thansettakij
thansettakij
ตีนนก พระบาทดอยตีนนก

ตีนนก พระบาทดอยตีนนก

09 ก.ย. 69 | 03:50 น.
อัปเดตล่าสุด :09 ก.ย. 69 | 03:56 น.

ตามรอย “ตีนนก” เปิดตำนานพระบาทดอยตีนนก แผ่นดินแห่งรอยพญาหงส์คำ คอลัมน์ Cat out of the box โดย พีรภัทร์ เกียรติภิญโญ

KEY

POINTS

  • พระบาทหงส์คำ จ.ลำพูน เชื่อมโยงกับตำนานพญาหงส์คำหรือพญาหงส์ธตรฐ ซึ่งเป็นชาติหนึ่งของพระพุทธเจ้า และมีเรื่องราวสำคัญเกี่ยวกับความกตัญญูของหงส์สุมุขะเสนาบดี จึงเกิดการประทับรอยเท้าไว้เป็นอนุสรณ์
  • ตำนานและความเชื่อได้รับการสืบทอดผ่านการบูรณะศาสนสถาน ตั้งแต่ยุคพระนางจามเทวี ครูบาเจ้าศรีวิชัย ครูบาอภิชัยขาวปี จนถึงครูบาแก้วและพระสงฆ์รุ่นต่อมา ทำให้ดอยพระบาทหงส์คำกลับมาเป็นสถานที่สักการะและจัดประเพณีสรงน้ำรอยพระบาทเป็นประจำทุกปี
  • พระบาทตีนนก จ.เชียงใหม่ เกี่ยวข้องกับตำนานพญานกยูงทองโพธิสัตว์ ซึ่งสะท้อนเรื่องการมีสติและการเอาชนะสิ่งล่อลวง โดยเชื่อว่ารอยเท้าถูกประทับไว้บนศิลาแลงและต่อมาผู้ศรัทธาได้สร้างเจดีย์ครอบและพัฒนาเป็นศาสนสถานในเวลาต่อมา

เสร็จจากพระบาทกบกันแล้วคราวนี้ก็ต้องมาที่พระบาทนกกันบ้าง อันนี้ก็หมายความถึงว่ามีรอยประทับของเท้านกหรือตีนนกบนก้อนหินที่น่าเหลือเชื่ออยู่ในเขตจังหวัดเชียงใหม่แล้วก็ลำพูนที่จังหวัดเชียงใหม่อยู่ตรงสันทราย ชื่อว่าพระบาทตีนนก จังหวัดลำพูน อยู่อำเภอทุ่งหัวช้าง มีชื่อว่า พระบาทดอยตีนนก มีคำว่าดอยนำหน้า ปัจจุบันเปลี่ยนใหม่เป็นพระบาทหงส์คำ

โดยคำว่าตีนในที่นี้ไม่ได้เป็นคำหยาบคายหรือเป็นคำน่าเกลียดวาจาแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นคำอธิบายตรงไปตรงมา เพราะว่าเป็นรอยของสัตว์ แต่บังเอิญสัตว์ชนิดนั้นเป็นสัตว์ในตำนานซึ่งมีลำดับศักดิ์สูง เมื่อมนุษย์เรามีการเวียนว่ายตายเกิดก็เกิดเป็นสัตว์กันอยู่บ้าง เพียงแต่ว่าสัตว์นั้นนั้นเป็นสัตว์พิเศษ มีความไม่ธรรมดาและในเวลาถัดมาเมื่อจังหวะชีวิตสมควร สัตว์นั้นก็การสั่งสมบารมีเลื่อนขั้นขึ้นพากเพียรดีแล้วมาเสวยชาติสุดท้ายเป็นพระพุทธผู้ตรัสรู้ได้โดยพระองค์เอง

