thansettakij
thansettakij
คัมภีร์ดูแลดวงตาผู้สูงวัย รู้ทัน ชะลอได้ ผ่าตัดไม่อันตรายอย่างที่คิด

คัมภีร์ดูแลดวงตาผู้สูงวัย รู้ทัน ชะลอได้ ผ่าตัดไม่อันตรายอย่างที่คิด

คัมภีร์ดูแลดวงตาผู้สูงวัย รู้ทัน ชะลอได้ ผ่าตัดไม่อันตรายอย่างที่คิด คอลัมน์ ชีวิตบั้นปลายของชายชรา โดย ดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

KEY

POINTS

  • ต้อกระจกเป็นโรคตาที่พบบ่อยในผู้สูงวัย มีสาเหตุจากเลนส์ตาขุ่นมัวตามวัยและรังสี UV ซึ่งสามารถชะลอได้ด้วยการสวมแว่นกันแดดที่ป้องกันรังสี UV ได้ 100%
  • การรักษาต้อกระจกที่ได้ผลมีเพียงวิธีเดียวคือการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม ไม่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาหยอดตาหรือยารับประทาน
  • เทคโนโลยีการผ่าตัดต้อกระจกในปัจจุบันมีความปลอดภัยสูง ใช้เวลาสั้นเพียง 15-30 นาที แต่สิ่งสำคัญคือการดูแลหลังผ่าตัด โดยเฉพาะการระวังไม่ให้ตาโดนน้ำเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

ช่วงนี้เพื่อนๆ ผมหลายคน มีอาการต้อกระจกต้องเข้าไปรับการผ่าตัดกันเยอะมาก พนักงานการเงินของบริษัทผม ก็ลาพักร้อนไปผ่าตัดต้อกระจกมา รวมถึงภรรยาผมก็ไม่เว้นเช่นกัน แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไรมาก เพราะวิวัฒนาการทางการแพทย์ไทยเรา ได้ไปไกลกว่าเพื่อนบ้านหลายประเทศแล้ว 

ในอดีตเรามักพูดกันว่า ดวงตาเปรียบเหมือนหน้าต่างของหัวใจ นอกจากนี้ดวงตายังเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำสร้างความสวยให้แก่สาวๆ อีกทั้งยังให้เรามองเห็นความสวยงามรอบตัว แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปจนล่วงเลยเข้าสู่วัยผู้สูงวัย ดวงตาก็เช่นเดียวกับส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ดวงตาคู่นี้ย่อมมีการเสื่อมถอยไปตามธรรมชาติ

หลายคนเริ่มสังเกตเห็นว่าการมองเห็นของพ่อแม่หรือผู้สูงวัยในบ้าน หรือแม้แต่ตัวเราเองก็เริ่มเปลี่ยนไป จากที่เคยเห็นภาพคมชัด ก็เริ่มรู้สึกว่าภาพตรงหน้ามันมัวๆ เหมือนมีหมอกควันสลัวๆมาบังตาไว้ ถูตาก็แล้วเช็ดแว่นก็แล้ว แต่ความมัวนั้นก็ยังไม่หายไป อาการเหล่านี้ คือสัญญาณเตือนเราว่า เราเริ่มเข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า “ต้อกระจก” ขั้นแรกแล้ว  ซึ่งนี่เป็นโรคตาที่พบบ่อยที่สุดในผู้สูงวัย

หากจะอธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ดวงตาของเราก็ทำงานคล้ายกับกล้องถ่ายรูป มีเลนส์ตาตามธรรมชาติ ที่ทำหน้าที่โฟกัสแสงส่งไปยังประสาทตา ในวัยเยาว์เลนส์นี้จะใสแจ๋ว แสงผ่านได้ดี ภาพจึงคมชัด แต่เมื่อเราใช้งานดวงตามานานหลายสิบปี โปรตีนภายในเลนส์ตาก็จะเริ่มจับตัวกันเป็นก้อนขุ่นๆ เปรียบเสมือนกระจกใสหน้าบ้านที่เริ่มมีฝ้าเกาะ หรือกระจกห้องน้ำที่มีคราบน้ำจับ จนเรามองผ่านไปได้ยากขึ้น แสงจึงผ่านเข้าไปถึงประสาทตาได้น้อยลง

