thansettakij
thansettakij
พลังงานหมุนเวียนไทยมีมากแค่ไหน? ทำไม Solar - Wind อย่างเดียวอาจยังไม่พอสำหรับ AI Data Center

พลังงานหมุนเวียนไทยมีมากแค่ไหน? ทำไม Solar - Wind อย่างเดียวอาจยังไม่พอสำหรับ AI Data Center

09 ก.ย. 69 | 02:30 น.
อัปเดตล่าสุด :09 ก.ย. 69 | 02:35 น.

พลังงานหมุนเวียนไทยมีมากแค่ไหน? ทำไม Solar - Wind อย่างเดียวอาจยังไม่พอสำหรับ AI Data Center โดย รองศาสตราจารย์ ดร.มนตรี วิบูลยรัตน์ รองคณบดี วิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)

ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์พลังงานที่ซับซ้อนขึ้นพร้อมกันสองด้าน

ด้านหนึ่ง ประเทศต้องเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

แต่อีกด้านหนึ่ง ประเทศกำลังมีโหลดไฟฟ้ารูปแบบใหม่ โดยเฉพาะ Data Center, AI Infrastructure, EV และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งต้องการทั้งปริมาณไฟฟ้าจำนวนมากและความมั่นคงสูง

โจทย์จึงไม่ใช่เพียง

“ประเทศไทยมี Renewable Energy กี่เมกะวัตต์?”

แต่ต้องถามต่อว่า

“Renewable เหล่านั้นสามารถผลิตไฟฟ้าเมื่อระบบต้องการได้มากน้อยเพียงใด?”

นี่คือความแตกต่างสำคัญระหว่างการมองเพียง Installed Capacity กับการมอง ความสามารถในการจ่ายไฟจริงของระบบ

และเป็นเหตุผลว่าทำไมประเทศไทยต้องทำความเข้าใจคำว่า Firm Renewable Energy และ Variable Renewable Energy หรือ VRE ให้มากขึ้น

Renewable 1 MW ไม่ได้มีคุณค่าต่อระบบไฟฟ้าเท่ากันทุกชนิด

ลองเปรียบเทียบโรงไฟฟ้า Solar ขนาด 100 MW กับโรงไฟฟ้าชีวมวล 100 MW

บนกระดาษ ทั้งสองแห่งมีกำลังผลิตติดตั้งเท่ากัน

แต่ความสามารถในการตอบสนองต่อระบบไฟฟ้าแตกต่างกัน

Solar สามารถผลิตไฟฟ้าได้ดีในช่วงที่มีแสงแดด แต่ไม่สามารถผลิตได้ในเวลากลางคืน และกำลังผลิตยังเปลี่ยนแปลงตามเมฆ ฝน และสภาพอากาศ

ในทางกลับกัน โรงไฟฟ้าชีวมวลที่มีเชื้อเพลิงเพียงพอสามารถเก็บวัตถุดิบและกำหนดเวลาเดินเครื่องได้มากกว่า

พลังน้ำที่มีอ่างเก็บน้ำก็สามารถเพิ่มหรือลดกำลังผลิตตามความต้องการของระบบได้ในระดับหนึ่ง

ความแตกต่างนี้ทำให้พลังงานหมุนเวียนสามารถมองในเชิงหน้าที่ได้สองกลุ่มใหญ่

Firm หรือ Dispatchable Renewable Energy

และ

Variable Renewable Energy: VRE

แต่ต้องระวังว่า คำว่า Firm และ Non-Firm ยังมีความหมายทาง “สัญญาซื้อขายไฟฟ้า” ด้วย จึงไม่ควรใช้ชนิดเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียวตัดสินสถานะทางสัญญาของโรงไฟฟ้า

Firm Renewable Energy ของไทยมีอะไรบ้าง?

ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบอย่างหนึ่ง คือมีทรัพยากรพลังงานหมุนเวียนค่อนข้างหลากหลาย

ไม่ใช่มีเพียง Solar และ Wind

หนึ่งในทรัพยากรสำคัญคือ ชีวมวล

ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม จึงมีวัตถุดิบจำนวนมาก เช่น แกลบ ชานอ้อย เศษไม้ กะลาปาล์ม ใยปาล์ม และเศษวัสดุทางการเกษตร

ข้อได้เปรียบคือเชื้อเพลิงสามารถจัดเก็บไว้แล้วนำมาผลิตไฟฟ้าตามตารางได้ในระดับหนึ่ง

แต่ชีวมวลก็ไม่ได้หมายความว่าจะ Firm 100%

เพราะยังขึ้นอยู่กับฤดูกาล ปริมาณวัตถุดิบ ความชื้น ค่าความร้อน ต้นทุนขนส่ง การแข่งขันใช้วัตถุดิบ และช่วงเวลาซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า

ดังนั้นคำว่า Firm ต้องสะท้อน ความพร้อมจ่ายจริง ไม่ใช่เพียงชื่อเทคโนโลยี


พลังน้ำคือ “แบตเตอรี่จากธรรมชาติ” ของระบบไฟฟ้า

พลังน้ำมีคุณสมบัติที่น่าสนใจมากสำหรับระบบไฟฟ้าที่มี Solar และ Wind เพิ่มขึ้น

โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่มีอ่างเก็บน้ำ

เพราะสามารถควบคุมเวลาในการปล่อยน้ำและเปลี่ยนกำลังผลิตได้ค่อนข้างรวดเร็ว จึงช่วยสนับสนุน

Peak Demand

Frequency Regulation

Grid Balancing

และการชดเชยความผันผวนของ Solar และ Wind

ประเทศไทยจึงเริ่มเห็นแนวคิดการนำพลังน้ำมาทำงานร่วมกับเทคโนโลยีอื่น เช่น

Hydropower + Floating Solar + Battery Energy Storage System

แทนที่จะมองโรงไฟฟ้าแต่ละประเภทแยกออกจากกัน

นี่คือทิศทางสำคัญของระบบไฟฟ้าอนาคต

เพราะเราไม่ได้ต้องการให้ Renewable แต่ละชนิดแข่งขันกัน

แต่ต้องการให้มัน ทำงานเสริมกัน

ก๊าซชีวภาพและขยะก็มีบทบาท

อีกกลุ่มที่ไม่ควรมองข้ามคือ Biogas และ Waste-to-Energy

ก๊าซชีวภาพสามารถผลิตจากน้ำเสียและวัสดุอินทรีย์ เช่น ของเสียจากอุตสาหกรรมอาหาร มูลสัตว์ หรืออุตสาหกรรมเกษตร

หากมีระบบกักเก็บก๊าซที่เหมาะสม ก็สามารถกำหนดเวลาเดินเครื่องได้มากกว่า Solar และ Wind

ส่วน Waste-to-Energy มีประโยชน์สองด้าน คือผลิตพลังงานและช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบ

แต่ไม่ได้หมายความว่าโรงไฟฟ้าขยะทุกแห่งจะเป็นคำตอบโดยอัตโนมัติ

เพราะต้องพิจารณาทั้งคุณภาพและปริมาณขยะ การคัดแยก ค่าความร้อน ระบบควบคุมมลพิษ ต้นทุน และการยอมรับของชุมชน


Solar และ Wind ไม่ได้ “ไม่น่าเชื่อถือ”

คำว่า Non-Firm มักทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า Solar และ Wind เป็นพลังงานที่ “ใช้ไม่ได้จริง”