ในเมืองเหนือนั้นมีตำนานที่เรียกกันว่าพระเจ้าห้าร้อยชาติ หมายความว่ากว่าจะผ่านพ้นชีวิตวนเวียนมาตรัสรู้จนเข้าสู่พระนิพานได้พระพุทธเจ้าท่านก็เคยได้เกิดเป็นอะไรเยอะแยะไปหมดไปหมดไม่ต่ำกว่า 500 อย่าง 500 ชาติ เวียนวนวุ่นวาย แต่ก็ได้อาศัยโอกาสในการสร้างและบำเพ็ญบารมีของท่านไปมาที่เรื่องรอยตีนนก ในจังหวัดลำพูนกันก่อนตรงบริเวณดอยเขา ณ อำเภอทุ่งหัวช้าง ประวัติเล่าสืบกันมาตั้งแต่อดีตว่าทุ่งหัวช้างนี่เป็นที่อยู่อาศัยของพญาหงส์คำ (หงส์ทอง) อันเป็นชาติหนึ่งของพระพุทธเจ้าที่เคยได้เสวยชาติเกิดเป็นพญาหงส์มีขนอุไรสีทองคำทั้งตัว อาศัยอยู่ในบริเวณทุ่งหัวช้างนี้ เป็นสถานที่บำเพ็ญเพียรบาระมี (ใส่สระ อะ เพื่อเน้นคำ)

ซึ่งโดยทั่วไปแล้วสปีชีส์ของหงส์ในตำนานนี้ก็เป็นสัตว์สังคม คืออยู่รวมกันเป็นกลุ่มแล้วก็มีหัวหน้าที่มีการเรียกกันว่าจ่าฝูงไปไหนมาไหนก็จะปฏิบัติตามจ่าฝูงกำหนดทิศทางการบินการย้ายถิ่น ทั้งการหากินป้องกันภยันตราย (ส่วนลักษณะท่านเป็นหงส์ว่ายน้ำเหมือนสวอนหรือว่าเป็นกึ่งหงส์บินร่อนในอากาศอย่างว่านกเป็ดน้ำอันนี้ก็เรียนแล้วว่าเป็นสัตว์หิมพานต์ ย่อมมีความวิเศษวิเศษกว่าแล้วก็หาดูไม่ได้หรอกเป็นการทั่วไปในดินแดนปัจจุบันนี้)

ครั้งนั้นพญาหงส์คำ ท่านมีชื่อว่า พญาหงส์ธตรฐ มีบริวารได้ ๙๖,๐๐๐ ตัว อาศัยอยู่ในถ้ำทองคำในป่าหิมพานต์ (เดาว่าคงเป็นเขตประเทศเนปาลสมัยนี้) มีหงส์เสนาบดีประจำตัว ชื่อว่าหงส์สุมุขะเสนาบดี มีอยู่คราวหนึ่งหงส์ที่เป็นบริวาร ก็ได้บินออกไปเที่ยวสำรวจก็ได้พบสระบัวที่สวยงามอุดมสมบูรณ์มีน้ำที่ใสสะอาดอยู่ใกล้เมืองสาคระนคร ตั้งอยู่ทิศตะวันออกของป่าหิมพานต์ จึงได้บินกลับไปป่าหิมพานต์แล้วเล่าเรื่องสระบัวอันสวยงามนั้นให้แก่พญาหงส์คำ เมื่อพญาหงส์คำรู้จึงได้เตือนหงส์สุมุขะเสนาบดีว่า ขึ้นชื่อว่าเมืองมนุษย์นั้นย่อมมีภัย พวกท่านอย่าพออกพอใจออกไปเลย แต่ว่าหงส์สุมุขะเสนาบดีพร้อมด้วยบริวารก็พากันอ้อนวอนขอร้องพญาหงส์คำให้พาเหล่าบริวารได้ไปเที่ยวลงน้ำในสระบัวเมืองสาคระนครนั้นสักครั้งหนึ่ง

จนในที่สุดพญาหงส์คำก็ใจอ่อนจึงได้พาบริวารบินไปสู่สระบัวเป้าหมาย เมื่อใกล้จะถึงสระบัวพญาหงส์ก็ไม่สามารถมองเห็นสระบัวและเมืองสาคระนครนั้นได้ เพราะว่ามีภูเขาอยู่ลูกหนึ่งสูงมากบังเมืองสาคระนครไว้ พญาหงส์จึงถามหงส์สุมุขะเสนาบดีว่า ยังอีกไกลหรือไม่เรายังไม่สามารถมองเห็นสระบัวนั้น ซึ่งภูเขาสูงลูกนั้นที่บังเมืองสาคระนคร มีชื่อว่าดอยเกิ้ง (เป็นที่ตั้งพระธาตุดอยหลวง) ศาสนสถานโบราณจากนั้นก็บินมาถึงภูเขาลูกหนึ่งที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของสระบัวเป้าหมาย ซึ่งมีถ้ำและต้นไม้ใหญ่บนยอดเขา (เป็นที่ตั้งวัดดอยพระบาทตีนนกในปัจจุบัน ซึ่งตั้งชื่อใหม่ให้สวยว่าพระบาทหงส์คำ_ดอยพระบาทหงส์คำ) เพื่อสังเกตการณ์ดูความปลอดภัยก่อนที่จะลงเล่นน้ำในสระบัว

