
คุยเฟื่องเรื่องเข่าพัง! ทำไม “พระกับสีกา” มักจะเป็นเป้าหลัก?
คุยเฟื่องเรื่องเข่าพัง! ทำไม “พระกับสีกา” มักจะเป็นเป้าหลัก? คอลัมน์ ชีวิตบั้นปลายของชายชรา โดย ดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์
KEY
POINTS
- โรคข้อเข่าเสื่อมพบมากใน พระสงฆ์และผู้หญิง โดยพระสงฆ์มีความเสี่ยงจากการนั่งคุกเข่า นั่งพับเพียบ และการเดินบิณฑบาต ส่วนผู้หญิงมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนวัยทอง โครงสร้างร่างกาย และมวลกล้ามเนื้อที่น้อยกว่า
- การรักษาข้อเข่าเสื่อมมีทั้ง TKA (เปลี่ยนข้อเข่าทั้งหมด) และ UKA (เปลี่ยนข้อเข่าเฉพาะส่วนที่สึกหรอ) ซึ่ง UKA ช่วยรักษาเนื้อเยื่อเดิมไว้มากกว่า ฟื้นตัวเร็ว และผู้ป่วยบางรายสามารถกลับมาเดินหรือออกกำลังกายได้ในเวลาไม่นาน
- ความก้าวหน้าของ ระบบคอมพิวเตอร์และหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด ทำให้การผ่าตัด UKA มีความแม่นยำสูง แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว จึงเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้ป่วยที่เหมาะสมกับการรักษาแบบเปลี่ยนข้อเข่าบางส่วน
เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้ไปร่วมงาน Thai Festival 2026 ที่กรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา และได้แวะไปชมบูทของผู้ประกอบการไทยในงาน ที่มาร่วมออกบูทกันหลายสิบบูท มีอยู่บูทหนึ่ง เป็นของโรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง ที่มีเรืออากาศโท นายแพทย์ เอกพงษ์ โกมลหิรัณย์ ท่านมาร่วมออกบูทเอง จึงได้มีโอกาสสนทนากับท่าน ท่านเล่าว่า ท่านได้มาช่วยผู้สูงวัยชาวเมียนมา “ซ่อมเข่า” มาแล้วหลายราย ซึ่งท่านใช้วิธีซ่อมเข่า (UKA) ไม่ใช่ “การเปลี่ยนเข่า” (TKA) แรก ๆ ฟังแล้วก็ไม่เข้าใจ พอกลับมาบ้านผมจึงได้เข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมที่ Google scholar จึงได้รับความกระจ่างมากขึ้น วันนี้เลยอยากนำมาเล่าสู่กันฟังครับ
ถ้าเราลองไปนั่งสังเกตตามแผนกกระดูกและข้อของโรงพยาบาล หรือแม้กระทั่งตามวัดวาอาราม สิ่งหนึ่งที่เรามักจะเห็นจนชินตา คือ ภาพของผู้สูงอายุที่เดินกะเผลก ๆ มีอาการเข่างอโก่ง ลุกก็โอยนั่งก็โอยจากอาการ “ข้อเข่าเสื่อม” แต่ถ้าเจาะลึกดูสถิติจากบทวิจัยให้ดี ๆ จะพบความจริงที่น่าสนใจว่า ในบรรดาผู้ป่วยโรคเข่าทั้งหมดนี้ มีคนอยู่ 2 กลุ่มที่มักจะโดนแจ็กพอตและตกเป็นเป้าหมายหลักของโรคนี้มากที่สุด ชนิดที่กอดคอกันครองแชมป์คู่กันมาตลอด ซึ่งก็คือ “พระสงฆ์” และ “สีกา (ผู้หญิง)” นั่นเอง วันนี้ผมอยากมาชวนคุยเฟื่องเรื่องเข่าพังกันแบบสบาย ๆ ว่าทำไมสองกลุ่มนี้ถึงกลายเป็นเป้าหลักของอาการเข่าเสื่อม และเทคโนโลยีสมัยนี้ เขามี “วิธีซ่อมเข่า”ให้กลับมาเดินปร๋อได้อย่างไรบ้าง? ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมได้ไปรับฟังอาจารย์เอกพงษ์ ท่านบรรยายให้ฟัง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ที่ผ่านมานี่เองครับ