นี่ไม่ถูกต้อง

คำที่เหมาะสมในเชิงเทคนิคคือ Variable Renewable Energy หรือ VRE

เพราะกำลังผลิตเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ

Solar ไม่ผลิตไฟฟ้าในเวลากลางคืน

Wind ผลิตไฟฟ้าตามความเร็วลม

แต่ความแปรผันเหล่านี้สามารถบริหารจัดการได้

ด้วยการกระจายโรงไฟฟ้าไปหลายพื้นที่

ใช้ Weather Forecasting

สร้าง Transmission Network

ใช้ Battery Storage

ใช้โรงไฟฟ้าที่ปรับกำลังผลิตได้

ใช้ Demand Response

และเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าระหว่างพื้นที่

ดังนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า

“Solar และ Wind ใช้ได้หรือไม่ได้”

แต่คือ

“ระบบไฟฟ้าของเรามี Flexibility เพียงพอที่จะรองรับ Solar และ Wind มากแค่ไหน?”


ตัวเลข Renewable ของไทย ทำไมบางแหล่งไม่เท่ากัน?

นี่เป็นอีกประเด็นที่ทำให้สังคมสับสน

ข้อมูลชุดหนึ่งอาจบอกว่าประเทศไทยมี Renewable ประมาณ 13,000 MW

แต่อีกฐานข้อมูลอาจแสดงมากกว่า 16,000 MW

ไม่ได้หมายความว่าชุดหนึ่งต้องผิดเสมอไป

เพราะคำว่า “กำลังผลิต Renewable” อาจมีขอบเขตต่างกัน

บางฐานนับเฉพาะโรงไฟฟ้าที่ขายเข้าสู่ระบบ

บางฐานรวม Solar Rooftop

บางฐานรวม Self-generation

บางฐานรวมพลังน้ำขนาดใหญ่

บางฐานอาจพิจารณากำลังผลิตตามนิยามหรือช่วงเวลาที่แตกต่างกัน

และที่สำคัญคือ

กำลังผลิตไฟฟ้าจากต่างประเทศไม่ควรถูกนำมาปะปนกับกำลังผลิตติดตั้งภายในประเทศไทยโดยไม่อธิบาย

ดังนั้น เวลาพูดว่าไทยมี Renewable กี่ MW ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า

“นับอะไรบ้าง?”


พลังน้ำจากลาวต้องแยกให้ออกจาก Renewable ที่สร้างในประเทศไทย

ประเทศไทยรับซื้อไฟฟ้าจำนวนมากจาก สปป.ลาว โดยมีพลังน้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญ

ไฟฟ้ากลุ่มนี้มีประโยชน์ต่อประเทศไทย เพราะช่วยเพิ่มปริมาณไฟฟ้าคาร์บอนต่ำและกระจายแหล่งจัดหา

แต่ในเชิงนโยบายต้องแยกคำสองคำให้ชัดเจน

Renewable Capacity in Thailand

กับ

Renewable Electricity Supply to Thailand

ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

โรงไฟฟ้าพลังน้ำที่ตั้งอยู่ใน สปป.ลาวและขายไฟให้ไทย เป็นแหล่งจัดหาพลังงานสะอาดของประเทศไทย

แต่ไม่ใช่กำลังผลิตติดตั้งที่ตั้งอยู่ภายในประเทศไทย

ความแตกต่างนี้สำคัญมากต่อการวิเคราะห์

Energy Security

Domestic Investment

Grid Dependency

และความเสี่ยงจาก Cross-border Electricity

เพราะไฟฟ้านำเข้ายังขึ้นอยู่กับระบบส่งข้ามประเทศ ปริมาณน้ำ ความพร้อมของโรงไฟฟ้า เงื่อนไขสัญญา และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ


อย่าดูแค่ MW

นี่อาจเป็นประเด็นสำคัญที่สุดในการวางแผนพลังงานของประเทศไทย

สมมติประเทศเพิ่ม Solar อีก 10,000 MW

ไม่ได้หมายความว่าเราสามารถนำ 10,000 MW ไปเทียบตรง ๆ กับโรงไฟฟ้าที่สามารถเดินเครื่องตามคำสั่งได้ 10,000 MW