อีทีนี้ว่าก่อนที่พญาหงส์คำและบริวารจะบินมา ก็ได้มีนายพรานที่อาศัยอยู่ในเมืองสาคระนครได้มาวางบ่วงกับดักสัตว์ป่าไว้เป็นประจำอาชีพอยู่ เมื่อ Landing ลง ท่านพญาหงส์และบริวารได้ลงเล่นน้ำอย่างมีความสุข สนุกสนาน โดยในจังหวะที่ขึ้นจากน้ำแล้ว พญาหงส์คำก็พอดีไปติดบ่วงของนายพราน เหล่าบริวารทั้งหลายก็ตกใจแตกตื่นบินหนีกลับป่าหิมพานต์ ทิ้งพญาหงส์คำไว้ ตามประสาการแตกฮือของฝูงนก

แต่ว่าก็มีหงส์อยู่ตัวหนึ่งที่ไม่บินหนี คือหงส์สุมุขะเสนาบดี คอยเฝ้าเจ้านายอยู่เป็นเพื่อน (อาจจะรู้สึกผิดที่เป็นผู้อ้อนวอนชักชวน) พอรุ่งเช้านายพรานก็มาดูบ่วงกับดักที่ทำไว้ ก็เห็นพญาหงส์คำและหงส์สุมุขะเสนาบดี สถานที่ตรงนั้นจึงเรียกว่า ขวง (บ่วง/กรง) ปัจจุบันคำว่าขวงนั้นเพี้ยนเป็น ขัว คือที่ตั้งวัดพระธาตุหัวขัวในปัจจุบัน เมื่อนายพรานเห็นพญาหงส์คำติดบ่วงอยู่และหงส์สุมุขะเสนาบดีนั้นไม่ได้ติดบ่วงแต่กลับไม่บินหนีไปทำให้นายพรานสงสัย จึงถามสุมุขะเสนาบดีว่า

เหตุใดจึงไม่บินหนีไปเล่า? หงส์สุมุขะเสนาบดีจึงตอบว่า พญาหงส์คำที่ติดบ่วง คือ เจ้านายของตน นายพรานจึงกล่าวว่าธรรมดาผู้เป็นเจ้านายย่อมมีความรอบคอบ เหตุใดนายของเจ้าจึงไม่มีความรอบคอบเช่นนี้ จึงมาติดบ่วงของเราได้ หงส์สุมุขะเสนาบดีจึงบอกว่าจะมีความวิบัติในคราวใดคราวนั้นถึงมีปัญญา ก็เหมือนไม่มีปัญญาถึงเข้าใกล้ข่ายใกล้บ่วงก็ไม่รู้ได้ เมื่อนายพรานได้ยินปรัชญาคำถ้อย ก็เกิดใจอ่อนลง หงส์สุมุขะเสนาบดีจึงขอชีวิตนายไว้ นายพรานก็ปล่อยพญาหงส์คำให้พ้นออกจากกรง (ขวง) และบ่วงแล้วพญาหงส์คำจึงให้นายพรานนำตนไปถวายแก่พระราชาเมืองสาคระนคร เพื่อจะให้นายพรานได้รับพระราชทานรางวัลจากพระราชา เมื่อกลับไปถึงเมืองนายพรานก็นำพญาหงส์คำไปถวายแก่พระราชาแล้วทูลเล่าเหตุการณ์ให้พระราชาฟัง พญาหงส์คำได้ แสดงธรรมถวายพระราชาแล้วพระราชาก็โปรดปรานมากได้พระราชทานรางวัลเป็นอันมากแก่นายพราน และปล่อยพญาหงส์คำกับหงส์สุมุขะเสนาบดีกลับสู่ป่าหิมพานต์ พระราชาเกิดความเลื่อมใสตัวพญาหงส์คำจึงได้ขอถวายอุปฐากและขอให้พญาหงส์คำอาศัยอยู่ในเมืองสาคระนครเพื่อจะได้ถวายโภชนะอาหารข้าวสาลีต่าง ๆ แก่พญาหงส์คำและบริวาร ทรงโปรดให้ขุดสระน้ำตรงหน้าลานสนามหน้าวัง (ข่วงสนาม) สถานที่ขุดสระคือวัดหนองผ้า ส่วนข่วงสนามคือบ้านหัวขัวต่อมาเปลี่ยนจากหัวข่วงมาเรียกว่า หัวขัว