เริ่มกันที่ฝั่ง “พระสงฆ์” กันก่อน จากรายงานการศึกษาภาวะสุขภาพและโรคข้อเข่าเสื่อมในพระสงฆ์ โดย โรงพยาบาลสงฆ์ กรมการแพทย์ คำถามในใจของหลายคนที่อาจสงสัยว่า ทำไมพระท่านไม่ได้ทำงานแบกหามหรือออกกำลังกายหนัก ๆ ทำไมถึงเกิดอาการเข่าพังไว? ในทางการแพทย์พบว่า วงการสงฆ์ไทยกำลังเผชิญวิกฤตข้อเข่าเสื่อมรุนแรงมาก ซึ่งสาเหตุหลักไม่ได้มาจากกรรมเก่า แต่มาจาก “กิจวัตรประจำวัน” เต็ม ๆ เลยครับ เพราะในแต่ละวันพระท่านต้องนั่งพับเพียบ นั่งคุกเข่า หรือนั่งขัดสมาธิเพื่อทำวัตรเช้า-เย็น และเจริญภาวนาเป็นเวลานาน ๆ ติดต่อกันหลายชั่วโมง ท่าทางเหล่านี้ทำให้ข้อเข่าต้องงอขัดกันเกิน 120 องศา ซึ่งเป็นมุมที่ผิวกระดูกอ่อนรองข้อเข่าจะถูกบดเบียด และรับแรงกดดันสูงที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น การออกเดินบิณฑบาตด้วยเท้าเปล่าบนพื้นปูนแข็ง ๆ ทุกเช้า โดยไม่มีพื้นรองเท้าช่วยซับแรงกระแทก ประกอบกับน้ำหนักของบาตรและอาหาร ยิ่งส่งแรงสะท้อนตรงดิ่งขึ้นไปทำลายข้อเข่าในทุกก้าวที่ก้าวเดิน เลยมีปัญหาทำให้มีอาการเข่าพังนั่นเองครับ
เราหันมาดูฝั่ง “สีกา หรือผู้หญิง” กันบ้าง จากผลของงานวิจัยเรื่อง ความแตกต่างระหว่างชาย-หญิง และผลของฮอร์โมนวัยทองต่อเข่าเสื่อม“Sex differences in osteoarthritis: the role of androgen and estrogen” ในวารสาร BMC Musculoskeletal Disorders ยืนยันชัดเจนว่า ผู้หญิงเป็นข้อเข่าเสื่อมมากกว่าผู้ชายถึง 2-3 เท่า งานนี้ต้องบอกว่า ธรรมชาติแอบลำเอียงใส่ผู้หญิงเต็ม ๆ ด้วยเหตุผลทางสรีระและฮอร์โมนครับ ปัจจัยแรกคือเรื่องของ “วัยทอง” เมื่อผู้หญิงหมดประจำเดือน ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เคยทำหน้าที่เหมือนเกราะกำบัง ช่วยปกป้องกระดูกอ่อนจะดิ่งวูบลงทันที ทำให้ผิวข้อเข่าบางลง และเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว มิหนำซ้ำ โครงสร้างสะโพกของผู้หญิงที่ถูกสร้างมาให้ผายกว้าง เพื่อรองรับการคลอดลูก ยังส่งผลให้แนวกระดูกต้นขาเฉียงลงมาที่เข่า เป็นมุมที่ชันกว่าผู้ชาย เวลาขยับเข่าเดินน้ำหนักจึงเทไปตกที่ข้อเข่าฝั่งใดฝั่งหนึ่งแบบไม่สมดุลกัน แถมโดยทั่วไปแล้ว ผู้หญิงยังมีมวลกล้ามเนื้อต้นขาน้อยกว่าผู้ชาย ทำให้ขาด “โช้กอัพธรรมชาติ” ที่จะช่วยอุ้มและพยุงข้อเข่าเวลาก้าวเดิน เข่าของผู้หญิงจึงต้องรับศึกหนักไปเต็ม ๆ