เพราะ Nameplate Capacity ไม่เท่ากับ Dependable Capacity

ประเทศไทยจึงควรสื่อสารข้อมูลพลังงานอย่างน้อย 4 ตัวเลขแยกจากกัน

1. Installed หรือ Nameplate Capacity

กำลังผลิตที่ติดตั้งทางกายภาพ

2. Contracted Capacity

กำลังผลิตตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า

3. Dependable Capacity

กำลังผลิตที่ระบบสามารถคาดหวังว่าจะมีให้ใช้ในช่วงเวลาสำคัญภายใต้เกณฑ์ที่กำหนด

และ

4. Actual Energy Generation

พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จริงในหน่วย GWh ต่อปี

เพราะระบบไฟฟ้าไม่ได้ต้องการเพียง “MW ที่สร้างไว้”

แต่ต้องการ

MW ในเวลาที่ต้องการ และ MWh ที่เพียงพอตลอดช่วงเวลา


Battery ช่วยเปลี่ยน Solar ให้ Firm ขึ้นได้ แต่ไม่ได้สร้างพลังงาน

Battery Energy Storage System หรือ BESS จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น

ตัวอย่างง่าย ๆ คือ Solar ผลิตไฟฟ้าส่วนเกินช่วงกลางวัน

Battery สามารถเก็บพลังงานไว้แล้วจ่ายกลับช่วงเย็น ซึ่งเป็นช่วงที่ Solar ลดลงแต่ความต้องการไฟฟ้ายังสูง

Battery จึงช่วยให้ Renewable มีความสามารถในการจ่ายไฟตามตารางมากขึ้น

แต่มีข้อเท็จจริงที่ต้องเข้าใจ

Battery ไม่ได้สร้างพลังงาน

มันเพียงย้ายพลังงานจากช่วงเวลาหนึ่งไปสู่อีกช่วงเวลาหนึ่ง

และต้องแยก

MW

ออกจาก

MWh

Battery 1,000 MW ไม่ได้บอกว่าให้ไฟได้นานแค่ไหน

หากมี Energy Capacity 4,000 MWh ในเชิงอุดมคติ ก็เทียบได้กับการจ่ายกำลัง 1,000 MW ประมาณ 4 ชั่วโมงก่อนพิจารณาข้อจำกัดและการสูญเสียต่าง ๆ

ดังนั้นระบบไฟฟ้าที่มี Renewable สูงต้องการ Storage หลายรูปแบบ

Battery สำหรับระดับวินาทีถึงหลายชั่วโมง

Pumped Storage สำหรับระยะเวลานานขึ้น

Reservoir Hydro

Demand Response

และในอนาคตอาจมี Long-duration Energy Storage รูปแบบอื่นเข้ามาเสริม


แล้ว AI Data Center จะใช้ Renewable 100% ได้อย่างไร?

นี่คือโจทย์ที่กำลังสำคัญมากต่อประเทศไทย

Data Center แตกต่างจากโรงงานบางประเภทตรงที่ Server และ GPU ทำงานตลอด

24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์

สมมติ Data Center ใช้ไฟฟ้า 100 MW คงที่

ในหนึ่งวันจะต้องการพลังงานประมาณ

2,400 MWh

Solar สามารถช่วยผลิตไฟฟ้าในช่วงกลางวันได้

แต่ตอนตีสอง Data Center ก็ยังใช้ไฟ 100 MW

ดังนั้นการบอกว่า

“สร้าง Solar 100 MW ให้ Data Center 100 MW”

ไม่ได้หมายความว่า Data Center นั้นใช้ Renewable 100% ตลอด 24 ชั่วโมง

นี่คือเหตุผลที่บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเริ่มสนใจแนวคิด