พญาหงส์คำก็รับนิมนต์ สั่งให้หงส์สุมุขะเสนาบดีบินกลับไปป่าหิมพานต์บอกให้นางพญาหงส์และบริวารมาอยู่ในเมืองสาคระนคร เมื่อหงส์สุมุขะเสนาบดีไปรับนางพญาหงส์และบริวาร

จนมาถึงเมืองสาคระนครก็บินไปพักอยู่บนต้นไม้ใหญ่บนยอดเขาทิศตะวันตกของเมือง พญาหงส์ก็บินไปรับนางพญาหงส์ที่ยอดเขาลูกนั้น (คือวัดดอยพระบาทหงส์คำ) แล้วก็พากันบินเป็นสายยาวไปในเมืองชาวเมืองก็แตกตื่นกันเมื่อเห็นพญาหงส์และบริวารบินเป็นแถวยาวไปตามลำน้ำ จึงเรียกว่า ห้วยสายยาว จากนั้นก็บินวนรอบเมืองเป็นรูปวงกลมอยู่บนท้องฟ้าสถานที่นั้นจึงเรียกว่า ดอย_วง แล้วก็บินลงไปในพระราชวังรับโภชนาอาหารข้าวสาลีและลงเล่นสระน้ำ อย่างมีความสุข พอถึงตอนเย็นก็พากันบินไปที่เขาอันมีต้นไม้ใหญ่อาศัยอยู่ในถ้ำคูหาแห่งนั้น อย่างมีความสุข พญาหงส์คำเห็นความกตัญญูของหงส์สุมุขะเสนาบดี จึงได้เหยียบตีนลงบนก้อนหินประทับรอยพระบาทไว้ (ในวัดดอยพระบาทหงส์คำปัจจุบัน) แล้วให้หงส์สุมุขะเสนาบดีเหยียบทับบนรอยของตนเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความกตัญญูของหงส์สุมุขะเสนาบดี

จนเมื่อกลับมาเกิดชาติที่เปนเจ้าชายสิทธัตถะนี้นายพรานได้มาเกิดเป็นนายฉันนะ และหงส์สุมุขะเสนาบดีได้มาเกิดเป็นพระอานนท์ ทางองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งหัวช้าง ได้การสรุปข้อมูลในปัจจุบันเอาไว้ว่า ดอยพระบาทหงส์คำ (พระบาทตีนนก) ต. ทุ่งหัวช้าง อ. ทุ่งหัวช้าง จ. ลำพูน สันนิษฐานว่าได้สร้างขึ้นในยุคสมัยของพระนางเจ้าจามเทวี กษัตริย์ขัตติยะนารีของเมืองลี้ ในอดีตชุมชนลุ่มน้ำลี้เป็นชุมชนเก่าแก่ซึ่งมีความเจริญรุ่งเรืองด้านพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ซึ่งได้พบร่องรอยศาสนสถานโบราณที่ได้สำรวจในบริเวณรอบ ๆ ถึง ๖ วัด สมัยก่อนอันเป็นแหล่งอริยะธรรมที่เจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่ง จากหลักฐานที่ปรากฎที่มีซากเจดีย์เก่าพระพุทธรูปเก่าที่ขุดได้จากวัดร้าง สันนิษฐานว่าเป็นชุมชนเผ่าลัวะ ซึ่งตั้งอยู่ทุ่งหัวช้าง ซึ่งกษัตริย์สมัยก่อนมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาจึงได้สร้างเจดีย์วัดวาอารามต่างๆ ไว้ใกล้ๆกัน เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของชาวลัวะ ในช่วงนั้นเกิดสงครามสู้รบกัน และเกิดโรคระบาดเป็นเหตุให้ชุมชนชาวลัวะต่างพากันอพยพหนีย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่น วัดวาอารามต่าง ๆ ถูกทิ้งร้างไม่มีใครดูแลเมื่อเวลาผ่านไปหลายร้อยปีได้มีชนเผ่ากระเหรี่ยงและชาวพื้นเมือง ย้ายถิ่นฐานเข้ามาอาศัยอยู่และบูรณะวัดวาอารามขึ้นมาใหม่ จนมาถึงสมัยของครูบาเจ้าศรีวิชัย ซึ่งเป็นที่เคารพเลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้านโดยเฉพาะชาวกระเหรี่ยง

