อแช่ม" เมื่ออาการหายดี แต่ไม่กล้ามาแก้บน อาการป่วยจึงกำเริบหนักขึ้น พ่อแม่รู้แล้ว จึง พาลูกสาวไปหาหลวงพ่อแช่ม เล่าความจริงให้ฟัง และขอแก้บนตามที่กล่าวไว้

​ แรกทีเดียวหลวงพ่อแช่มไม่ยอม แต่พ่อแม่บอกว่าถ้าลูกสาวตายแล้ว จะทำยังไง ท่านก็อนุโลม โดยท่านนั่งทับไม้เท้าไว้ ให้เด็กผู้หญิง ปิดทองที่ปลายไม้เท้า ถือว่าแก้บนเช่นเดียวกัน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อครั้งเสด็จลงใต้ ได้ขอปิดทองหลวงพ่อแช่มเพราะไม่ได้บนอะไรไว้หลวงพ่อแช่มจึงเปิดผ้าจีวรให้ปิดที่หน้าอก หลวง พ่อ แช่ม บอก ว่า เป็น เจ้า เป็น นาย ต้อง ปิด ที่ หน้า อก จะ ไป ปิด ที่หน้าแข้ง เหมือน ชาว บ้าน ไม่ ได้ " และเมื่อ สมเด็จ พระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงรา ราชานุภาพ ตรัสถามถึงเรื่องเล่าที่มีเด็กหญิงมาบนขอปิดทองของลับว่าจริงหรือไม่ หลวงพ่อแช่มได้แต่ยิ้มอ้อมแอ้ม ไม่ยอมตอบตรงๆ ซึ่งเป็นอันเข้าใจกันว่าเป็นเรื่องจริง

​ด้วยคุณงามความดีในการช่วยปกป้องเมืองภูเก็ตจากกุลีอั้งยี่ ประกอบกับความศักดิ์สิทธิ์จนเป็นที่เล่าขาน เรื่องได้ทราบไปถึงพระเนตรพระกรรณของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสมณศักดิ์ให้หลวงพ่อแช่มเป็น "พระครูวิสุทธิวงศาจารย์ญาณมุนี" ดำรงตำแหน่งสังฆปาโมกข์เมืองภูเก็ต

​สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสรุปไว้ว่า ความรู้ ความสามารถ และอิทธิปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อแช่มนั้น สมควรยกย่องให้เป็น "อัจฉริยบุรุษ" สำคัญยิ่งรูปหนึ่งในประวัติศาสตร์ศาสนาและชาติไทย