ผลที่ตามมา คือภาพที่มองเห็นก็จะเริ่มเบลอ สีสันสดใสที่เคยเห็นเริ่มดูหมองลงเป็นโทนสีเหลืองหรือน้ำตาล ความสามารถในการมองเห็นในที่มืดสลัวหรือตอนเย็นๆ ก็แย่ลงอย่างเห็นได้ชัด และผู้สูงวัยหลายท่านมักมีอาการแพ้แสงจ้า ออกแดดแล้วสู้แสงไม่ได้ หรือเวลาขับรถตอนกลางคืน จะเห็นแสงไฟถนนแตกกระจายเป็นวงกลมรอบดวงไฟ

เรื่องที่หลายคนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับต้อกระจก คือ คิดว่ามันเกิดจากความแก่ชราเพียงอย่างเดียว แต่ความจริงแล้ว มีตัวการสำคัญตัวหนึ่งใกล้ตัวเรามาก นั่นคือ “แสงแดดและรังสี UV” เมื่อดวงตาเราโดนรังสี UV จากแสงแดดสะสมเป็นเวลานาน มันจะเข้าไปกระตุ้นให้เกิดสารอนุมูลอิสระภายในลูกตา และสารนี้เองที่เข้าไปทำลายโปรตีนในเลนส์ตาให้จับตัวขุ่นเร็วกว่าที่ควร

เปรียบเสมือนเวลาเราเอาไข่ขาวไปโดนความร้อน แล้วมันเปลี่ยนจากสีใสเป็นสีขาวขุ่นนั่นเอง ดังนั้น การปกป้องดวงตาจากแสงแดด จึงเป็นหัวใจสำคัญในการชะลอความเสื่อมนี้ แว่นกันแดดที่ดีจึงไม่ใช่แค่เรื่องของแฟชั่น แต่เป็นเกราะป้องกันดวงตา ซึ่งต้องเลือกรุ่นที่มีป้ายระบุ UV400 หรือป้องกัน UV ได้ 100% เท่านั้น เพราะแว่นสีเข้มราคาถูก ที่ไม่กันรังสี UV จะยิ่งมีอันตรายต่อตาของเรา เนื่องจากเลนส์มืดๆ จะไปทำให้รูม่านตาของเราขยายกว้างขึ้น

ผลคือ รังสี UV จะยิ่งทะลักเข้าตามากกว่าตอนไม่ใส่แว่นเสียอีก โดยเลนส์ที่แนะนำมากๆ สำหรับผู้สูงวัย คือ เลนส์สีน้ำตาลหรือสีชา เพราะช่วยตัดแสงสะท้อน และเพิ่มความคมชัดของภาพ ช่วยให้มองเห็นมิติความลึกได้ดี เดินเหินสะดวก ไม่ก้าวพลาดตกบันได และถ้าสวมหมวกปีกกว้างควบคู่ไปด้วย ก็จะยิ่งช่วยบล็อกรังสี UV ได้เกือบสมบูรณ์แบบครับ

อีกหนึ่งคำถามยอดฮิตที่คุณหมอตามักโดนถามบ่อยๆ คือ มีกินยาหรือหยดยาหยอดตาอะไร ที่จะช่วยให้ต้อกระจกหายไป หรือสลายต้อได้โดยไม่ต้องผ่าตัด? ซึ่งในความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน ต้องยอมรับว่ายังไม่มีตัวยารับประทาน หรือยาหยอดตาชนิดใด ที่สามารถรักษาต้อกระจกให้หาย หรือหยุดยั้งการเสื่อมของเลนส์ตาได้จริง การรักษาต้อกระจกให้กลับมาสว่างใส มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้น คือ การผ่าตัดนำเลนส์ที่ขุ่นออก แล้วเปลี่ยนใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทนที่ ซึ่งภรรยาผมก็ไปทำมาแล้วที่โรงพยาบาลรามาธิบดี กลับมาพักตัวที่บ้านไม่นาน ก็กลับมาเป็นปกติเหมือนคนทั่วไปเลยครับ