ทีนี้ถ้าเข่าพังจนถึงขั้นวิกฤตแล้วจะทำอย่างไร? เมื่อไม่นานมานี้ หลายคนรวมทั้งผมด้วย เราอาจเคยได้ยินเรื่อง “การซ่อมเข่า”ด้วยระบบ TKA หรือ UKA แล้วเข้าใจผิดคิดว่าเทคโนโลยีสมัยนี้ สามารถซ่อมเข่าได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งสองวิธีนี้คือ “การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม” ทั้งคู่ครับ เพียงแต่รูปแบบและขอบเขตชิ้นงานต่างกัน โดย TKA คือ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าใหม่ทั้งหมด ส่วน UKA ที่อาจารย์เอกพงษ์ท่านใช้รักษาผู้ป่วยอยู่เป็นประจำนั้น คือการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมแค่บางส่วน (เปลี่ยนเฉพาะจุดที่สึกหรอ) เท่าที่ผมได้ดูวิดีโอของอาจารย์เอกพงษ์ ได้เห็นผู้ป่วยไม่ต้องนอนโรงพยาบาลนาน เพียงแค่วันเดียวก็กลับมาเดินได้เหมือนคนปกติได้แล้ว ผู้ป่วยบางคนที่เคยเป็นนักวิ่งมาราธอนมาก่อน ก็ยังกลับมาวิ่งได้เหมือนอดีตเฉยเลยครับ
อันที่จริงแล้วเท่าที่ผมอ่านบทวิจัยมา พบว่าวิธีการผ่าตัดบางส่วนแบบ UKA ไม่ใช่นวัตกรรมใหม่อะไรเลยครับ หมอเขาทำกันมาตั้งแต่ยุค 70 แล้ว แต่ในอดีตไม่ค่อยมีการประชาสัมพันธ์กัน เพราะมันทำยากมาก แพทย์ต้องใช้สายตาและฝีมือสด ๆ ในการกะระยะ วางเบี้ยวไปมิลลิเมตรเดียวเข่าก็พังไว แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องเก่าเหล่านี้ กลายมาเป็นเรื่องฮิตในปัจจุบัน ก็เพราะเรามี “ระบบคอมพิวเตอร์และหุ่นยนต์นำวิถี” เข้ามาช่วยในการผ่าตัด แขนกลอัจฉริยะนี้ ช่วยให้หมอคำนวณและวางข้อเข่าเทียมชิ้นเล็ก ๆ ได้แม่นยำระดับมิลลิเมตร ส่งผลให้แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กมาก เจ็บน้อยลง และคนไข้ฟื้นตัวไวอย่างไม่น่าเชื่อ สามารถลุกยืนและก้าวเดินได้ตั้งแต่วันแรก ๆ หลังผ่าตัดเลยทีเดียวครับ
เมื่อรู้แบบนี้แล้ว ใครที่มีโยมแม่ โยมยาย หรือมีพระอาจารย์ที่เคารพรัก เริ่มมีอาการเข่าดังกร๊อบแกร็บหรือเริ่มเดินลำบาก อย่าปล่อยทิ้งไว้นะครับ ลองช่วยกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเบื้องต้น เช่น ชวนกันควบคุมน้ำหนัก(แหม...ยากมาก เพราะพระท่านมักจะไม่ค่อยขัดศรัทธาโยมเสียด้วยสิ) หลีกเลี่ยงการนั่งยอง ๆ หรือจัดหาเก้าอี้และอาสนะยกสูงไปถวายพระท่าน หรือถ้าหากมหาเถรสมาคม ท่านจะยอมให้พระนั่งเก้าอี้สวดมนต์ก็ดีนะครับ (แฮ่...ไปยุ่งกับพระกับเจ้า นรกจะกินหัวซะแล้วเรา) หากวันหนึ่งจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาจริง ๆ ก็สบายใจได้เลยครับ เพราะเทคโนโลยีการซ่อมเข่าในปัจจุบันบอกเลยว่า... ชิลกว่าเดิมเยอะ!