24/7 Carbon-Free Energy

คือพยายามจับคู่ไฟฟ้าสะอาดกับการใช้ไฟฟ้าในแต่ละช่วงเวลาให้ใกล้เคียงกันมากขึ้น


Data Center ต้องการ “Clean Energy Portfolio” ไม่ใช่ Solar Farm เพียงแห่งเดียว

หากประเทศไทยต้องการเป็น AI Data Center Hub พร้อมกับเป็น Green Data Center Hub แนวทางการจัดหาพลังงานไม่ควรผูกอยู่กับเทคโนโลยีชนิดเดียว

แต่ควรสร้าง Portfolio เช่น

Solar + Wind + Firm Renewable + BESS + Grid Flexibility

รวมถึง Long-term Power Purchase Agreement

Renewable Energy Certificate ที่มีระบบป้องกัน Double Counting

Demand Response

และการจับคู่พลังงานสะอาดกับโหลดในระดับเวลาที่ละเอียดขึ้น

แนวคิดที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ Additionality

กล่าวคือ การเข้ามาของ Data Center ควรกระตุ้นให้เกิดกำลังผลิตพลังงานสะอาด “ใหม่” เพิ่มเข้าสู่ระบบ

ไม่ใช่เพียงเข้ามาแย่งซื้อ Renewable ที่มีอยู่เดิม แล้วทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้ารายอื่นต้องกลับไปพึ่งพาไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลมากขึ้น


จาก Renewable Energy สู่ “Reliable Clean Energy”

นี่คือจุดที่นโยบายพลังงานไทยควรเปลี่ยนวิธีคิด

ในอดีตเราอาจตั้งเป้าว่า

ปีหนึ่งประเทศไทยต้องมี Renewable กี่เปอร์เซ็นต์

หรือสร้าง Solar เพิ่มกี่พัน MW

แต่ในอนาคตคำถามต้องลึกขึ้นว่า

พลังงานสะอาดเหล่านั้นมีคุณค่าต่อ Reliability ของระบบเท่าใด?

สามารถผลิตช่วง Peak ได้หรือไม่?

มี Storage กี่ชั่วโมง?

Forecast Error เท่าใด?

มี Transmission เพียงพอหรือไม่?

หาก Solar หายจากเมฆจำนวนมากพร้อมกัน ระบบมี Ramp Capacity รองรับหรือไม่?

และหากเกิดช่วงลมน้อยต่อเนื่องหลายวัน เรามีแหล่งพลังงานใดมาชดเชย?

ดังนั้นเป้าหมายของประเทศไทยไม่ควรเป็นเพียง

More Renewable

แต่ต้องเป็น

More Reliable Clean Energy

Firm กับ Non-Firm ไม่ควรถูกทำให้เป็นคู่แข่งกัน

การถกเถียงว่าประเทศไทยควรเลือก Firm Renewable หรือ Solar-Wind จึงอาจเป็นการตั้งคำถามผิดตั้งแต่ต้น

เพราะระบบไฟฟ้าที่ดีต้องการทั้งสองอย่าง

Solar และ Wind มีข้อได้เปรียบด้านการขยายตัวรวดเร็ว ต้นทุนเชื้อเพลิงเป็นศูนย์ และลดการใช้ฟอสซิล

ขณะที่ชีวมวล Biogas Waste-to-Energy และ Hydropower สามารถช่วยด้าน Dispatchability และ Flexibility ตามข้อจำกัดของแต่ละแหล่ง

Storage ช่วยย้ายพลังงานข้ามเวลา

Transmission ช่วยย้ายพลังงานข้ามพื้นที่

Forecasting ช่วยให้ Operator รู้ล่วงหน้าว่าพลังงานจะมาเมื่อใด

Demand Response ช่วยปรับโหลดให้สอดคล้องกับ Supply

และ Smart Grid ทำให้ทั้งหมดสามารถทำงานร่วมกันได้

ดังนั้นระบบพลังงานอนาคตจึงไม่ใช่

Firm RE versus Non-Firm RE

แต่คือ

Firm RE + VRE + Storage + Flexible Grid + Demand Response


AI Data Center อาจกลายเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย

การเข้ามาของ Data Center ไม่จำเป็นต้องถูกมองเฉพาะว่าเป็น “ภาระใหม่ของระบบไฟฟ้า”