ได้รับนิมนต์มาบูรณะสร้างวัดวาอารามต่าง ๆ ในช่วงประมาณปี พ.ศ. ๒๔๕๐ โดยเฉพาะวัดร้างในอำเภอทุ่งหัวช้าง เป็นสถานที่พญาหงส์คำพร้อมบริวารมาเล่นน้ำแล้วถูกบ่วงของนายพราน ตั้งอยู่ที่บ้านหัวขัว คือวัดพระธาตุหัวขัว เมื่อเกิดความแห้งแล้งชาวบ้านก็จะไปขอฝนกับพระธาตุเจดีย์วัดหัวขัว

ณ ที่นี้ครูบาเจ้าศรีวิชัยท่านก็ได้ปรารภกล่าวถึงรอยพระบาทตีนนกหรือพระบาทหงส์คำที่อยู่บนดอย ชาวบ้านก็พากันขึ้นไปกราบสักการะบูชาพระธาตุเจดีย์ร้างซึ่งมีซากเจดีย์โบราณที่พังทลายเป็นเวลาหลายปี บนยอดดอยเป็นประเพณีและจุดบั้งไฟเป็นพุทธบูชาตามความศรัทธาความเชื่อของชาวบ้านเพื่อเป็นการทำพิธีขอฝนด้วย ต่อมาในยุคของครูบาอภิชัยขาวปี ท่านก็ได้มาสร้างวัดและบูรณะวัดวาอารามต่าง ๆ ในอำเภอทุ่งหัวช้าง โดยได้สร้างพระวิหารวัดหัวขัวแทนหลังเดิมของครูบาเจ้าศรีวิชัยที่ชำรุดทรุดโทรมลงไป

ในเย็นวันหนึ่งเมื่อท่านทำวัตรสวดมนต์เจริญสมาธิภาวนาเสร็จแล้วท่านก็ได้นั่งหันหน้าไปทางทิศตะวันตกแล้วก็พูดขึ้นว่า ดอยที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกนี้มีรอยพระบาทตีนนกอยู่ จนชาวบ้านก็ได้นิมนต์ท่านนั่งเสลี่ยงคานหามเดินทางผ่านเลาะที่เชิงดอย ท่านก็กล่าวย้ำว่าบนดอยนี้มีรอยพระบาทตีนนกอยู่

จนถึง ปี๒๕๑๐ ครูบาขาวคำปัน พร้อมด้วยชาวบ้านได้ขึ้นมาบนดอยพระบาทหงส์คำเพื่อดูสถานที่โบราณที่หลงเหลือแค่เศษอิฐ และฐานเจดีย์ร้างที่พังตกลงรอบๆบริเวณยอดเขา ท่านก็อธิษฐานจิตเพื่อจะขอบูรณะใหม่ แต่แล้วท่านก็บอกว่าสถานที่ตรงนี้ไม่ใช่หน้าที่ของท่านอีก จนถึงยุคครูบาแก้วมาดูแลสถานที่ได้ พาชาวบ้านมาพัฒนาสืบทอดตามเจตนาของครูบาเจ้าศรีวิชัยและจนถึง พ.ศ. ๒๕๔๐ หลวงปู่ครูบาแก้วพร้อมด้วยพระภิกษุสามเณรและชาวบ้านได้พากันค้นหารอยตีนนก ตามคำกล่าวของครูบาขาวปี ก็ได้พบรอยตีนนกบนก้อนหินใหญ่ที่เชิงดอยจริง หลวงปู่ครูบาแก้วก็ได้พาชาวบ้านมาพัฒนาที่รอยตีนนกและได้สร้างเจดีย์ครอบเจดีย์เก่าที่เหลือแต่ฐานเจดีย์นั้น เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของครูบาอาจารย์ในอดีต

บนดอยพระบาทหงส์คำแห่งนี้บางครั้งในตอนกลางคืนจะมีดวงแก้วลอยขึ้นไปบนอากาศ ส่องแสงสว่างชาวบ้านที่พบเห็นก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธา ท่านก็ได้สร้างศาลาและกุฏิสงฆ์ เพื่อใช้เป็นสถานที่ทำพิธีกรรมทางศาสนา โดยจัดให้มีประเพณีสรงน้ำพระธาตุเจดีย์และรอยพระบาทตีนนก ในเดือน ๙ เหนือ ขึ้น ๘ ค่ำ ของทุกปี