อย่างไรก็ดี ยังข่าวดีสำหรับคนที่เป็นต้อกระจกครับ นั่นคือหากไปตรวจเจอในระยะแรกๆ ที่ตายังไม่มัวมาก คุณหมอก็ยังไม่จับผ่าตัดทันทีครับ การดูแลในระยะแรกจะเน้นไปที่การปรับตัว เช่น การตัดแว่นสายตาใหม่ให้ตรงกับค่าของสายตา การเพิ่มแสงสว่างในบ้าน โดยใช้ไฟสีขาวธรรมชาติในการอ่านหนังสือ การสวมแว่นกันแดด และการควบคุมโรคประจำตัว อย่างเบาหวานไม่ให้น้ำตาลในเลือดสูง เพราะน้ำตาลที่สูงก็เป็นตัวเร่งให้ต้อสุกไวเช่นกัน เราจะทำการผ่าตัดก็ต่อเมื่อต้อกระจกนั้น เริ่มมัวจนกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันจริงๆ เช่น อ่านหนังสือไม่ได้ ขับรถลำบาก หรือเริ่มเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มครับ

หลายคนพอได้ยินคำว่า “ผ่าตัดตา” แล้วอาจจะรู้สึกกลัวไปต่างๆ นานา แต่เทคโนโลยีการแพทย์ในปัจจุบันพัฒนาไปไกลมาก การผ่าตัดต้อกระจกยุคนี้ มีความปลอดภัยสูงและใช้เวลาเพียงแค่ 15 ถึง 30 นาทีเท่านั้น โดยแพทย์จะใช้คลื่นเสียงอัลตราซาวนด์เข้าไปสลายเลนส์ตาที่ขุ่น แล้วใส่เลนส์แก้วตาเทียม ที่มีขนาดเล็กเท่าเม็ดถั่วเข้าไปแทนที่ ซึ่งเลนส์เทียมนี้จะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต โดยไม่ขุ่นหรือเสื่อมสภาพอีกเลย

แต่สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญยิ่งกว่าการผ่าตัด ก็คือ “การดูแลตัวเองหลังผ่าตัด” โดยเฉพาะในสัปดาห์แรก ซึ่งมีกฎเหล็กสำคัญที่สุดคือ “ห้ามดวงตาโดนน้ำเด็ดขาด” เหตุผลก็เพราะว่าแผลผ่าตัดเล็กๆ ที่ตายังไม่สมานตัวดี น้ำประปาที่เราใช้ล้างหน้าหรือสระผม แม้จะดูสะอาด แต่ก็อาจมีแบคทีเรียเล็ดลอดเข้าไปในลูกตา ซึ่งอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อในลูกตาอย่างรุนแรงได้ ในช่วง 1 ถึง 2 สัปดาห์แรก ผู้ป่วยจึงต้องใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นบิดหมาดๆ เช็ดทำความสะอาดใบหน้าแทนการวิดน้ำใส่หน้า ส่วนการสระผมก็ต้องนอนหงายสระเหมือนที่ร้านทำผม เพื่อป้องกันน้ำกระเด็นเข้าตา รวมถึงต้องปิดฝาครอบตาตอนนอน เพื่อป้องกันการพลั้งมือไปขยี้ตาโดยไม่รู้ตัวครับ

จะเห็นว่าเรื่อง “ต้อ” จึงไม่มีอะไรน่ากลัวเหมือนในอดีตเลยครับ สุขภาพตาของผู้สูงวัยเป็นเรื่องธรรมชาติ ที่เราสามารถรับมือและวางแผนดูแลได้ การสังเกตดูความเปลี่ยนแปลงในการมองเห็นของตัวเอง การปกป้องดวงตาด้วยแว่นกันแดดเมื่อต้องออกแดด และที่สำคัญที่สุด คือ การพากันไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจเช็กสุขภาพตา วัดความดันตา และส่องดูขั้วประสาทตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพียงเท่านี้ เราก็สามารถคัดกรองโรคร้ายตั้งแต่เนิ่นๆ รักษาสุขภาพดวงตาให้แข็งแรง และช่วยให้ผู้สูงวัยในครอบครัวได้มองเห็นโลกที่สดใส สว่างชัด และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขไปอีกนานเท่านานครับ