หากวางนโยบายถูกต้อง Data Center สามารถกลายเป็น Anchor Demand สำหรับการลงทุนพลังงานสะอาดชุดใหม่

เพราะ Data Center ต้องการไฟฟ้าระยะยาว มี Load Factor สูง และผู้ประกอบการระดับโลกจำนวนมากมีเป้าหมายด้านพลังงานสะอาดและการลดคาร์บอน

ประเทศไทยจึงมีโอกาสออกแบบระบบให้การลงทุน Data Center เดินคู่กับ

Renewable Capacity ใหม่

Battery Storage

Grid Modernization

Smart Grid

Firm Clean Energy

และโครงสร้างตลาดไฟฟ้าที่เปิดทางให้ผู้ใช้ไฟรายใหญ่เข้าถึงพลังงานสะอาดได้อย่างโปร่งใส

หากทำได้ Data Center จะไม่ได้เข้ามาเพียง “ใช้ไฟฟ้า”

แต่สามารถช่วยสร้างตลาดสำหรับ ระบบพลังงานสะอาดยุคใหม่ของประเทศไทย


คำถามไม่ใช่ “ไทยมี Renewable กี่ MW?”

เมื่อประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุค AI Economy การวางแผนไฟฟ้าต้องก้าวข้ามการแข่งขันกันประกาศตัวเลขกำลังผลิตติดตั้ง

เพราะ Renewable 20,000 MW ที่ผลิตไม่ตรงเวลาที่ระบบต้องการ อาจมีคุณค่าต่อ Reliability แตกต่างจากกำลังผลิตที่สามารถส่งมอบได้ในช่วงวิกฤต

ในทางกลับกัน การมีพลังงาน Firm จำนวนมากแต่ยังพึ่งพาคาร์บอนสูง ก็ไม่ตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านพลังงานเช่นกัน

โจทย์ที่แท้จริงคือการสร้างสมดุลระหว่าง

Clean Energy

Reliability

Affordability

และ

Energy Security

ประเทศไทยจึงไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง Solar กับ Firm Energy

แต่ต้องออกแบบระบบให้

Solar ผลิตเมื่อมีแดด

Wind ผลิตเมื่อลมมา

Storage เก็บเมื่อไฟเหลือ

Firm Renewable สนับสนุนเมื่อระบบต้องการ

Grid เชื่อมโยงทุกแหล่งเข้าด้วยกัน

และ Demand Response ช่วยให้ฝั่งผู้ใช้มีส่วนรักษาสมดุล

เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ทำงานร่วมกัน ประเทศไทยจึงจะสามารถเพิ่ม Renewable ได้โดยไม่ต้องแลกกับความมั่นคงของระบบไฟฟ้า

และสามารถรองรับโหลดแห่งอนาคต ทั้ง EV อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึง AI Data Center ที่ต้องการไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง

ดังนั้น คำถามด้านพลังงานที่ประเทศไทยควรถามในวันนี้ ไม่ใช่เพียง

“เราจะเพิ่ม Renewable ได้อีกกี่ GW?”

แต่คือ

“เราจะเปลี่ยน Renewable ทุก MW ให้กลายเป็นระบบไฟฟ้าสะอาดที่มั่นคงและมีคุณค่าต่อเศรษฐกิจไทยได้อย่างไร?”

เพราะการแข่งขันในยุค AI จะไม่ได้วัดกันเพียงว่า ประเทศใดมี Data Center มากที่สุด

แต่จะวัดกันด้วยว่า

ประเทศใดสามารถจัดหาไฟฟ้าที่ทั้งสะอาด มั่นคง มีต้นทุนแข่งขันได้ และพร้อมจ่ายตลอด 24 ชั่วโมงให้กับเศรษฐกิจดิจิทัลได้ก่อนกัน