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ พระพัฒนกรณ์ กิตติปัญโญ พร้อมด้วยพระภิกษุสามเณร ได้รับนิมนต์จากชาวบ้านให้มาอยู่จำพรรษา เพื่อดูแลพัฒนาบูรณะซ่อมแซมวัดและอบรมธรรมะให้แก่ชาวบ้าน ในคืนหนึ่งท่านได้ฝันว่า มีรอยตีนนกมีอีกยังฝังอยู่ใต้ดิน ในครั้งแรกก็ยังไม่ได้ออกค้นหา จนได้เห็นนิมิตเป็นครั้งที่สองว่ามีรอยตีนนกนี้คือรอยพญาหงส์คำฝังอยู่ใต้ดิใกล้กับต้นมะเหม้า ตอนเย็นจึงพร้อมด้วยสามเณรและเด็กวัด พากันออกค้นหารอยพระบาทพญาหงส์คำก็ได้พบต้นมะเหม้าสองต้น ให้เด็กวัดขุดลงไปประมาณ ๕๐ เซนติเมตร ได้เจอก้อนหินก้อนสำคัญ เด็กวัดไปเอาน้ำมาล้างก็เห็นว่า มีรอยตีนคล้ายรอยตีนนกปรากฏอยู่บนก้อนหินนั้น ก็บอกให้ชาวบ้านมาดูกันและนิมนต์หลวงปู่ครูบาแก้วมาดูท่านก็ว่าเป็นรอยตีนพญาหงส์คำ ดังนี้

ส่วนที่กรณีสันทรายเมืองเชียงใหม่นั้นเป็นดอยตีนของพญานกยูงทองโพธิสัตว์ ซึ่งก็คือพระพุทธองค์เมื่อครั้งทรงเสวยชาติเป็นพยานนกยูงทองนั่นเองท่านก็มีถิ่นพำนักอยู่ละแวกนี้นายพรานมีความประสงค์จะจับท่านใช้วิธีล่อหลอกโดยการนำข้าวเปลือกไปคั่วให้กลายเป็นข้าวตอกมาล่อไว้ให้ติดบ่วงก็ไม่สำเร็จเพราะพยานกยูงทองมีคาถาประจำตัวที่เรียกกันว่าคาถานกยูงทอง สวดบูชาพระอาทิตย์ตอนเช้าสวดบูชาพระจันทร์ตอนตอนค่ำ มีอำนาจลึกลับในการป้องกันภยันตรายนายพรานเลยคิดแผนการใหม่หานกยูงสาวตัวเมียเอามาไว้ใกล้ๆแล้วทำให้นกยูงสาวส่งเสียงกู่ร้องโดยธรรมชาติของสัตว์ซึ่งยังมีสัญชาตญาณแห่งการสืบพันธุ์อยู่เมื่อพญานกยูงทองได้ยินเสียงของสตรีเพศก็รู้สึก หวั่นไหวในใจอยากจะตามหาลืมภาวนาพระคาถาประจำตัว เร่งบินมายังสถานที่ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายเรียกกันว่า Killing Field ก็ติดบ่วงเข้าจนได้

นายพรานตรงเข้าไปจับท่านท่านก็ได้ปลงให้เห็นถึงการขาดสติและการหลุดหรือรั่วไปหาสิ่งเร้าทำให้ได้พบอันตรายดังนี้ เวลานั้นยังมีหินศิลาแลงอยู่ก้อนหนึ่งซึ่งโดยธรรมชาติแล้วถ้าขุดขึ้นจากดินหรือเปิดหน้าดินยังไม่โดนอากาศศิลาแลงก็จะนิ่ม สามารถตัดได้สามารถประทับรอยต่างๆได้พยาญกยูงโพธิสัตว์ได้ประทับรอยเท้าของตนไว้ที่แผ่นหินนั้นเมื่อเย็นตัวลงถูกอากาศแล้วแข็งตัวปรากฏเป็นรอยระยะหลังมามีผู้ศรัทธาค้นพบก็สร้างเจดีย์ครอบไว้แล้วก็ทำ รอยจำลองให้เกิดเป็นอนุสรณ์ ระลึกถึงในข้อเรื่องที่ควรต้องมีสติแล้วกลายเป็นวัดในเวลาต่อมาวิวสวยสามารถขึ้นไปทางเขื่อนแม่กวงอุดมธาราได้